แหวนภัสดา

    โปรเจคสำคัญ

            “คุณนัดมาได้เลยฉันอยากไปพบท่านไปครั้งนี้ฉันจะพายัยรินไปด้วยแต่ฉันขอห้ามให้คุณแสดงพิรุธอะไรให้ยัยรินรู้ทั้งสิ้น” คุณรัศมีกำชับเสียงแข็ง

            “ส่วนนังเมย์ฉันจะปล่อยมันไว้ก่อนเพราะคนที่ควรจัดการจริงๆ คือคุณการุญ สามีฉัน!!” แน่นอนที่คุณรัศมีคิดแบบนั้นเพราะว่าทรัพย์สมบัติมากมายต้องตกเป็นของเธอภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายถ้าคุณการุญเป็นอะไรไปสักคนเดียวแล้วถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ เธอจะเฉดหัวลูกสาวสองคนของนังประไพออกไปจากบ้านหรือไม่... ก็ฆ่ามันให้ตายหมกไปกับเรือนไม้เก่าคร่ำคร่าหลังนั้นเสียเลยคิดพร้อมยิ้มในหน้า

                   “วิธีเดิมเหรอ?” เสียงถามของนายสหชัฏดูไม่ตระหนกตกใจในการฆ่าแกงเอาชีวิตคนเสียเลย

                   “ใช่... ง่ายดีฉันมีของอยู่แล้ว” คำพูดมั่นใจสีหน้ามั่นคง คุณหลวงภัสดาหน้าเครียด ‘ไม่ได้การทุกคนไม่ปลอดภัยเสียแล้ว’ รัศมีกำจัดเที่ยงธรรมและประไพด้วยวิธีเช่นไรกันคุณหลวงครุ่นคิดสักพักก็นึกไปถึงตอนที่ให้บุญอิ่มตามไปสืบและพบว่าในลิ้นชักห้องนอนของคุณรัศมีมีปืนหนึ่งกระบอกและซองยา ใช่แล้ว ยาพิษ! แท้จริง ทั้งเที่ยงธรรมและประไพโดนวางยาพิษจนตายงั้นรึ!!...

    .

    .

            ภายในร้านอาหารเล็กๆ แห่งหนึ่งมินตรากับอธิปนั่งรับประทานอาหารด้วยกันเงียบๆโดยเฉพาะมินตราที่เอาแต่สนใจอาหารตรงหน้าของตัวเอง ไม่ได้มองคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามสักนิดอธิปรู้สึกไม่ค่อยพึงพอใจเท่าไหร่ที่เธอไม่สนใจเขาเลยชายหนุ่มจึงตักอาหารตรงจานด้านหน้าใส่จานของหญิงสาวเสียเลย มินตราทำหน้าไม่ถูกเธอนิ่งไปเล็กน้อย

                   “ขอบคุณค่ะ” น้ำเสียงเบาคล้ายไม่มั่นใจในตัวเอง

                   “ไม่อร่อยเหรอครับ?” อธิปถามขึ้นในที่สุดเขารู้สึกเหมือนกับว่าหญิงสาวจะรีบกินๆ ให้หมดไป แล้วจะได้กลับบ้าน ส่วนมินตราก็รู้สึกว่าเธออยากกลับบ้านไม่อยากนั่งอยู่กับอธิปอย่างนี้

                  “อร่อยค่ะ แต่ฉันอยากกลับบ้านมากกว่า” เธอสารภาพออกมาในที่สุดอธิปนิ่งไปด้วยความน้อยใจเล็กน้อย

                   “คุณรังเกียจผมหรือเปล่าครับ?” ถามไม่มั่นใจน้ำเสียงค่อนข้างเบาเพราะกลัวคำตอบมินตรารีบส่ายหน้าปฏิเสธเขากำลังเข้าใจผิดเธอไม่ได้รังเกียจเลยหากแต่ความรู้สึกตรงกันข้ามด้วยซ้ำไปแต่เพราะเขาเป็นคู่หมั้นของพี่สาวเธอจึงต้องอยู่ห่างๆ ไม่เผลอใจให้เขาไปมากกว่านี้

