เย็นย่ำยามหมู่นกบินกลับรัง เซียวซีลุกจากเตียงมายืดเส้นยืดสาย เขาเปิดม่าน สายตาทอดมองออกไปสุดเส้นขอบฟ้าที่ค่อย ๆ เปลี่ยนสี แล้วเฉิงอี้ก็ตามมายืนข้าง ๆ ทว่าสายตาไม่ได้มองออกไปไหนไกล ยังคงจับจ้องใบหน้าขององค์ชายอยู่นั่นเอง
“หน้าข้าก็ไม่มีอะไรติดนะ” เขาเปรย
ริมฝีปากหยักยกยิ้ม “นั่นสิ เหตุใดสายตาของข้ามันถึงเฉไฉไปมองได้ หน้าเ้าไม่เห็นจะมีอะไรน่าสนใจให้ต้องมอง”
เซียวซีหันขวับอย่างไม่ชอบใจ ยังไม่ทันได้ปะทะฝีปาก สนมกุ้ยเฟยก็ร้อนรนจะเข้ามาเยี่ยม ทั้งสองรีบแยกห่างจากกัน เฉิงอี้ขยับเข้าหาตู้หนังสือไม้แกะสลัก ส่วนเซียวซีหันกลับไปมองประตูด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“เซียวซีลูกแม่ เป็อย่างไรบ้าง ว่าจะมาหาเ้าแต่เช้าแล้ว แต่รู้สึกวิงเวียนอย่างไรชอบกล แม่จึงได้แต่พักอยู่ในตำหนัก สงสัยคงห่วงเ้าเกินไปกระมัง”
“ลูกดีขึ้นมากแล้ว” เขาหลุบตามองมารดาที่เอาแต่พูดไม่หยุด ท่าทางของนางไม่ต่างจากที่เอ่ยอ้างออกมา “ท่านแม่เถอะ สีหน้าไม่สู้ดีเลยจริง ๆ”
“เพราะแม่ห่วงเ้าอย่างไรล่ะ” นางย้ำ
“ลูกดีขึ้นแล้วจริง ๆ ท่านอ๋องยืนยันได้” พูดพลางพยักพเยิดไปทางด้านข้าง
“โอรสของพระสนมฟื้นตัวเร็วมาก อีกวันสองวันน่าจะกลับไปกวนพระทัยพระนางได้”
สนมกุ้ยเฟยแย้มรอยยิ้มที่เหมือนกับเซียวซีไม่ผิดเพี้ยน นางถึงขนาดเดินเข้ามาแตะแขนเฉิงอี้เบา ๆ แทนคำขอบคุณ ก่อนจะปรับสีหน้าท่าทางเมื่อนึกได้ว่าทุกคนคงไม่อยากตกอยู่ในความเศร้าซึมของนาง
“ว่าแต่คุยเื่อะไรกันอยู่หรือ หน้าตาเคร่งเครียดเชียว”
“แคว้นหยวนขอรับ ได้ยินว่ามันส่งทหารมาก่อกวนชาวบ้านอีกแล้ว เราไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดพวกมันถึงได้กล้านัก ราวกับอยากจะทำาเสียให้ได้”
เพียงคำว่าแคว้นหยวนก็ทำให้สนมกุ้ยเฟยแทบล้มทั้งยืน ความงดงามเจือความเศร้าของนางฉาบทาสีสันของห้องจนดำเป็เถ้าถ่าน ดวงตาวับวาวแสนหวานเปลี่ยนแปรเป็ความรวดร้าว นางหวนคำนึงถึงอดีตแต่หนหลังซึ่งไม่มีใครล่วงรู้ ริมฝีปากบิดโค้งขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่ได้กลายเป็รอยยิ้ม ทว่ามันคือความขื่นขมเกินจะซ่อนเร้น
“คงถึงเวลาแล้วกระมัง” นางรำพึงรำพัน
“ถึงเวลาอะไรหรือท่านแม่”
นางคล้ายจะได้สติมากขึ้น รีบส่ายศีรษะจนสร้อยไข่มุกบนเครื่องประดับศีรษะถึงกับส่ายไปมา “แม่ไม่ชอบที่พวกเ้าเอ่ยถึงศึกาตลอดเวลา พูดเื่อื่นบ้างไม่ได้หรืออย่างไร”
“ข้าได้ยินมาว่าพระสนมมาจากแคว้นหยวน ท่านไม่คิดถึงแผ่นดินเกิดบ้างหรือ”
