ตอนที่ 8
สองเทวทูตซ้ายขวา
ยุทธภพวุ่นวาย แผ่นดินกว้างใหญ่ไพศาลบนเส้นทางยุทธจักรมักมีเื่ราวมากมายปนเป บ้างเจอเื่ราวอันงดงามสมบูรณ์พร้อมบ้างพบพานกับเื่ราวอันเลวร้ายสับสน พบปะผู้คนมากมายทั้งเหล่าสหายมิตรแท้และศัตรูคู่แค้นสำหรับกับจ้าวจ่านจือแล้วเพียงก้าวเท้าออมากจากหมู่บ้านเย้ยอรุณไม่กี่วันยังพบพานอุปสรรคมากมายปานนี้
บุรุษหน้าตาหมดจดผู้นั้นมันยังไม่หยุดกล่าววาจากระตุ้นโทสะต่อสองเทวทูตซ้ายขวาเจียฮุยกับเจียจิ้ง บุรุษผู้นั้นมันชี้นิ้วไปที่ปลายจมูกของมันเองส่งเสียงกล่าวว่า
“ข้าพเ้าความจริงคิดเป็ตั่วกงกง(ปู่ใหญ่)ให้กับท่านทั้งสอง ซึ่งเราไม่มีนิสัยตระหนี่ถี่เหนียวตั้งใจจะออกค่าเดินทางไปปรโลกให้กับพวกท่านสักหลายอีแปะแต่ทว่าน่าเสียดายปู่ใหญ่ไม่กล้ามีหลานเป็สุนัขอันธพาน ดังนั้นค่าเดินทางนี้พวกท่านก็ควักจ่ายเองก็แล้วกัน”
มันผู้นี้ กล่าววาจายียวนกวนโทสะยิ่งสองเทวทูตซ้ายขวาเจียฮุย กับเจียจิ้งผาดโผนยุทธจักรโชกโชนมันทั้งสองยังมิเคยเจอผู้ใดใช้วาจาล่วงเกินเช่นนี้มาก่อนอีกทั้งครั้งนี้ผู้ที่กล่าววาจาโอหังอวดดีกับมัน ยังเป็เด็กน้อยผู้หนึ่งซึ่งเพิ่งหย่านมมารดามาได้ไม่นาน
ดังนั้น มันทั้งสองเก็บอาการโกรธกริ้วเอาไว้ไม่ไหวระบายลมหายใจออกมาจากปาก สองตาแดงก่ำ ใบหน้าบิดเบี้ยวดวงตาแทบถลนจนพ่นไฟออกจากดวงตาได้มิปานโดยมิต้องนัดหมายมันทั้งสองดึงกระบองที่กลางหลังออกมากระชับไว้ด้วยมือขวา เทวทูตขวาเจียจิ้งส่งเสียงตวาดเกรี้ยวกราดดังว่า
“ทารกปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเ้าบังอาจกล่าววาจายอกย้อนกับเราเยี่ยงนี้ ในชีวิตเรายังมิเคยมีผู้ใดกล้าใช้วาจาล่วงเกินเช่นนี้มาก่อนดังนั้นวันนี้หากเราทั้งสองไม่เอาชีวิตเ้า พวกเราสองเทวทูตซ้ายขวาไม่ขอเป็คนคน”
บุรุษผู้นั้นมันส่งเสียงร้องอ้อกล่าววาจาตอบโต้ว่า
“พวกท่านไม่ขอเป็คน เป็ท่านพูดออกมาจากปากเองข้าพเ้าหาได้บังคับขู่เข็ญไม่ หลังจากนี้พวกท่านคงต้องคลานสี่ขาเช่นสุนัขจริง ๆแล้วกระมัง?”