                   “เปล่าค่ะ ฉันไม่ได้รังเกียจคุณนะคะ” รีบบอกเพื่อให้ฝ่ายชายสบายใจ

                   “ตั้งแต่เข้าร้านมาคุณไม่ค่อยคุยกับผมเลย แล้วก็เอาแต่ก้มหน้าก้มตาทานข้าวอย่างเดียว”น้ำเสียงแฝงรอยตัดพ้อเล็กน้อย มินตรายิ้มเจื่อนทำหน้าไม่ถูก

                  “ฉันห่วงงานน่ะค่ะพรุ่งนี้ต้องเสนอโปรเจคในที่ประชุมยังคิดอะไรไม่ออกเลยค่ะ” เธอตอบเลี่ยงในที่สุดหญิงสาวอดแปลกใจไม่ได้ที่อธิปไม่ถามหาพี่สาวเธอเลยสักคำส่วนพี่สาวของเธอก็ไม่เคยถามไถ่หรือพูดถึงอธิปให้ได้ยินสักคำเช่นกันดูผิดวิสัยของคนรักที่กำลังจะหมั้นกันอย่างที่สุด

                   ทางด้านเรืองรินเมื่อไม่มีที่ไปก็ไปหาคุณการุญผู้เป็นพ่อที่โรงแรมแต่ว่าไม่พบเพราะลุงชิดเพิ่งจะมารับกลับบ้านเธอจึงเดินไปหาคุณรัตนาหนึ่งในผู้บริหารของโรงแรมที่ห้องทำงานซึ่งพอจะคุ้นเคยกันอยู่บ้างเนื่องจากรัตนาค่อนข้างสนิทกับคุณรัศมีพอสมควรและคุณรัศมีเองเคยฝากฝังเรืองรินให้ฝึกงานกับคุณรัตนาแต่จนแล้วจนรอดก็ฝึกงานไม่จบเพราะความไม่ได้เรื่องของตัวเรืองรินเอง

                   “น้ารัต สวัสดีค่ะ” เรืองรินเอ่ยทักทายไปตามมารยาทรัตนาออกจะประหลาดใจไม่น้อย ที่อยู่ๆ ลูกสาวคนเล็กของคุณการุญก็เข้ามาหาเธอทั้งที่ไม่ได้มานานแล้ว

                  “อ้าวหนูริน มีอะไรจ๊ะมาหาน้าถึงที่นี่” แม้จะไม่ค่อยสนิทใจกับเรืองรินเพราะเจอฤทธิ์เดชของเจ้าหล่อนมามากมายระหว่างฝึกงานแต่ก็ทักทายไปตามมารยาทที่ดี

            “คุณพ่อหนูกลับไปแล้วจ้ะ” รีบบอกแล้วก็ดูหน้าจอคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องจากต้องนำเสนอโปรเจคสำคัญในวันพรุ่งนี้ เรืองรินเห็นก็แปลกใจ

                   “ทำไมดูทุกคนเคร่งเครียดกับงานกันจังเลยคะ?” ถามขึ้นด้วยความสงสัย

                   “อ๋อ พรุ่งนี้มีประชุมเพื่อนำเสนอโปรเจคด่วนและสำคัญมากน่ะค่ะเป็นโปรเจคโปรโมทโรงแรมของเรา ทุกคนต้องมีโปรเจคมานำเสนอถ้าโปรเจคใครผ่านคนนั้นจะต้องเป็นคนคุมโครงการประชาสัมพันธ์เพื่อโปรโมทโรงแรมของเราในครั้งนี้เห็นว่าคุณการุญจะเผยแพร่ไปทุกสื่อเลยนะคะคุณรินถือว่าเป็นแผนการโปรโมทที่เป็นงานใหญ่มากจริงๆ ค่ะ” รัตนาตอบเรียบๆเพราะเข้าใจว่าเรืองรินไม่ได้สนใจอะไร คงถามเพราะอยากรู้ แต่...

