จูหยวนจางเพิ่งกลับถึงพระราชวังหลวง ก็เห็นฎีกามากมายกองพูนราวกับเกล็ดหิมะ ในคานหาบและตะกร้าด้านข้างยังถูกขนมาอีกไม่น้อย
จากไปเพียงครึ่งเดือนเศษ เื่ราวที่เขาต้องจัดการด้วยตนเองก็กองพูนเป็ูเา
ก่อนหน้านี้จูหยวนจางชอบจัดการทุกอย่างด้วยตนเองและตรวจสอบทุกรายละเอียด แม้จะมีผู้ใต้บังคับบัญชาช่วยคัดกรองฎีกาเหล่านี้ก่อนรอบหนึ่ง
แต่เื่ที่ต้องให้จูหยวนจางลงนามอนุมัติด้วยตนเองก็ยังคงมีอยู่มาก ยามที่เพิ่งกลับมาเช่นนี้ เมื่อมองดูฎีกาที่กองอยู่ตรงหน้า จูหยวนจางถึงกับปวดหัว
"ฝ่าา สิ่งเหล่านี้ขอเชิญท่านทอดพระเนตรก่อนพ่ะย่ะค่ะ"
"แล้วเหตุใดฎีกาฉบับนั้นถึงได้หนาเช่นนี้?" จูหยวนจางเหลือบไปเห็นฎีกาฉบับหนึ่งที่ดูแตกต่างจากฉบับอื่นอย่างเห็นได้ชัด เขาคาดคะเนด้วยสายตาว่าน่าจะมีถึงสามสิบถึงสี่สิบหน้า
หัวใจของเขากระตุกวูบ… เกิดภัยตั๊กแตนระบาด หรือจะเป็คำเตือนจาก์ถึงตัวเขา? เกรงว่าเื่ในฎีกาฉบับนี้จะเป็เื่ใหญ่
"ขันทีหวัง เ้าอ่านฉบับนี้ก่อน" จูหยวนจางขมวดคิ้วมุ่น ในใจเต็มไปด้วยความกังวล
ขันทีหวังรีบรับฎีกาฉบับนั้นมาเริ่มอ่านทันที
ผ่านไปหนึ่งเค่อ จูหยวนจางก็เริ่มหมดความอดทน ฎีกานี้มีความยาวประมาณหนึ่งหมื่นกว่าคำ ขันทีหวังอ่านจนคอแห้งผาก ระหว่างนั้นต้องหยุดดื่มน้ำชาแล้วจึงอ่านต่อ
ห้าพันคำแรกเป็เพียงคำทักทายตามมารยาท บรรยายว่าอากาศดีเพียงใด ถามไถ่ว่าฝ่าาทรงพระเกษมสำราญดีหรือไม่ และเื่อื่น ๆ ...
แถมยังมีการยกคัมภีร์และตำรามาอ้างอิงเพื่ออวดความรู้ของตนเอง จากนั้นก็เล่าถึงเื่ราวของครอบครัวข้าราชการในราชสำนักว่าทำอะไรกันบ้าง ล้วนเป็เื่สัพเพเหระ เื่เล็กน้อยไร้สาระ
เื่เหล่านี้รวมกันแล้วเขียนมาเกือบหนึ่งหมื่นกว่าคำ สุดท้ายส่วนที่มีประโยชน์มีเพียงห้าร้อยคำเท่านั้น
"เนื้อหายาวเหยียดขนาดนี้ เขาเขียนแต่เื่ไร้สาระพวกนี้หรือ?" จูหยวนจางโกรธจนหนวดสั่น รู้สึกว่าเวลาและชีวิตของตนถูกทิ้งขว้างไปอย่างเปล่าประโยชน์
"ฎีกานี้ใครเป็คนเขียน? ไปเรียกเขามา"
"ผู้นี้คือหรูไท่ซู่ ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็รองเสนาบดีกรมอาญาเมื่อเดือนห้าพ่ะย่ะค่ะ"
ขณะเดียวกันนั้น หรูไท่ซู่กำลังจิบชาอย่างสบายอารมณ์อยู่ที่บ้าน รู้สึกว่าฎีกาชั้นเลิศที่ตนส่งไปนั้นสมบูรณ์แบบยิ่งนัก มีการอ้างอิงตำรา สำนวนสละสลวย แสดงให้เห็นถึงพื้นฐานทางวรรณกรรมของตนได้อย่างดีเยี่ยม
ในถ้อยคำยังระมัดระวังเป็พิเศษ โดยการชวนฝ่าาสนทนาเื่ทั่วไป คิดว่าท่ามกลางฎีกามากมาย เมื่อฝ่าาทอดพระเนตรฎีกาของตนแล้ว จะต้องรู้สึกสะดุดตาและเบิกบานพระทัยบ้าง
แต่สิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือจูหยวนจางในตอนนี้ ไม่ใช่จูหยวนจางเมื่อครึ่งเดือนก่อนอีกต่อไปแล้ว
หากเป็จูหยวนจางคนก่อนก็คงจะอดทนได้ แต่ตอนนี้ หลังจากได้เห็นรูปแบบการรายงานที่สั้น กระชับ และเข้าประเด็นของอำเภอเฟิ่งหยางแล้ว จูหยวนจางจะทนอ่านสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร?