เทวทูตขวาเจียจิ้งส่งเสียงก่นด่าบุรุษสำอางดังว่า
“บัดซบ เ้าคนผู้นี้ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำจะตายอยู่รอมร่อยังกล้าต่อปากต่อคำ มิหนำซ้ำวาจาเ้ายังสามหาวอวดดีเช่นนี้เข้าทำนองไม่เห็นหลุมศพไม่หลั่งน้ำตาอย่าได้กล่าวหาว่าเราทั้งสองอำมหิตในภายหลัง”
จากนั้นมันหันมาทางด้านเทวทูตซ้ายเจียฮุยซึ่งยืนอยู่ใกล้กับจ่านจือมันส่งเสียงออกคำสั่งดังว่า
“เจียฮุย เ้าจัดการสังหารเด็กทารกนั่นสำหรับเด็กทารกฝีปากกล้าผู้นี้ เราจะเป็คนจัดการสังหารมันเอง”
กล่าววาจาจบเทวทูตขวาเจียจิ้งเกร็งลมปราณผ่านตัวกระบอง ะโรวดเดียวบรรลุถึงตรงหน้าบุรุษผู้นั้นพร้อมกับยกกระบองฟาดเฉียง ๆใส่ตำแหน่งหัวไหล่ซ้ายของมันด้วยระดับความเร็วสุดเปรียบปานบุรุษสำอางหน้าตาแฉล้มเอียงตัววูบหลบพ้นสภาวะกระบองอันเกรี้ยวกราดดุดันได้โดยปลอดโปร่ง
กระบองท่าแรกฟาดผ่านศีรษะไป ฝ่ามือขวาของบุรุษผู้นั้นพลันยกขึ้นแล้วสะบัดหักข้อมือปาดวูบบริเวณเหนือข้อศอกห่างราวสองนิ้วของเทวทูตขวาเจียจิ้งพอฝ่ามือััต้นแขนรู้สึกชาวูบั้แ่หัวไหล่จรดปลายนิ้วตลอดแขนคล้ายสิ้นเรี่ยวแรงแข็งทื่อกลายเป็ท่อนไม้ในเตาฟืนมันรู้สึกว่าแขนตนเองไร้เรี่ยวแรงสิ้นกำลังแข็งขืน กระทั่งกระบองในมือของมันแทบร่วงหล่นหลุดมือ
มันยังมิทันได้ตั้งตัวฝ่ามือที่สองของบุรุษหนุ่มสำอางลึกลับติดตามมา แต่ทว่าฝ่ามือนี้กระแทกใส่กลางหลังมันอย่างถนัดถนี่ พร้อมกับพลังประหลาดแผ่พุ่งผ่านฝ่ามือเข้ามาเทวทูตขวาเจียจิ้ง รู้สึกหายใจติดขัดขึ้นมา มันรีบเกร็งลมปราณขึ้นคุ้มครองกายพร้อมกับทิ้งตัวกลิ้งลงกับพื้นไปสามวาเศษในใจพลันคิดว่าเด็กน้อยผู้นี้เป็ผู้ใดกัน ไฉนฝีมือช่างร้ายกาจดุดันนักั้แ่มันออกท่องยุทธภพมาช้านาน มันยังไม่เคยประมือกับพลังวิชาที่ร้ายกาจแปลกประหลาดเช่นนี้มาก่อนเลย
บุรุษหนุ่มสำอางลึกลับผู้นั้นหลังจากซัดฝ่ามือที่สองแล้วหันกลับไปทางด้านจ่านจือ มันเห็นเขาถูกเทวทูตซ้ายเจียฮุยฟาดไปหนึ่งฝ่ามือร่างเซถลาถอยไปสองก้าวล้มครืนลง เทวทูตซ้ายเจียฮุยมิทันเหลียวกลับมาดูว่า เทวทูตขวาเจียจิ้งผู้น้อง หมดท่าก้นจ้ำเบ้าลุกมิขึ้นมันเงื้อกระบองขึ้นสุดหล้า แล้วฟาดตามติดใส่กลางกระหม่อมของจ่านจือบุรุษหนุ่มสำอางผู้นั้น มันจึงได้กระจ่างว่า จ่านจือไม่เป็วรยุทธ์มันมิรอช้ารีบสะกิดเท้าคราวเดียวบรรลุถึงคนทั้งสอง พร้อมกับจ่อจี้ประกบนิ้วชี้กับนิ้วกลางแต่ไกล ใส่ตำแหน่งชายโครงของเทวทูตซ้ายเจียฮุย
