ตอนที่ 15 พี่ใหญ่จะได้เป็ทหารแล้ว!
เมื่อฟู่เยี่ยนเห็นแสงสีแดงที่สื่อถึงความโชคดีและแสงสีม่วงผสมอยู่เล็กน้อยบนใบหน้าของพี่ใหญ่เธอจึงรู้ได้ทันทีว่าสิ่งที่พวกเขารอคอยอยู่กำลังจะเป็จริงแล้ว
ในตอนเย็น ขณะที่ท้องฟ้าเริ่มมืดลงแล้วตอนนี้ทุกคนในครอบครัวกำลังทานอาหารเย็นไปพร้อมกับดวงอาทิตย์ที่กำลังค่อย ๆลับเหลี่ยมทิวเขาไป
ทันใดนั้นเอง หลี่หงอี้ก็ได้เปิดประตูรั้วพร้อมกับเดินเข้ามาในลานหน้าบ้านระหว่างที่เดินเข้ามานั้น เขาก็ะโเรียกฟู่ต้าหย่งด้วยความตื่นเต้น
“ได้การแล้วต้าหย่ง ได้การแล้ว! ”
“ได้การอะไรหรือ ? ” หวังซู่เหมยเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความงุนงง
แน่นอน มีเพียงฟู่เยี่ยนคนเดียวเท่านั้นที่รู้เื่นี้เธอจึงดูไม่มีท่าทีที่ตื่นใใด ๆ เลย และยังรู้สึกมีความสุขมากอีกด้วย
“หรือจะเป็…...” ฟู่ต้าหย่งคาดเดาเื่นี้อยู่ภายในใจแต่เขาก็ไม่กล้าพูดมันออกมา
“ใช่แล้ว ๆ เสี่ยวจินได้เป็ทหารแล้ว! ” ขณะที่พูดนั้น ใบหน้าของหลี่หงอี้ก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้น
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ทุกคนต่างก็รู้สึกมีความสุขขึ้นทันทีส่วนฟู่ซินนั้นก็สั่นไปทั้งตัวด้วยความตื่นเต้น
เขาครุ่นคิดถึงเื่นี้มาหลายวันแล้วเขาเป็กังวลมากว่าตัวเองจะทำได้ดีพอหรือเปล่า และบางครั้งเขายังคิดว่าตัวเองอาจจะหมดสิทธิ์ได้เป็ทหารด้วย
ดังนั้น ไม่กี่วันที่ผ่านมานี้เขาจึงรู้สึกไม่ค่อยมีความสุขมากเท่าไหร่นัก
“เสี่ยวฉุ่ย เสี่ยวมู่ รีบไปเอาตะเกียบชาม แล้วก็แก้วมาให้ลุงหลี่เร็วเข้า เรามาดื่มและคุยไปด้วยเถอะ” ในตอนนี้ ฟู่ต้าหย่งผู้ที่ไม่ค่อยแสดงอารมณ์ใดมากนักกลับมีท่าทีดีใจอย่างเห็นได้ชัด
หวังซู่เหมยเองก็มีความสุขมากเช่นกันก่อนจะรีบเดินเข้าไปในครัวทันที การทำอาหารในฤดูร้อนนั้นไม่ใช่เื่ยากอะไร เธอจึงเลือกที่จะทำอาหารจานด่วนขึ้นมา
หวังซู่เหมยได้หยิบเนื้อไก่ที่ตากแห้งแล้วออกมาและเตรียมที่จะทำไก่ทอดรสเผ็ด
“เสี่ยวฮั่ว ลูกไปเอาพริกมาให้แม่สักหนึ่งกำมือสิ! ”
ขณะที่ะโออกมาจากในครัวนั้น เธอก็ได้หั่นไก่เป็ชิ้นเล็กๆ ไปด้วย
หวังซู่เหมยทำอาหาร พร้อมกับฟังเื่ราวที่เกิดขึ้นข้างนอกไปด้วยเพราะเธอเองก็อยากจะรู้ถึงความเป็มาของเื่ราวทั้งหมดเช่นกัน