เขาจึงรู้สึกอย่างลึกซึ้งว่าตนเองนอนดึกกว่าสุนัข ตื่นเช้ากว่าไก่ แต่ต้องมาอ่านเื่ไร้สาระเหล่านี้ มันคือการสิ้นเปลืองชีวิตชัด ๆ
"ใต้เท้า มีราชโองการลงมา ให้ท่านรีบไปเข้าเฝ้าฝ่าาที่พระราชวังหลวงเดี๋ยวนี้ขอรับ" พ่อบ้านในจวนรีบเข้ามาแจ้งข่าว
"ข้าจะเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วไปเดี๋ยวนี้" หรูไท่ซู่ตาเป็ประกาย รีบลุกขึ้นทันที
"ฝ่าาเพิ่งเสด็จกลับมา และคนแรกที่ทรง้าพบคือข้า ดูท่าฝ่าาจะต้องให้ความสำคัญกับข้ามากเป็แน่"
เมื่อเห็นนายท่านของตนมั่นใจเช่นนั้น พ่อบ้านก็อยากจะพูดแต่ไม่กล้า ไม่รู้ว่าควรพูดดีหรือไม่ ครั้งนี้ แปดส่วนคงไม่ใช่เื่ดีแน่ ๆ
"นายท่าน ท่านโปรดระมัดระวังให้มากเถิดขอรับ ฝ่าาเพิ่งเสด็จกลับมา หากฝ่าาไปพบเจอเื่ใดข้างนอก อาจจะทรงไม่พอพระทัยก็ได้"
"ข้าย่อมรู้ดี" หรูไท่ซู่ขึ้นรถม้ามุ่งหน้าไปยังพระราชวังหลวงทันที
ในเวลานี้จูหยวนจางได้อ่านฎีกาฉบับอื่นไปไม่น้อย แม้แต่ละฉบับจะไม่เกินจริงเท่ากับของหรูไท่ซู่ แต่ก็ยังมีเื่ไร้สาระปนอยู่ถึงแปดส่วน
จูหยวนจางรู้สึกปวดหัวตุบ ๆ คำศัพท์ที่หรูหราและการตกแต่งประโยคตามแบบแผนที่มากเกินไป กลับทำให้ใจความสำคัญถูกลดทอนลง
"ประกาศราชโองการของข้า ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป การเขียนฎีกาให้กระชับที่สุด มีเื่อะไรให้พูดเื่นั้น ห้ามเขียนคำประดับประดาหรืออ้างอิงตำราเพื่อตกแต่งบทความ หากผู้ใดฝ่าฝืนเขียนเื่ไร้สาระอีก จะถูกโบย"
ขันทีหวังที่อยู่ด้านข้างขานรับ และรีบเริ่มร่างราชโองการทันที
ในจังหวะนั้นเองหรูไท่ซู่ก็มาถึง
"ยังไม่ไสหัวเข้ามาอีก!"
หรูไท่ซู่ที่เดิมทียังร่าเริงอยู่ เมื่อได้ยินคำนี้ก็หน้าซีดเผือด รีบนึกทบทวนว่า่นี้ตนได้ทำสิ่งใดผิดไปหรือไม่
ก็ไม่มีนี่นา!
หรูไท่ซู่เดินโซเซคุกเข่าลงบนพื้น "กระหม่อม... กระหม่อมถวายบังคมฝ่าา"
โป๊ก! จูหยวนจางขว้างฎีกาฉบับยาวเหยียดนั้นออกไป กระแทกเข้าที่หน้าผากของหรูไท่ซู่อย่างจัง ทันใดนั้น หน้าผากของเขาก็บวมเป็ลูกใหญ่ นูนขึ้นมาสูงลิ่ว
"เ้าดูสิ ฎีกาฉบับนี้มีน้ำหนักมากเพียงใด?" จูหยวนจางแค่นเสียงเ็า
หรูไท่ซู่ไม่รู้จะตอบอย่างไร หากพูดถึงน้ำหนัก มันก็หนักจริง ๆ
"ฎีกาหนาขนาดนี้ แต่เนื้อหาที่มีประโยชน์กลับไม่ถึงหนึ่งพันคำ ข้อมูลที่มีประโยชน์มีเพียงห้าข้อ ฎีกาของเ้านี้ ช่างเป็ความหนักที่ไร้น้ำหนักเสียจริง!"