มาตรว่าจะเคยผ่านการต่อสู้มาอย่างโชกโชนแต่ครานี้บุรุษหนุ่มสำอางลึกลับ ลงมือรวดเร็วปานเทพยดา เทวทูตซ้ายเจียฮุยยามร้อนรน รีบวกกระบองกลับมาต้านทานป้องกันแต่มิทันการสภาวะกระบองของมันยังคงเชื่องช้าเกินไปเมื่อสองนิ้วของบุรุษสำอางลึกลับจี้ปราดถึงตำแหน่งชายโครงก่อน พร้อมกันนั้นพลังประหลาดสายหนึ่งบัดเดี๋ยวร้อน บัดเดี๋ยวเย็นแผ่พุ่งเข้ามาดั่งมหรรณพดุจอัคคี เทวทูตซ้ายเจียฮุยรู้สึกอึดอัดขัดข้องถึงที่สุด กระทั่งเืลมในกายพลุ่งพล่านพลังลมปราณในร่างแตกกระสานซ่านเซ็น
บุรุษหนุ่มสำอางลึกลับนั้นชักนิ้วที่จ่อจี้ชายโครงกลับ พร้อมกับยกเท้าขวาเตะโครมเข้าที่หัวไหล่ซ้ายของมันถนัดถนี่ ส่งผลให้ร่างของเทวทูตซ้ายเจียฮุยกระเด็นกระดอนมาชนกับร่างของเทวทูตขวาเจียจิ้งที่เพิ่งลุกขึ้นยืนมาได้อย่างยากเย็น ทำเอามันทั้งสองล้มโครมครามลงก้นจ้ำเบ้ากระแทกพื้นดังครืนใหญ่ มันทั้งสองนึกมิถึงว่า วันนี้จะมาพ่ายแพ้ไม่เป็กระบวนให้กับเด็กน้อยผู้หนึ่งซึ่งอายุไม่ถึงยี่สิบ มันทั้งสองรีบก้มเก็บกระบองแล้วรวบรวมพละกำลังที่มีหลงเหลือ พากันเหินข้ามพุ่มไม้ไม่เตี้ยไม่สูงนักต้นหนึ่งหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว
บุรุษหนุ่มสำอางลึกลับผู้นั้นมิคิดจะติดตามมันทั้งสองไป มันก้าวเท้าเข้าหาจ่านจือซึ่งเขาอยู่ในลักษณะร่างครึ่งนั่งครึ่งยืน พร้อมกับมือข้างหนึ่งกุมหัวไหล่ไว้แต่มิได้รับาเ็กระไรมากนัก มันกล่าววาจาด้วยน้ำเสียงดุดันต่อจ่านจือว่า
“เ้าเป็กระไรหรือไม่เ้าทึ่ม? ดูท่าทางท่านคงไม่เป็ยุทธ์สินะท่านช่างอวดดีไม่เจียมตัวประมาณตนไม่เป็วรยุทธ์แล้วยังคิดออกมาผาดโผนยุทธภพท่านคงเบื่อการมีชีวิตแล้วกระมังเ้าทึ่ม ท่านมีชื่อเรียกหาว่ากระไร? รีบบอกกล่าวออกมาให้ข้าพเ้าทราบ”
บุรุษหนุ่มสำอางลึกลับผู้นั้น ตะคอกถามจ่านจือซึ่งยังยืนทำกระไรมิถูกด้วยความตระหนกใ ถึงแม้นเขาจะถูกบุรุษหนุ่มสำอางลึกลับผู้นั้นเรียกตนเองว่าเ้าทึ่ม เขาหาได้รู้สึกโกรธเคืองไม่ เพียงแค่บุรุษหนุ่มสำอางผู้นั้นยื่นมือเข้าขัดขวางสองเทวทูตซ้ายขวา เจียฮุย กับเจียจิ้งอีกทั้งยังขับไล่มันทั้งสองหลบหนีไปคล้ายดั่งลูกสุนัขสองตัวถือว่ามันได้ช่วยเหลือเขามากแล้ว ต่อให้ถูกเรียกหาว่าตัวโง่งมบัดซบหรืออาจจะรุนแรงกว่านี้อีกร้อยพันเท่า เขายังมิคิดโกรธเคืองมันขึ้นมาได้เมื่อลุกขึ้นยืนเรียบร้อยแล้ว จ่านจือละล่ำละลักตอบไปตามตรงว่า
“ข้าพเ้าแซ่จ้าว ชื่อจ่านจือ ขอบคุณท่านจอมยุทธ์ที่ท่านช่วยเหลือข้าพเ้า ข้าพเ้าเดินทางมาจากเมืองลั่วหยาง พร้อมกับสหายอีกสองท่านครั้งก่อนพวกเราจากมาโดยมิได้บอกกล่าว ต้องขออภัยต่อท่าน ถูกต้องดั่งวาจาท่านข้าพเ้าไม่เป็ยุทธ์ จึงถูกสองคนนั้นทำร้ายทุบตีโชคดีที่ท่านจอมยุทธ์ยื่นมือช่วยเหลือข้าพเ้าเอาไว้ เอ่อ..มิทราบว่าท่านจอมยุทธ์มีนามอันสูงส่งว่ากระไร?”