“พี่ต้าหย่ง วันนี้ตระกูลไป๋ได้โทรกลับมาหาฉัน ฉันคิดว่าพวกเขาน่าจะได้อ่านข้อมูลของเสี่ยวจินแล้วแน่ๆ จึงยอมตกลงรับเสี่ยวจินเข้ากรมทหารแบบนี้”
“อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ทางกองทัพ้าจัดตั้งค่ายทหารขึ้นที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือซึ่งก็้าทหารที่มีการศึกษาจำนวนมาก ดังนั้นตระกูลไป๋จึงได้เขียนจดหมายแนะนำเสี่ยวจินไปยังเทศมณฑลเพื่อจะดำเนินการตามขั้นตอนแล้ว”
“แต่ก็น่าเสียดายที่ไม่ได้อยู่ที่เดียวกันฉันก็เลยไม่สามารถดูแลเสี่ยวจินได้ คงต้องให้เสี่ยวจินดูแลตัวเองแล้วล่ะ”
หลี่หงอี้เล่าถึงเหตุการณ์ทุกอย่างให้ฟู่ต้าหย่งฟังอย่างละเอียด
“เอาล่ะ เสี่ยวจินหากไปถึงที่นั่นแล้ว ลูกก็ทำให้ดีที่สุดแล้วกัน รีบขอบคุณลุงหลี่เสียสิ เขาเป็คนที่คอยช่วยเหลือลูกทุกอย่างเลยนะ” ฟู่ต้าหย่งไม่ได้สนใจเลยว่าลูกชายของเขาจะอยู่ที่ไหน เพราะถึงอย่างไรตอนนี้ก็ถึงเวลาที่เสี่ยวจินจะต้องออกจากบ้านไปเติบโตตามเส้นทางของตนเองแล้ว
ไม่ต่างจากฟู่ต้าจวงตอนนี้เขาได้ประจำการในค่ายทหารในเขตตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งเขาอยู่ที่นั่นตลอดทั้งปีและมักจะกลับมาเยี่ยมบ้านทุก 6 เดือนเสมอ
ฟู่ซินไม่ได้สนใจเื่นี้มากนัก เพราะการพึ่งพาตัวเองเป็เื่ที่ผู้ชายทุกคนต้องทำอยู่แล้วเขาจึงได้เติมเหล้าองุ่นให้กับหลี่หงอี้อย่างนอบน้อมเพื่อเป็การขอบคุณ
ใช่แล้ว เหล้าองุ่นที่ฟู่เยี่ยนได้เก็บเอาไว้ในมิติหากนับเวลาตามปกติก็ผ่านมาหนึ่งวันแล้ว ดังนั้นเย็นวันนี้เธอจึงได้ตักใส่ถังไม้ใบเล็กออกมาเพื่อเตรียมที่จะให้ทุกคนได้ชิมมัน
“นี่คือเหล้าองุ่นที่แม่กับหนูลองทำด้วยกันเป็ครั้งแรกเพื่อแทนคำขอบคุณ ลุงหลี่ลองชิมมันดูหน่อยสิคะ”
หลี่หงอี้ค่อย ๆ จิบเหล้าองุ่นเข้าไปเขารู้สึกถึงรสชาติที่กลมกล่อมอยู่ภายในปาก มันมีความเปรี้ยวเล็กน้อยแต่ไม่ติดรสฝาดสีของเหล้าองุ่นเป็สีม่วงปนสีแดงเล็กน้อย หลังจากที่ดื่มเขาไปแล้ว กลิ่นหอมของเหล้าองุ่นก็ยังคงอบอวลอยู่ในปาก
“อย่าเกรงใจไปเลยเสี่ยวฮั่วฉันเองก็เป็เ้าหน้าที่เหมือนกัน หน้าที่ประสานงานนี้เป็หน้าที่ของฉันอยู่แล้ว”
