ตอนที่ 1 นายกเทศมนตรีกู้ชิง (4)
เช้าวันรุ่งขึ้น ดอกไม้สดตามห้องโมเดิร์นสไตล์ยุโรป รวมถึงที่ปลูกไว้ตามทางในซอยเสี่ยวโหลวนั้น ล้วนแต่โดนห่าฝนเมื่อคืนซัดจนดอกร่วงเกลื่อนพื้น พนักงานกวาดถนนขับรถคันเล็กๆ มุ่งหน้ามาเก็บกวาดแต่เช้า ร้านอาหารเช้า ร้านกาแฟรวมถึงร้านรวงต่างๆ นานาที่เปิดกันแต่เช้าต่างก็ต้อนรับแสงอาทิตย์ยามเช้าและต้อนรับลูกค้าด้วยเช่นกัน
ภายในห้องชั้นสองเหนือร้านผลไม้รสครอบครัว ขณะกู้ชิงลืมตาตื่นบนเตียง ผ้าม่านกันแสงก็เปิดกว้างอยู่ก่อนแล้ว หลังเขากะพริบตาซ้ำๆ พร้อมปรับสายตารับแสง ก็เห็นเด็กชายที่นอนจนผมยุ่งเป็เป็ด กำลังนั่งอยู่บนเตียงพลางหันหน้ารับแสงอาทิตย์ขณะมองไปนอกหน้าต่าง
แสงอาทิตย์ยามเช้าในฤดูร้อนที่ห่อหุ้มความละมุนบางอย่างส่องกระทบผิวกาย สายลมอ่อนระลอกหนึ่งที่พัดผ่านหน้าต่างที่เปิดอยู่อย่างเชื่องช้าััผิวกายนอกร่มผ้าอย่างอ่อนโยน ก่อนจะสยายผมสั้นๆ ของเด็กชายที่นอนจนผมยุ่งเป็เป็ด
“เธอมองอะไรอยู่” กู้ชิงลุกขึ้นมานั่งพลางเอ่ยถาม
เด็กชายเงยหน้ามองท้องนภาสีฟ้าอันสดใสนอกหน้าต่าง หันหน้าที่เผยแผลชัดมามอง ทว่าท้องไส้กลับส่งเสียงร้อง ‘โครกคราก’ ราวกับท้องฟ้าคำราม ใบหน้าน้อยๆ ของเขาเจือแดงระเรื่ออย่างช้าๆ
มุมปากกู้ชิงหยักยิ้มไปทีหนึ่ง พลางคิดว่านี่สิค่อยมีแววเป็เด็กน้อยเสียหน่อย
ผู้ใหญ่หนึ่งเด็กหนึ่งต่างตื่นนอน และล้างหน้าบ้วนปาก ก่อนจะทำมื้อเช้าที่ไม่ได้หลากหลายนัก
เด็กชายผู้เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็ชุดสะอาดที่ซักเสร็จ สวมรองเท้าแตะไซซ์ผู้ใหญ่คู่หนึ่งเดินมานั่งริมโต๊ะ กำลังเฝ้ารออาหารเช้าอย่างเงียบสงบ กระทั่งกู้ชิงยกอาหารมาให้แล้วบอกว่า “กินสิ” เขาถึงจะหยิบช้อนซุปขึ้นมา
ทั้งสองไม่ได้คุยกันเป็เวลายี่สิบนาทีตลอด่มื้อเช้า เมื่อเด็กชายท้องอิ่มก็เอ่ยว่า “ผมอิ่มแล้วครับ” ทั้งยังเป็ฝ่ายหยิบถ้วยและตะเกียบเข้าไปเก็บในห้องครัวด้วย กู้ชิงรับภาชนะมา กวาดเศษอาหารในถ้วยชามเสร็จ ก็นำเข้าไปล้างในเครื่องล้างจาน
เมื่อเดินออกจากห้องครัวและเก็บเช็ดโต๊ะจนสะอาด กู้ชิงก็นั่งมองหน้าเด็กชาย
“บ้านอยู่ไหน”
เด็กชายนิ่งเงียบ แล้วส่ายหน้าไปมา
“ชื่ออะไรเรา”
“เสี่ยวเจวี๋ยครับ”
“นามสกุลอะไร”
“...”