จ่านจือถามกลับบ้าง บุรุษหนุ่มสำอางลึกลับผู้นั้นแสดงท่าทางดั่งค้อนเขาวงหนึ่ง แต่สีหน้ายังคงนิ่งเฉย จะโกรธหรือยินดียากคาดเดาบุรุษหนุ่มสำอางลึกลับผู้นั้น เดินสำรวจรอบ ๆ ตัวจ่านจือ พร้อมกับขบคิดในใจว่าที่แท้เป็แค่เด็กหนุ่มชาวบ้านร้านถิ่นธรรมดา ดังนั้นจึงไม่คิดจะกล่าววาจาด้วยต่อไปมันหันกลับมาถลึงตาใส่จ่านจือ พร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงดุดันว่า
“ชื่อของข้าพเ้า คู่ควรให้ท่านเรียกหาหรืออย่างไร? ที่ผ่านมาผู้คนที่รู้ชื่อของข้าพเ้าล้วนต้องตายไปมิมีผู้ใดยกเว้น ข้าพเ้าเกลียดชังยิ่งนักกับผู้คนที่ไม่รู้จักเจียมตน แต่เอาเถิด วันนี้ข้าพเ้ากลับอารมณ์ดียิ่ง”
บุรุษสำอางลึกลับ หยุดเว้น่จังหวะเล็กน้อยแล้วส่งเสียงกล่าวต่อว่า
“ดังนั้นวันนี้ข้าพเ้าจะไม่ฆ่าคนยิ่งลักษณะท่าทางทึ่ม ๆ เยี่ยงท่านด้วยแล้ว ยังไม่คู่ควรให้ข้าพเ้าลงมือ อ้อแล้วมิต้องกล่าวขอบคุณต่อข้าพเ้า แท้จริงข้าพเ้ามิได้ตั้งใจจะช่วยเหลือท่านสักหน่อยข้าพเ้าเพียงอยากสนุกสนาน หาความสำราญกับมันสองคนนั้นมากกว่า แท้จริงแล้วข้าพเ้าคิดจะฆ่าท่านเสียด้วยซ้ำแต่ดูแล้วท่านทึ่ม ๆ โง่ ๆลงมือไปหาได้สนุกสนานไม่อีกประการข้าพเ้าเกรงจะเสียการใหญ่ สหายสองคนของท่านกำลังมา เช่นนั้นข้าพเ้าขอตัว”
แต่ไม่ทราบด้วยเหตุผลใดบุรุษหนุ่มสำอางลึกลัลบผู้นั้น ก่อนที่มันจะผละจากไป มันกลับหันมากล่าววาจาอีกหนึ่งประโยคกับจ่านจือว่า
“ท่านเรียกข้าพเ้าว่า อาผิง จดจำเอาไว้เ้าทึ่ม”
กล่าวจบมันพลิ้วร่างเหินข้ามเนินเตี้ยไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้ จ่านจือยืนทำท่าทางมึนงงอยู่เพียงลำพัง เขาเองไม่เข้าใจบุรุษหนุ่มสำอางลึกลับผู้นั้นเช่นกันว่าปากกล่าววาจาว่าจะฆ่าเขาทิ้งเสีย แต่สีหน้าท่าทางอีกทั้งสายตาที่แสดงออกมากลับตรงกันข้าม
จ่านจือเองรู้สึกว่า บุรุษหนุ่มสำอางลึกลับผู้นี้ออกจะดูแปลกๆ ไปบ้าง เสมือนมีกระไรซ่อนเร้นอยู่ในดวงตาเ้าเล่ห์คู่นั้นมิปาน ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับทำให้จ่านจือรู้สึกประทับใจกระไรบางอย่างเขาเองยังอธิบายความรู้สึกนั้นออกมามิถูกเช่นกัน
ถึงแม้นว่า เงาร่างของบุรุษหนุ่มสำอางลึกลับผู้นั้นจะลับหายไปเนิ่นนานแล้วก็ตาม แต่ทว่าดวงตาเ้าเล่ห์คู่นั้นคล้ายยังจับจ้องมองเขาอยู่กระนั้น
จ่านจือรีบสะบัดศีรษะสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกจากหัวสมอง ก่อนจะได้ยินเสียงของมู่เหอดังขึ้นว่า
“จ่านจือ! เกิดกระไรขึ้น? ไฉนท่านจึงถึงถูกทำร้ายเป็ผู้ใด ที่กล้าลงมือต่อท่าน ท่านได้รับาเ็ที่ใดรุนแรงหรือไม่?”