“ต้องขอบคุณนายมากจริงๆ หากไม่มีนาย โสมของเราก็คงจะขายไม่ได้เร็วขนาดนี้ และเสี่ยวจินเองก็อาจจะไม่ได้รับโอกาสครั้งนี้อีกด้วย” ฟู่ต้าหย่งพูดพร้อมกับรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความยินดี
“ถ้าอย่างนั้นเรามาดื่มกันดีกว่าเหล้าองุ่นนี้อร่อยมากจริง ๆ ! ” ขณะที่พูดนั้น หลี่หงอี้ก็ได้ดื่มเหล้าองุ่นไปแก้วที่สามแล้ว
“แล้วโสมล่ะ ? พวกเขาไม่ได้บอกหรอกเหรอว่าจะมารับมันเมื่อไหร่พวกเขาช่วยเรามาเยอะมาก แต่เรากลับไม่ได้ให้อะไรพวกเขาเลยฉันคิดว่ามันคงจะไม่เหมาะสม” ฟู่ต้าหย่งเอ่ยถามด้วยความเป็กังวล
“อย่างกังวล ฉันได้บอกกับพวกเขาไปแล้วหากลูกชายของตระกูลไป๋มาถึง ให้เขาแวะมาที่บ้านของฉันด้วย”
“เอาน่าพ่อ อย่าเพิ่งคิดมากเลยมาลองไก่เผ็ดที่แม่ทำดูก่อนดีกว่า” หวังซู่เหมยเดินออกมาจากครัวพร้อมกับจานในมือของเธอ
“อืม ไก่ตัวนี้ช่างหอมมากจริงๆ ถ้าอย่างนั้นเรามาลองชิมกันก่อนดีกว่า”
เมื่อเขาพูดจบ ทุกคนก็ได้หยิบตะเกียบขึ้นมาเนื้อไก่ทอดนั้นมีรสเผ็ด แต่ไม่แห้งมากนัก ทั้งยังมีกลิ่นหอมและเค็มกำลังดีอีกด้วย
ฟู่เยี่ยนกัดมันเข้าไปคำโต ก่อนจะพบว่ามันมีรสชาติที่เผ็ดร้อนมากมันเผ็ดจนเธอไม่สามารถหยุดกินได้เลย
“ลุงหลี่ แล้วเมื่อไหร่การคัดเลือกเข้ารับราชการทหารของพี่ใหญ่จะเสร็จเหรอคะ? ” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความกังวล
“ฉันคิดว่าน่าจะได้รับแจ้งเร็วๆ นี้แหละ คงจะไม่เกิน่ต้นเดือนหน้าหรอก”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็มีความคิดที่จะไปในเมืองเช่นกันเธออยากจะไปหาตลาดเพื่อเอาเหล้าองุ่นบางส่วนไปขาย และอยากรู้ว่ามีคนขายวัตถุดิบยาแผนโบราณบ้างหรือเปล่า
แม้ว่าตอนนี้จะไม่อนุญาตให้ทำการค้าขายส่วนตัวแต่ก็ไม่อาจจะหยุดความฉลาดของผู้คนได้ ดังนั้นจึงได้มีตลาดมืดเกิดขึ้นมา
เมื่อขายเหล้าองุ่นได้แล้ว เธอจะเอาเงินไปซื้อวัตถุดิบเพื่อทำยาให้กับพี่ใหญ่ซึ่งในหนังสือของบรรพบุรุษที่เธอได้อ่านมานั้นมีวิธีทำยาอยู่มากมาย และฟู่เยี่ยนก็จำมันได้ทั้งหมดอีกด้วย
“เสี่ยวจิน ในเมื่อนายได้เข้าร่วมกองทัพแล้วก็จงตั้งใจให้มากเพราะแม้ว่านายจะมีความรู้ แต่มันอาจช่วยอะไรนายไม่ได้มากนัก”
“เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ั้แ่วันพรุ่งนี้เป็ต้นไปหากนายว่างก็ไปหาฉันที่บ้านก็แล้วกัน่นี้ฉันได้ลาหยุดสิบวัน ฉันจะช่วยนายฝึกเอง”