“บังอาจ” เสียงแหลมสูงตวาดลั่น สีหน้ากราดเกรี้ยวที่ไม่เหมาะกับใบหน้าแสนหวานดูน่าเกรงขามอยู่ในที “ต่อให้เป็ท่านอ๋อง ข้าก็ไม่มีทางให้อภัยกับการล่วงเกินครั้งนี้หรอกนะ”
เฉิงอี้มีท่าทีสงบเช่นเดิม แม้ภายในใจจะสงสัยใคร่รู้ขนาดหนักว่าทำไมนางถึงได้เป็เดือดเป็ร้อนนัก “ขอประทานอภัย ข้าช่างไร้มารยาทเหลือเกิน”
“ท่านแม่ ชินอ๋องไม่ได้มีเจตนาจะหยาบคายกับท่านหรอก อย่าถือสาเลย เขาคงแค่สงสัยและเขาก็ไม่มีทางรู้ว่าท่านไม่โปรดให้ผู้ใดสืบเสาะเื่นี้”
“ใช่ เมื่อรู้อย่างนั้นแล้ว พวกเ้าก็เลิกหมกมุ่นกับมันเสีย ไม่ว่าจะอดีตของข้าคนนี้ หรือแม้แต่แคว้นที่เต็มไปด้วยความชั่วร้ายนั่น”
***
ความชั่วร้ายของฮ่องเต้แห่งแคว้นหยวนถูกเล่าลือแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็คนเล่า หากถามขุนนางที่อยู่ฝ่ายฮองเฮาองค์ก่อน ก็คงเห็นพ้องต้องกันว่าเขานั้นโหดร้ายไม่ต่างจากมารชั่วช้า หากถามข้ารับใช้ที่รอดชีวิตในวันแห่งการกวาดล้างอันนองเื พวกนางคงร่ำไห้และยินดีฆ่าตัวตายดีกว่าจะตอบความคำถามนั้น และหากถามตัวผู้กระทำการโเี้เอง เขาก็คงบอกว่าเขาเข่นฆ่าผู้คนบริสุทธิ์มากมายเพื่อชิงบัลลังก์ แต่นั่นก็เป็ชะตาฟ้าลิขิตที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เช่นกัน
ฮ่องเต้แคว้นหยวน เดิมมีนามว่าฝู่หลาน เกิดในตระกูลขุนนาง แม้ไม่ใหญ่โตนัก แต่เขาก็ทะเยอทะยานและเสาะหาที่ทางของตนในราชสำนักจนในที่สุดเขาก็เรืองอำนาจถึงขนาดได้เป็พระเชษฐาของฮองเฮา ทว่าชะตาฟ้าลิขิตเอาไว้แล้วว่าเขาจะได้กุมอำนาจสูงสุดและส่งเขาขึ้นสู่บัลลังก์ั ด้วยวิธีที่น่าขนพองสยองเกล้าเกินจะกล่าว
แต่ใครบ้างเล่าที่กล่าวความจริง มีเพียงเขาและนางเท่านั้นที่รู้ และตอนนี้นางก็จากไปแล้ว
“ได้ยินว่าท่านพร้อมแล้ว”
ฝู่หลานเหลือบตามองอิสตรีในชุดกรุยกรายที่เดินขึ้นบันไดมาหา นางเพิ่งผ่านพ้นวัยแรกแย้มไม่นานเมื่อเื่นั้นเกิดขึ้น และเป็คนที่กระเสือกกระสนถีบตัวเองขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดได้แล้วเช่นกัน เขาไม่เคยเบื่อนางแม้สักครั้งหลังกลายเป็สามีภรรยามานานหลายสิบปี ทว่าเขาเหนื่อยหน่ายกับความร้ายกาจและฟุ่มเฟือยของนางเป็ที่สุด หากท้องพระคลังแห่งนี้ถูกถลุงไปกับการศึกา อีกครึ่งก็ถูกนางถลุงไปกับเครื่องทองของมีค่า อัญมณีที่ต้องเฟ้นหาทั่วแผ่นดิน ภัสตราภรณ์วิจิตรงดงาม ใช้ผ้าทอประณีต มีแม้แต่ผ้าคลุมไหล่ซึ่งเป็สิ่งที่เขาเห็นว่าสิ้นเปลือง แต่ก็จำต้องปล่อยให้นางทำตามใจ เพราะนางกุมความลับใหญ่หลวงของเขาเอาไว้ ตอนผลักดันเขาขึ้นเป็ฮ่องเต้นั่นเอง