เมื่อมู่เหอ พร้อมทั้งไปชิงมาถึงทั้งสองเห็นสภาพโดยรอบ ทราบได้ทันทีว่า บริเวณนี้มีการต่อสู้เกิดขึ้นก่อนหน้านี้เมื่อเห็นจ่านจือได้รับาเ็บริเวณหัวไหล่ หลังจากสอบถามเื่ราวจ่านจือบอกเล่าไปมิได้ปิดบัง ไป่ชิงตรวจดูแล้ว มิมีาแรุนแรงอันตรายเพียงปรากฏรอยฟกช้ำนิดหน่อยเท่านั้นเอง ดูจากร่องรอยมิเป็กระไรมากทาหยูกยาครั้งสองครั้งคงหาย ทั้งหมดจึงรีบมุ่งหน้าเดินทางสู่หุบเขาสายรุ้งทันที
ขณะที่เดินทางนั้น ไป่ชิง กับมู่เหอเล่าเื่ราวเหตุการณ์ ซึ่งทั้งสองติดตามคนชั่วช้าทั้งสามคนไป เฮียม่วยแซ่เฟิ่น้าแก้แค้นให้แก่ป้าหนิว กับจ่านจือแต่บังเอิญพบเห็นแม่ชีนิรนามสองนางเข้าเสียก่อน ซึ่งสองเฮียม่วยแซ่เฟิ่นเคยได้ประมือกับแม่ชีนิรนามนางหนึ่งที่ลั่วหยาง
สองเฮียม่วยแซ่เฟิน ช่วยกันเล่าเื่ราวให้เขาฟังด้วยสาเหตุนี้ทั้งสองจึงต้องหลบซ่อนตัว เป็เหตุให้คนชั่วช้าสามคนหลบหนีไปได้ จ่านจือไม่กล่าวโทษเฮียม่วยแซ่เฟิ่นเพียงแค่ทั้งสองคิดจะแก้แค้นแทนเขาเพียงเท่านี้ยังถือว่าเป็บุญคุณใหญ่หลวงแล้วพร้อมกันนั้นไป่ชิง ยังบอกกล่าวให้จ่านจือระมัดระวังตัวเอาไว้ให้มากหากเจอะเจอแม่ชีนิรนามสองนางนั้นเข้า หากว่าเขาพบเจอพวกนางที่ใดให้รีบหลบหนีไปให้ไกลอย่าได้ไปตอแยกับนางเด็ดขาด
หุบเขาสายรุ้ง
หุบเขาสายรุ้ง เป็ูเาสองลูกตั้งชนกันลักษณะโค้งดูไปคล้ายกับสายรุ้งกำลังกินน้ำปานฉะนั้น ตรงกลางระหว่างช่องเขามีทางเดิน แคบ ๆ แถมยังวกวนคดเคี้ยวไปมาอีกด้วยหากจะให้เปรียบเทียบคล้ายดั่งเขาวงกตที่หนึ่ง
หากไม่มีแผนที่ในมือซึ่งเ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียน ได้ให้ไว้คิดว่าคงหาทางเข้าหุบเขาสายรุ้งมิเจอแต่ดูคล้ายกับว่าสองเฮียม่วยแซ่เฟิ่นทั้งสองล้วนชำนาญเื่แผนที่รวมถึงเส้นทางเป็พิเศษ เพียงดูจากลายเส้นที่ขีดวาดซึ่งเ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนวาดเอาไว้ให้ทั้งสามเดินคดเคี้ยวตามตำแหน่งบนลายเส้นไม่นานในที่สุดทั้งสามผ่านช่องเขาเข้ามาได้ยังด้านในหุบเขาแล้วจ่านจือเองนับว่าเป็คนหัวไวผู้หนึ่ง เขายังดูลายเส้นบนผืนผ้าไม่ค่อยเข้าใจเท่าใดนัก
บ่ายคล้อยมากแล้วทั้งสามเดินทางมาถึงลำธารน้ำใสแห่งหนึ่ง เมื่อข้ามลำธารแล้วเดินอ้อมมาประมาณสิบลี้เป็พื้นราบที่หนึ่งบ้านหลังหนึ่งปลูกสร้างจากไม้ไผ่แข็งแรงตั้งตระหง่าน กินเนื้อที่ค่อนข้างกว้างขวางเมื่อเดินเข้าไปใกล้ได้กลิ่นฉุนแตะปลายจมูก จึงทราบได้ทันทีว่ามาไม่ผิดเพี้ยน
ทั้งหมดจึงชักชวนกันนั่งพักตรงนอกชานซึ่งเป็แคร่ไม้ไผ่สำหรับนั่งพักผ่อน ภายในบ้านเงียบเชียบสงบไร้ผู้คนมู่เหอลุกขึ้นเดินสำรวจดูรอบ ๆ ปรากฏว่าไม่พบเห็นท่านเ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียน คาดคิดว่าท่านคงออกไปทำธุระหรือไม่คงออกไปหาสมุนไพรในป่าเขาเป็แน่
ทันใดนั้น พื้นดินใต้แคร่ไม้ไผ่มีเสียงผิดปกติดังกุกกัก ทั้งจ่านจือ และไป่ชิ งรีบถลันลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว เสียงครืดครืนพอดังพร้อมกับตัวแคร่ขยับเขยื้อนเคลื่อนออก เผยให้เห็นประตูลับบานหนึ่งอยู่ใต้แคร่เมื่อเปิดออก เ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียน ท่านเดินขึ้นบันไดมา