                   “โปรเจคนี้ มินตราก็ต้องนำเสนอด้วยเหรอคะ?” ถามขึ้นพลางคิดอะไรบางอย่าง

            “ใช่ค่ะทีมผู้บริหารทุกคนต้องนำเสนอค่ะหนึ่งในนั้นก็ต้องมีคุณมินด้วยเพราะเธอก็อยู่ในทีมเช่นกันค่ะ”เป็นคำตอบที่ทำเอาเรืองรินร้อนขึ้นมาทันที ถ้าโปรเจคนังมินผ่าน มันก็จะได้หน้าน่ะสิเธอไม่มีวันยอมเด็ดขาดเรืองรินจึงขอรายละเอียดของโปรเจคทันทีแล้วแจ้นกลับบ้านไปอย่างรวดเร็วราวพายุในใจคิดแต่จะเอาชนะอย่างเดียวโดยไม่ได้ดูศักยภาพของตัวเองเสียเลย

                     เมขลาเดินงุ่นง่านไปมารอคุณหลวงภัสดาที่ไปสืบข่าวว่าคุณรัศมีคุยอะไรกับชายคนนั้นรอแล้วรอเล่าเขาก็ไม่กลับมาเสียทีจากที่เป็นห่วงก็กลายเป็นหงุดหงิดในที่สุด

                    “บุญอิ่มคุณอยู่แถวนี้รึเปล่าคะ?”ในที่สุดก็เรียกหาวิญญาณเพื่อจะมาสอบถามความเป็นไปในสิ่งที่สงสัยมานานแทนที่จะรู้สึกกลัวภูตผีวิญญาณเหมือนที่ผ่านมาแต่ตอนนี้เมขลากลับรู้สึกอยากคุยกับใครสักคนเพื่อทำให้เธอคลายความหงุดหงิดลงไปได้บ้างพลันก็ปรากฏร่างของบุญอิ่มนั่งคุกเข่าเรียบร้อยอยู่หน้าประตูทางเข้าเรือน

                    “เจ้าค่ะ...”เสียงตอบรับราวกับอยู่รอให้เมขลาเรียก เมขลาแทนที่จะกลัวเธอกลับเดินเข้าหาวิญญาณบุญอิ่ม

                    “ขอถามอะไรหน่อยได้ไหม?”เมขลาถามทันที บุญอิ่มพยักหน้าเป็นการตอบรับ

                    “ทำไมเรือนหลังนี้ถึงเป็นชื่อของคุณหลวงธรรมธรเพราะเท่าที่ฉันรู้มาเรือนหลังนี้เป็นของคุณหลวงภัสดาไม่ใช่เหรอ?” นี่เป็นเรื่องที่เมขลาสงสัยมานาน

            “เป็นเจตนาของคุณท่านเพราะคุณท่านรู้ดีว่าไม่มีใครที่จะดูแลเรือนหลังนี้ได้ดีไปกว่าคุณหลวงธรรมธรท่านเจ้าค่ะ”บุญอิ่มตอบถนอมคำพูดเพราะเธอจะบอกอะไรมากมิได้เนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตจากคุณหลวงภัสดาผู้เป็นเจ้าของเรือนและยังโดนกำชับด้วยว่าห้ามปริปากเกินความจำเป็น แต่คนถามก็ไม่เข้าใจและสงสัยในคำตอบที่คลุมเครือก็รู้กันอยู่ว่าคุณหลวงทั้งสองไม่ถูกกัน

                   “นั่นน่ะสิแล้วทำไมถึงต้องเป็นคุณหลวงธรรมธรล่ะในเมื่อท่านทั้งสองไม่ค่อยลงรอยกันเท่าไหร่?” ก็ยังสืบสวนต่อเพราะคำตอบที่ได้เป็นคำตอบกว้างๆเธออยากรู้ว่าสาเหตุที่แท้จริงคืออะไรกันแน่ วิญญาณบุญอิ่มแอบถอนหายใจแม้กับผีสางก็ยังต้องมาคอยเลี่ยงในการตอบคำถามของคนช่างสังเกตอย่างเมขลาแต่ไม่ทันที่จะตอบอะไรเสียงของมินตราก็เป็นแหมือนระฆังช่วยบุญอิ่มเอาไว้ไม่ให้พูดเรื่องสำคัญ