หรูไท่ซู่ในตอนนี้ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง เขาไม่คิดเลยว่าฝ่าาจะทรงกริ้วเพราะเื่นี้
จูหยวนจางสะบัดหนวดมองหรูไท่ซู่ที่อยู่เบื้องล่าง เมื่อเห็นว่าเขาไม่พูดจา จึงโบกมือใหญ่ "วันนี้ข้าจะประทานโทษโบยเ้าสิบที เพื่อเป็บทเรียน หากสุดท้ายยังเขียนเื่ไร้สาระมาให้ข้าอ่านอีก ก็ไม่ต้องเป็ขุนนางตำแหน่งนี้แล้ว"
โบยสิบที!
ใบหน้าของหรูไท่ซู่เปลี่ยนสีสลับไปมาระหว่างเขียวกับขาว ถือว่าเป็การลงโทษเล็กน้อยเพื่อเตือนสติ เพียงแต่หลังจากกลับไป่นี้ ก้นของเขาคงจะนั่งเตียงไม่ได้แน่ ๆ
เื่ที่หรูไท่ซู่ถูกฮ่องเต้สั่งโบยก็ได้แพร่สะพัดไปทั่ว ก่อนที่ราชโองการจะถูกประกาศออกไปเสียอีก
จูหยวนจางเพิ่งเสด็จกลับมา สิ่งแรกที่ทรงทำย่อมเป็เื่ที่เหล่าขุนนางบุ๋นและบู๊ให้ความสนใจอย่างยิ่ง
แต่เื่นี้กลับเป็เพราะหรูไท่ซู่เขียนฎีกาไร้สาระจนถูกโบย จึงทำให้สถานการณ์ดูแปลกประหลาดเล็กน้อย
วันต่อมา
ณ ที่ประชุมราชสำนัก
ขันทีหวังขานเรียก "เหล่าขุนนางมีเื่ใดจะกราบทูลหรือไม่?"
"ขันทีหวัง ไม่ว่าพวกเขาจะมีเื่จะกราบทูลหรือไม่ ข้ามีราชโองการจะประกาศ"
ขันทีหวังรีบนำราชโองการออกมา
"รับพระบัญชาจาก์ ฮ่องเต้มีพระราชโองการว่า เหล่าขุนนางบุ๋นและบู๊ทั้งปวง การส่งฎีกาให้ยึดความกระชับเป็หลัก มีเื่ใดให้พูดเื่นั้น ลดทอนคำหรูหราและการตกแต่งที่ฟุ่มเฟือย หากผู้ใดฝ่าฝืนเขียนเื่ไร้สาระจนสิ้นเปลืองเวลาของข้า โบย!"
ราชโองการของจูหยวนจางมักจะเรียบง่ายและตรงไปตรงมา แม้แต่ตอนที่โจรสลัดต่างแดนรุกราน ราชโองการของเขาก็ระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า ‘ตีพวกมันให้ยับ!’
"กระหม่อมทั้งหลายน้อมรับพระบัญชา"
"กระหม่อมมีเื่กราบทูลพ่ะย่ะค่ะ"
"ที่เมืองเหอเจียน เมืองหย่งผิง เมืองเป่าติ้ง เมืองเจินติ้ง เมืองซุ่นเต๋อ และพื้นที่ต่าง ๆ เกิดภัยตั๊กแตนระบาดตามลำดับ ขอฝ่าาโปรดออกราชโองการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ"
"เกิดภัยตั๊กแตนระบาดในหลายพื้นที่ เหตุใดจึงเพิ่งมารายงานตอนนี้ หรือว่าพวกเ้าตั้งใจปกปิดข้อมูล พอเื่ใหญ่จนกดไม่อยู่แล้วจึงค่อยบอก?"
ขุนนางผู้นั้นลำบากใจยิ่งนัก
"หามิได้พ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่ถนนหลวงระหว่างเมืองยังขาดการซ่อมแซม การเดินทางไม่สะดวก ข่าวสารจึงมักส่งมาไม่ถึงในเวลาที่เหมาะสม"
"อีกทั้งฝูงตั๊กแตนมาอย่างรวดเร็วและดุร้าย เพียงสามวันก็สามารถแพร่กระจายไปทั่วทุกแห่ง และไม่ถึงสิบวันก็สามารถกัดกินพืชพรรณธัญญาหารจนหมดสิ้นพ่ะย่ะค่ะ"