ที่แท้มีห้องลับใต้ดินห้องลับนี้สามารถเข้าออกจากหุบเขาสายรุ้งได้อีกเส้นทางหนึ่ง โดยมิมีผู้ใดสามารถสังเกตหรือพบเห็นได้ง่ายดายทั้งสองรีบประสานมือคารวะต่อท่านเ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียน สองเฮียม่วยแซ่เฟิ่น เมื่อทำความเคารพแล้วทั้งสองรีบแนะนำท่านเ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียน ให้แก่จ่านจือได้รู้จัก
จ่านจือรีบประสานมือคารวะต่อท่านเ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียน โดยมิรั้งรอชักช้าเมื่อเขาเห็นบุคลิกภาพของท่านแล้ว ทำให้เขามีความหวังขึ้นมาทันทีดูจากท่าทางท่านลักษณะใจดี มีเมตตากรุณา สีหน้าปรากฏรอยยิ้ม ดูโอบอ้อมอารีมิว่าเช่นไร ท่านคงมิเสือกไสไล่ส่งตน ซึ่งกำลังขาดที่พึ่งพิงหลังจากจ่านจือคารวะท่านเ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนแล้วเขากล่าวแนะนำตัวเองว่า
“ข้าพเ้าแซ่จ้าว ชื่อจ่านจือคารวะท่านเ้าโอสถสายรุ้ง มารดาบุญธรรมข้าพเ้า ถูกคนชั่วช้าสามคนฆ่าตายเคราะห์ดีที่ได้ท่านมู่เหอ พร้อมทั้งแม่นางไป่ชิงทั้งสองยื่นมือช่วยเหลือข้าพเ้าเอาไว้ มิหนำซ้ำยังอาสาพาข้าพเ้าเดินทางลงใต้มายังสถานที่แห่งนี้ ข้าพเ้าเกรงว่า จะมาสร้างความลำบากใหญ่หลวงให้กับท่านเ้าโอสถสายรุ้งแล้ว”
จ่านจือบอกเล่าถึงสาเหตุ ซึ่งเฮียม่วยแซ่เฟิ่นพาตนเดินทางมายังหุบเขาสายรุ้ง เขาแสดงออกด้วยกิริยาอ่อนน้อมถ่อมตนพร้อมด้วยน้ำเสียงเกรงอกเกรงใจ แววตายังชวนให้น่าสงสารเอ็นดูอีกด้วย จ่านจือกล่าววาจาเพียงเท่านี้ หลังจากนั้นปล่อยให้เป็หน้าที่ของสองเฮียม่วยแซ่เฟิ่น กล่าววาจาต่อจากนี้
ทั้งสามรวมทั้งเ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนทั้งนั่งลงสนทนากันบนแคร่ไม้ไผ่แห่งนั้น เฮียม่วยแซ่เฟิ่นบอกเล่าเื่ราวั้แ่แยกทางกับเ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนที่เนินเสือดาวเล่าว่าหลังจากนั้นเกิดเื่ราวใด ขึ้นบ้าง พร้อมกับแล่าเื่ราวเกี่ยวกับจ่านจือโดยละเอียดมิปิดบัง ให้แก่ท่านเ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนได้รับทราบ
หลังจากเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดโดยละเอียดทั้งสองเฮียม่วยแซ่เฟิ่น ต่างพากันขอร้องต่อท่านเ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนขอให้ท่านรับจ่านจือไว้ด้วย เ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนพิศดูลักษณะท่าทางของจ่านจือ ท่านเห็นว่าเขาเป็คนซื่อตรงมีคุณธรรมจึงรับปากสองเฮียม่วยแซ่เฟิ่น ว่าท่านจะช่วยรับเขาเอาไว้ดูแล เฟิ่นมู่เหอพร้อมทั้งเฟิ่นไป่ชิงยินดีกับจ่านจือยิ่ง จากนั้นทั้งสองจะขอพักแรมเพียงหนึ่งคืนแล้วจะเดินทางกลับผาในทันที
วันรุ่งขึ้น มู่เหอกับไป่ชิงต่างอำลาท่านเ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียน พร้อมทั้งจ่านจือแล้วทั้งสองเตรียมตัวออกเดินทาง เ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนให้ทั้งสองใช้เส้นทางลับใต้ดิน เดินทางออกจากหุบเขาสายรุ้ง