                  “พี่เมย์กลับมาเร็วนะคะวันนี้” เสียงใสแจ๋วทักขึ้นเมื่อเห็นพี่สาวยืนอยู่บนเรือนมินตราเดินผ่านบุญอิ่มเข้ามาหาผู้เป็นพี่สาวโดยไม่เห็นผีบุญอิ่มเลยแม้แต่น้อยด้านบุญอิ่มเมื่อเห็นมินตรามาก็รีบหายวับไปในทันทีเมขลายิ้มให้น้องสาวอ่อนโยนเช่นเคยก่อนจะเดินนำเข้าไปยังมุมนั่งเล่นในศาลากลางเรือนแต่มิวายหันมามองทางวิญญาณบุญอิ่มอีกครั้งซึ่งไม่อยู่แล้ว

                   “เหนื่อยไหมมิน? เมขลาถามขึ้นเมื่อพากันมานั่งประจำมุมของตัวเองมินตรายิ้มแหยๆ ก่อนจะวางเอกสารต่างๆในมือลงบนโต๊ะแล้วลงนอนหนุนตักผู้เป็นพี่สาวเสียเลย

            “เหนื่อยค่ะ” ทำหน้าตาน่าสงสาร

                   “งานหนักเหรอ?” เมขลาซักต่อ

                  “เปล่าค่ะแค่กับลังปวดหัวนิดหน่อยเพราะต้องคิดโปรเจคใหญ่ไปนำเสนอคุณพ่อ” แต่อีกสิ่งที่ทำให้มินตราเหนื่อยใจนั่นคือต้องประสานงานกับอธิปด้วยหากก็ไม่ได้เล่าให้ผู้เป็นพี่สาวฟัง

                   “โปรเจคอะไร?” ถามไปทั้งที่ก็ไม่รู้ว่าจะช่วยน้องสาวได้มากน้อยแค่ไหนมินตราเล่าเรื่องคร่าวๆ ทั้งที่นอนอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งเล่ามาถึง

                   “ที่สำคัญโรงแรมสหชัฏเขาเป็นคู่แข่งที่ค่อนข้างเติบโตเร็วและโปรโมชั่นที่เขามีก็น่าสนใจไม่น้อยเลยค่ะ”เมขลาสะดุดทันที

                   “สหชัฏ เหรอ?” รีบถามรวดเร็ว

            “สหชัฏคือคู่แข่งของเราเหรอมิน?”มินตราไม่ได้ผิดสังเกตอะไรกับความสงสัยของพี่สาวเธอคิดว่าพี่สาวสนใจงานก็เล่าอย่างละเอียดยิบ

                  “ใช่ค่ะตอนแรกเป็นโรงแรมธรรมดาแต่ตอนนี้พัฒนามาเป็นโรงแรมระดับชั้นนำในเมืองกรุงไปเรียบร้อยคุณพ่อบอกว่าเขาบริหารงานเก่ง แบบห้องสวยนำสมัย โปรโมชั่นแต่ละอย่างที่คิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าก็มีแต่น่าสนใจทั้งนั้นเลยค่ะ” มินตราอธิบายแจ้วๆ งานนี้เมขลาเริ่มสนใจขึ้นมาทันทีจึงให้มินตราเล่าเรื่องโปรเจคให้ฟังอย่างละเอียด ก็ได้รู้ว่า

            โรงแรมสหชัฏมีโปรโมชั่นให้บริการสำหรับลูกค้าต่างชาติเข้าพักพร้อมนำเที่ยวชมสถานที่สำคัญๆของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นแพ็คเกจเหมารวมของโรงแรมแต่ราคารวมแล้วก็ยังจัดว่าค่อนข้างสูง นี่คือจุดอ่อนที่คุณการุญมองเห็นดังนั้นคุณการุญจึงต้องการที่จะให้ทุกคนนำเสนอแผนการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆรวมไปถึงแพ็คเกจที่น่าสนใจมาเป็นโปรโมชั่นหลักของโรมแรมเครือรัชชาภักดิ์ทุกอย่างที่มินตราเล่าอยู่ในความสนใจของเมขลาทันที เธอยังไม่รู้แน่ชัดว่านายสหชัฏยัยรัศมี กับคุณพ่อเกี่ยวข้องกันยังไงแน่แต่ดูลักษณะท่าทางของสองคนนั้นไม่น่าจะประสงค์ดีกับคุณพ่อและพวกเธอสองพี่น้องสักเท่าไหร่เมขลาฟังมินตราพลางเงียบๆ อย่างใช้ความคิด...

    คล้ายกับเรื่องแหวนภัสดา ที่คุณอ่าน