เด็กชายไม่ยอมบอก
“เสี่ยวเจวี๋ย เธออยู่กับฉันที่นี่ไปตลอดไม่ได้นะ เข้าใจหรือเปล่า”
เด็กชายมองเขาด้วยแววตาใสซื่อบริสุทธิ์ ก่อนจะพยักหน้าซ้ำๆ
“งั้นถ้าเธอไม่ยอมบอกว่าบ้านอยู่ที่ไหนละก็ ฉันก็คงต้องพาเธอไปส่งถึงมือคุณลุงตำรวจนะ”
“ผมไม่อยากกลับไปนี่”
“เหตุผลคือ”
เด็กชายไม่ตอบ ั์ตาเอ่อท้นความโศกเศร้าออกมาวูบหนึ่ง แต่ความใจแข็งกลับแทนที่อย่างรวดเร็ว
“มีธุระอย่างหนึ่งที่ผมต้องทำด้วยตัวเอง ถึงจะกลับบ้านได้ครับ”
เด็กชายผู้มีชื่อว่าเสี่ยวเจวี๋ยเอ่ยอย่างสงบนิ่ง อย่างกับเป็ผู้ใหญ่ตัวน้อย
“ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเธอจะทำธุระอะไร ถ้าแค่จะมาค้นหาของบางสิ่งหรือจะไปซื้ออะไรสักอย่างละก็ ฉันไปกับเธอได้นะ”
น้ำเสียงแข็งกระด้างของกู้ชิงกลายเป็น้ำเสียงอ่อนโยน หวังว่าจะสามารถทะลายความหัวดื้อในใจของเสี่ยวเจวี๋ย และได้รับข้อมูลที่มีประโยชน์มากกว่านี้
“ไม่ใช่ทั้งนั้น...” เสี่ยวเจวี๋ยกำมือแน่นจนเป็หมัดน้อยๆ “มีหลายเื่ที่ผมยังบอกตอนนี้ไม่ได้ คุณอาเป็คนดี ขอบคุณคุณอาที่ช่วยเหลือผมนะครับ วันหน้าผมจะตอบแทนคุณอาแน่นอน” พูดจบก็เดินลากรองเท้าแตะไซซ์ผู้ใหญ่ดัง ‘แปะๆๆ’ ไปถึงหน้าประตู ก่อนจะเปลี่ยนเป็รองเท้าของตนแล้วจากไป
เมื่อได้รับคำขอบคุณจากเด็กชายตัวน้อย กู้ชิงก็รู้สึกจนใจ ถึงกับแสดงสีหน้าไม่ถูกอยู่บ้าง จะปล่อยเขาไปโดยไม่เหลียวแลไม่ได้จริงๆ สินะ ถ้าเกิดว่าพบเจอเหตุการณ์อย่างเมื่อคืนนี้อีก แล้วไม่มีใครไปเจอ แถมไม่มีคนช่วยอีกล่ะจะทำอย่างไร ดังนั้นจึงตัดสินใจว่าจะฝืนจับตัวเด็กน้อยคนนี้ไปส่งที่ป้อมตำรวจ
หลังจากคว้าแว่นตาสำหรับใส่อำพรางมาสวม เขาก็เดินตามหลังเด็กชายไป
เขาไม่ได้ใช้สเปรย์เซ็ตผมเป็ทรงแสกข้าง แต่ปล่อยให้เส้นผมปรกไปตามหน้าผาก ท่อนบนสวมเสื้อโปโลแขนสั้นสีเบจที่มีตัวหนังสือบริเวณ์อกซ้าย ท่อนล่างสวมเป็กางกางลำลองสีเขียวเข้มกับรองเท้าผ้าใบสีขาว เสื้อผ้าหน้าผมแบบนี้ก็คือพลเมืองทั่วไปตามท้องถนน ช่างต่างจากนายกเทศมนตรีในชุดสูทเต็มยศราวกับเป็คนละคน
ทั้งสองเดินลงบันไดมา พื้นหินบนถนนเหลือเพียงร่องรอยน้ำฝน ดอกไม้ที่ร่วงหล่นได้รับการเก็บกวาดไปแล้ว ดอกไม้ที่ผู้คนเพาะปลูกไว้ตามสองข้างทาง กิ่งก้านที่โค้งงอเพราะหยดน้ำฝน หันหน้ารับแดดเติบโตอย่างเข้มแข็ง แบ่งบานอย่างกล้าหาญอีกครั้ง
เด็กชายเดินไปข้างหน้า จากตรอกแคบๆ ระหว่างสองตึก ตัดผ่านยานยนต์ที่จอดอยู่ ก่อนจะไปถึงหัวซอย
หัวซอยเต็มไปด้วยวัยรุ่นที่ถ่ายรูปและอัดวิดีโอกันในย่านช็อปปิง ไม่ว่าอย่างไรที่นี่ก็ได้ฉายาว่าแหล่ง ‘ดอกไม้สะพรั่ง’ เมื่อใดที่ลมพัดพา กลีบดอกไม้ก็โปรยปลิว ให้บรรยากาศโรแมนติกไปอีกแบบ
เห็นได้ชัดว่าเสี่ยวเจวี๋ยอยากจะสลัดเขาให้พ้น ถึงได้ตั้งใจเบียดเขาไปในที่ที่คนเบียดเสียด ทั้งยังคอยเหลียวหลังมองเขาอยู่ตลอด
ก่อนจะไปถึงปากซอยเสี่ยวโหลว เขาก็สับฝีเท้าวิ่งในทันที กู้ชิงไล่ตามอีกแค่สองสามก้าวก็จะจับตัวเขาและฝืนพาตัวไปส่งที่ป้อมตำรวจได้แล้ว
แต่ทว่าใครบางคนกลับเข้ามาขวางเด็กชาย พลันรวบตัวเขาไว้แล้วหันหลังเดินไป เสี่ยวเจวี๋ยตะกายแขนอย่างทำอะไรไม่ถูก “คุณอาช่วยผมด้วย...”
กู้ชิงยื่นมือออกไป คว้าแขนคนที่ขืนอุ้มตัวเสี่ยวเจวี๋ย
“ปล่อยเด็กเดี๋ยวนี้!” เขาเอ่ยด้วยสีหน้าขึงขัง
ผู้ที่กำลังอุ้มเสี่ยวเจวี๋ย เหลียวหลังมามองเขา
สองสายตาประสานกัน
ใบหน้างามสง่า สายตาลุ่มลึก เรือนร่างสูงโปร่ง รัศมีสุขุมสงวนท่าที
ชายหนุ่มเบื้องหน้าในสูทขนแคชเมียร์สีเทาเข้มทำเอากู้ชิงนิ่งอึ้งไปทันที เขารู้จักคนคนนี้...ถ้าเรียกว่าเป็คนรู้จัก ควรเรียกว่าเป็บุคคลที่รู้จักผ่านรูปถ่ายจะเหมาะกว่า แถมนี่ยังเป็ครั้งแรกที่เขาพบเ้าตัวกับตาเสียด้วย
หยวนจุน ผู้นำตระกูลหยวน หนึ่งในสี่เ้าสัวใหญ่แห่งนครเจียง