ก่อนจากกัน ไป่ชิงเอ่ยกล่าวกับจ่านจือว่าให้เขาตั้งใจเรียนรู้จากเ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนให้มากอย่าเกียจคร้านดูดายเป็เด็ดขาด หากวันชุมนุมชาวยุทธ์ที่วัดเส้าหลินมาถึงอีกราวห้าปีกว่าหลังจากนี้ เ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนท่านนำพาเขาเดินทางไปด้วย เขาและสองเฮียม่วยแซ่เฟินคงได้เจอะเจอกันจากนั้นทั้งสองจึงออกเดินทาง ใช้เส้นทางลับใต้ดิน ออกจากหุบเขาสายรุ้งไปทันที
เ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนเองท่านได้ใช้เส้นทางลับสายนี้ เร้นกายเข้าหุบเขามาเช่นกันที่แท้คนที่แม่ชีสองนางติดตามมา คือเ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนนั้นเองหลังจากท่านไปพบใครคนหนึ่ง ที่นอกด่านหันหู่กวน เมื่อเสร็จธุระแล้วจึงเดินทางกลับระหว่างทางทราบว่ามีคนสะกดรอยติดตามมา เมื่อบรรลุถึงก่อนเข้าหุบเขาสายรุ้งจึงสลัดหลุดพ้นมาได้ พร้อมกับหลบเข้าหุบเขาสายรุ้ง โดยใช้เส้นทางลับในห้องใต้ดินดังนั้นแม่ชีสองนางจึงหาท่านเท่าใด ยังไม่อาจเจอ
หลังจากสองเฮียม่วยแซ่เฟิ่นจากไปค่ำคืนนั้นจ่านจือรู้สึกแปลกที่แปลกทาง จนกระทั่งนอนไม่หลับเขาจึงนอนฟังเสียงแมลงสัตว์ปีก ส่งเสียงร้องอยู่ก้องป่าแต่เมื่อนอนฟังได้สักครู่หนึ่ง กลับมีความรู้สึกว่าช่างไพเราะอีกทั้งยังเพลิดเพลินยิ่งนัก ในที่สุดเคลิบเคลิ้มไป แต่ก่อนจะเข้าสู่ห้วงภวังค์หลับใหลใบหน้าหนึ่งกลับปรากฏขึ้นมาในห้วงความคิดของเขา ใบหน้าหนึ่งกับดวงตาคู่หนึ่ง
วันรุ่งขึ้น จ่านจือรีบตื่นนอนแต่เช้าตรู่ยามเช้าบรรยากาศช่างสดชื่นยิ่ง เขาหลับตาลงพร้อมกับสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าไปจนกระทั่งเต็มปอด อดนึกถึงบรรยากาศยามเช้าที่หมู่บ้านเย้ยอรุณขึ้นมามิได้ ที่นั่นในยามเช้า จะปกคลุมไปด้วยหมอกสีขาวละอองน้ำค้างโปรยปราย เกาะติดอยู่ตามใบไม้ กับยอดหญ้าเขียวขจีทุกเช้าจ่านจือจะตื่นขึ้นมา พร้อมกับออกมาสูดอากาศอันบริสุทธิ์ ด้วยการหลับตาลงและหายใจลึก ๆ ปล่อยให้อากาศอันบริสุทธิ์สดชื่น กระจายอยู่ภายในร่างกายให้นานที่สุดก่อนจะค่อย ๆ ปล่อยออกมาทางนาสิกช้า ๆ
ยามเช้ายอดหญ้าอ่อนเขียวชอุ่ม ซึ่งพร่างพรมไปด้วยหยาดหยดน้ำค้างสดใสจ่านจือจะนำเคียวออกไปเกี่ยวหญ้าเ่าั้ มาให้กับวัวและม้าในคอกของเขาได้เคี้ยวกินกันอย่างเอร็ดอร่อย ส่วนมารดาบุญธรรมของเขา ท่านจะเข้าครัวปรุงอาหารเช้าอันเลิศรส คุ้นลิ้นจ่านจือ เมื่อป้าหนิวทำกับข้าวเสร็จเขาให้อาหารสัตว์เลี้ยงเสร็จสรรพด้วยเช่นกัน
หลังจากนั้นแม่ลูกทั้งสองจะมาร่วมวงรับประทานอาหารเช้าด้วยกัน แม้จะเป็อาหารพื้น ๆ ธรรมดาแบบชาวบ้านแต่กระนั้นจ่านจือ กลับรับประทานได้อร่อยยิ่ง ทุกมื้อจะรับประทานข้าวสวยไปไม่ต่ำกว่าสามชามเสมอป้าหนิวเองมีความสุขยิ่ง ั้แ่ท่านได้จ่านจือมาเป็ลูกบุญธรรม นึกมิถึงมาวันนี้ท่านมาจากเขาไปไม่กลับแล้ว หวนนึกแล้วจ่านจือรู้สึกหดหู่ใจไม่คลาย