“เป็ความคิดที่ไม่เลวเลยต้องขอบคุณหงอี้มากที่เมตตาเสี่ยวจินในครั้งนี้ ขอบคุณมากจริง ๆ” เมื่อได้ยินสิ่งที่หลี่หงอี้พูด หวังซู่เหมยก็รู้สึกซาบซึ้งใจเป็อย่างมาก
“อย่าเกรงใจไปเลย สำหรับฉันแล้วพี่ต้าหย่งไม่ใช่คนอื่นไกล ในตอนที่ฉันยังเด็ก หากไม่ใช่เพราะพี่ต้าหย่ง ฉันก็คงจะตกลงไปในแม่น้ำและจมน้ำตายไปแล้ว” หลี่หงอี้พูดด้วยสีหน้าอ่อนน้อม
“อย่าไปพูดถึงเื่นั้นเลยมันผ่านมาตั้งนานแล้ว เสี่ยวจิน รีบรินเหล้าองุ่นให้อาหลี่เพิ่มเร็วเข้าสิ” ฟู่ต้าหย่งได้ลืมเื่นี้ไปตั้งนานแล้ว
“ไม่ได้หรอก จะให้ฉันลืมผู้มีพระคุณได้อย่างไรกันฉันไม่มีวันลืมอย่างแน่นอน ตอนนั้นพวกเรายังเด็ก แต่พี่ก็ยังลากฉันขึ้นฝั่งจนได้” หลี่หงอี้พูดขึ้นมาด้วยความชื่นชม
“อย่าพูดถึงมันอีกเลย ทุกอย่างล้วนเป็ชะตากรรมที่ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว” ฟู่ต้าหย่งตบไปที่ไหล่ของหลี่หงอี้เบา ๆ
“ใช่แล้วล่ะ มันคือชะตากรรมที่น่ายินดีมากๆ เลย เอาล่ะ หากอยากจะขอบคุณฉันจริง ๆ ล่ะก็ ฉันขอเหล้าองุ่นเพิ่มอีกสักหนึ่งถังได้หรือเปล่า”
“ไม่มีปัญหา นายจะเอามันกลับบ้านด้วยก็ยังได้เลยเสี่ยวฮั่วเข้าไปเอาเหล้าองุ่นในห้องของพ่อกับแม่มาเพิ่มเร็วเข้าอย่าลืมเอามาเผื่อลุงหลี่สักสองถังด้วยล่ะ” หวังซู่เหมยพูดพร้อมกับขยิบตาให้ฟู่เยี่ยน
ฟู่เยี่ยนรู้ดีว่าแม่ของเธอกำลังเปิดช่องทางให้เธอได้‘แอบ’ เอาเหล้าองุ่นออกมาได้โดยที่ไม่มีใครสงสัยอยู่
ในคืนนี้ หลี่หงอี้และฟู่ต้าหย่งดื่มเหล้าองุ่นพร้อมกับพูดคุยกันถึงเื่ในอดีตที่ผ่านมา
เมื่อทั้งสองแยกย้ายกัน หลี่หงอี้ก็ถือถังเหล้าองุ่นสองใบขึ้นมาก่อนจะเดินกลับบ้านไป
ขณะที่เดินกลับบ้านนั้น เขารู้ถึงคุณค่าของเหล้าองุ่นทั้งสองถังที่ได้ดื่มไปก่อนหน้านี้ขึ้นมาพลางรู้สึกเกลียดตัวเองที่ไม่ได้ชิมรสชาติของมันอย่างพิถีพิถันเท่าที่ควร
ในคืนนี้สมาชิกทุกคนในครอบครัวของฟู่ต้าหย่งต่างก็รู้สึกมีความสุขเป็อย่างมาก
ค่ำคืนที่เงียบสงัด หวังซู่เหมยและฟู่ต้าหย่งที่ตอนนี้กำลังนอนอยู่บนเตียงด้วยแววตาที่สดใสพวกเขาทั้งสองต่างก็นอนไม่หลับ
“วันนี้เป็วันที่ฉันมีความสุขมากเลยล่ะในที่สุดเสี่ยวจินของเราก็จะได้เป็ทหารแล้ว” หวังซู่เหมยพูดออกมาอย่างมีความสุข