ดังนั้นจึงคิดว่า เ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนท่านรับเขาเป็ศิษย์แล้ว เขาควรกตัญญูต่อท่านให้มาก ด้วยการปรนนิบัติท่านให้ดีเขาเคยเข้าครัวช่วยป้าหนิว หยิบจับสิ่งของเวลาป้าหนิวปรุงอาหาร จึงคิดว่าเช้านี้จะเข้าครัวหุงข้าว พร้อมกับทำกับข้าวง่าย ๆ คล้ายกับที่แม่บุญธรรมเคยทำให้เขารับประทาน เพื่อที่ท่านเ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนจะได้รับประทานกับเขาด้วย
เมื่อรับประทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้วหลังจากเก็บถ้วยชามไปล้างทำความสะอาดแล้ว เ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนนั่งอยู่บนม้านั่งภายในห้องโถง ท่านเรียกให้จ่านจือเข้าไปหาพร้อมกับให้เขาคุกเข่าลงตรงหน้าท่าน จากนั้นท่านกล่าวกับเขาว่า
“ั้แ่เราเร้นกายจากยุทธภพมากว่าสิบห้าปีมิเคยรับศิษย์คนใด?เลยแม้แต่ผู้เดียว เราเองแก่ชรามากแล้ว คิดมิถึงก่อนตายจะได้รับศิษย์เช่นเ้าไว้คนหนึ่ง ดังนั้นเราจึงตั้งใจจะสอนวิชาทั้งหมดของเราให้กับเ้าทั้งหมด ขอให้เ้าตั้งใจจดจำ อีกทั้งขยันหมั่นฝึกซ้อม เราเองเบาใจที่ได้ศิษย์เช่นเ้ามาสืบทอดวิชาทั้งหมดของเรา”
จ่านจือโขกศีรษะลงจรดพื้นแปดครั้งคราจากนั้นประสานมือขึ้นต่อหน้าเ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนพร้อมกับส่งเสียงกล่าววาจาว่า
“ข้าพเ้าจ่านจือ ขอสาบานว่า จะตั้งใจศึกษาจดจำพร้อมทั้งจะนำความรู้ไว้คอยช่วยเหลือผู้เดือดร้อนข้าพเ้าจะยึดมั่นอยู่ในคุณธรรมซื่อสัตย์ต่อตนเอง และผู้อื่น หากผิดคำสาบานขอให้ข้าพเ้าตายไร้ที่กลบฝัง”
เ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนพยักหน้ารับทราบอย่างพึงพอใจ พร้อมกับบอกกล่าวกับเขาว่าในยุทธจักรมากล้วนด้วยผู้คน จิตใจคนช่างลึกล้ำยากแท้หยั่งถึง รู้หน้ามิอาจรู้ใจผู้คนมีทั้งคนดีคนร้าย บ้างหน้าไหว้หลังหลอก ปากหวานก้นเปรี้ยว สิ่งที่อันตรายอีกทั้งยังน่าสะพรึงกลัวที่สุด นั้นคือจิตใจคน ดังนั้นบางสิ่งบางอย่างเขาต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง ท่านมิอาจสั่งสอนได้ทั้งหมดสิ้น
ั้แ่นั้นมา จ่านจือตั้งใจร่ำเรียนตามคำสอนของเ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียน เริ่มแรกเ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนให้เขาศึกษาตัวยาสมุนไพรต่าง ๆ จ่านจือเฉลียวฉลาด มีความจำเป็เลิศท่านเ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียน ให้เขาหยิบฉวยตัวยาใดไม่เคยผิดพลาดแม้แต่ครั้งเดียว เ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนเองอดชื่นชมจ่านจืออยู่ไม่น้อย ท่านทุ่มเทสั่งสอนวิชาให้กับเขาโดยมิได้ปิดบังซ่อนเร้น
วันนี้ จ่านจือเริ่มต้นเรียนรู้จุดชีพจรต่าง ๆบนร่างกาย ทุกจุดเส้นล้วนจดจำได้ไม่คลาดเคลื่อนท่านเ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียน กล่าวถามจุดใด เขากล่าวตอบได้อย่างแม่นยำโดยมิต้องบอกเป็คำรบสอง มินานนัก เขาเริ่มเรียนรู้ลมปราณขั้นพื้นฐานตามลำดับ
หยกเหินลม/ชล ชโลทร