“ใช่แล้วล่ะ ผมเองก็ไม่คิดว่าจะมีวันนี้เลยจริงๆ ต้องขอบคุณเสี่ยวฮั่วมากเลยนะ หากลูกสาวของเราไม่พบโสมป่าพวกนั้นล่ะก็พี่ชายของเธอก็คงจะไม่มีโอกาสนี้เช่นกัน”
“ใช่ ลูกสาวของเรามีความสามารถนี้ั้แ่ตอนที่เธอเจอหนังสือของแม่คุณ”
“จะว่าไปแล้ว ตอนที่เธอพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับฟู่เฉิงเมื่อวานนี้ฉันมีความรู้สึกว่าลูกสาวของเราดูแปลกไปกว่าเดิมจริง ๆ ” หวังซู่เหมยด้วยสีหน้าที่ดูซับซ้อน
“คุณคะ หากไม่ใช่เพราะฉันคุณเองก็คงจะเข้าร่วมกับกองทัพเหมือนกับน้องรอง และคงจะมีอนาคตที่สดใสไปแล้ว”
ขณะที่พูดนั้น หวังซู่เหมยก็นึกถึงสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีตก่อนที่น้ำตาของเธอจะคลอขึ้นมา
“ทำไมอยู่ดี ๆ คุณก็พูดถึงเื่นี้ขึ้นมากันล่ะ? ผมจะมีอนาคตที่ดีได้อย่างไรกันหากไม่มีคุณอยู่ข้าง ๆ แบบนี้ ? หากจะพูดถึงอนาคตที่ดีสำหรับผมแล้วคุณย่อมสำคัญกว่าเสมอ” ฟู่ต้าหย่งพูดพร้อมกับจับมือภรรยาของเขาเอาไว้แน่น
ในตอนนั้น เพื่ออนาคตของลูกชาย เสิ่นซู่ฉีจึงได้เอาเครื่องประดับส่วนใหญ่ของเธอไปขายเพื่อที่จะนำเงินทั้งหมดไปติดสินบนและขอให้ลูกชายของเธอได้เข้าร่วมกับกองทัพ
ทว่าไม่กี่วันก่อนการลงทะเบียนตรวจร่างกายฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยก็ได้เดินทางไปในเมืองเพื่อถ่ายรูป แต่บังเอิญไปพบกับกลุ่มอันธพาลเข้าเสียก่อน
เมื่อปกป้องคนรักของตน ฟู่ต้าหย่งได้รับาเ็จากเหล่าอันธพาลพวกนั้นจึงทำให้เขาต้องเสียโอกาสนั้นไปโดยปริยาย และเพื่อที่จะไม่ทำให้เงินของผู้เป็แม่ต้องสูญเปล่าเขาจึงให้ฟู่ต้าจวงไปลงทะเบียนแทนนั่นเอง
“คุณคะ ตอนนี้เสี่ยวจินก็ได้เป็ทหารแล้วแค่นี้ความปรารถนาของฉันก็ถูกเติมเต็มแล้วล่ะคะ ฉันหวังอยู่เสมอเลยว่าลูกของเราจะสานต่ออุดมการณ์ของคุณได้สำเร็จ”
ทั้งสองพูดคุยกันถึงเื่ในอดีตด้วยความะเืใจพวกเขาคุยกันอยู่นานจนผล็อยหลับไปในที่สุด
เช้าวันต่อมา หวังซู่เหมยจึงตื่นสายกว่าปกติเล็กน้อย
ส่วนฟู่เยี่ยนเองก็เพิ่งจะตื่นเช่นกันเธอเห็นแสงแห่งความสุขบนใบหน้าของผู้เป็แม่ ทั้งยังเป็แสงที่เปล่งประกายเอามาก ๆอีกด้วย เธอจึงอดไม่ได้ที่จะมองมันอยู่หลายครั้ง ช่างเป็ภาพที่น่าทึ่งมากจริง ๆ
เร็ว ๆนี้จะมีเื่ที่น่ายินดีเกิดขึ้นกับครอบครัวของเธออีกครั้งหนึ่งแล้วสินะ !