ห้าวันต่อมา หลินฝูผู้เป็พ่อบ้านมาหาโจวลั่วเพื่อแจ้งว่าคฤหาสน์จัดเตรียมเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกเขาสามารถย้ายเข้าไปได้ทุกเมื่อ ทั้งยังถามเขาว่า้าตั้งชื่อคฤหาสน์ว่าอย่างไร โจวลั่วตอบโดยไม่เสียเวลาคิด
"ให้ชื่อว่าคฤหาสน์โจว"
คฤหาสน์โจว คฤหาสน์ของโจวลั่ว ชัดเจนและเรียบง่าย
หลังจากหลินฝูกลับไป โจวลั่วก็เริ่มเตรียมการเื่การย้ายบ้าน แม้ว่าเขาจะมีภรรยาเพียงห้าคน แต่ั้แ่ลูก ๆ ทยอยถือกำเนิด ในบ้านก็มีบ่าวรับใช้เพิ่มขึ้นไม่น้อย ดังนั้นการจะย้ายของแต่ละครั้งย่อมต้องใช้พละกำลังอยู่บ้าง
ในขณะที่เขากำลังกังวลเื่กำลังคน นึกไม่ถึงว่าสวี่ฉางเซิงจะนำกลุ่มคนมาหาพร้อมบอกว่าพวกเขามาเพื่อช่วยงาน จากปากของสวี่ฉางเซิงทำให้เขารู้ว่า คนเหล่านี้ล้วนเป็เขยแต่งเข้าตระกูลที่เข้ามาอยู่ตระกูลหลินพร้อมกับเขารุ่นเดียวกัน ทว่าจากการต่อสู้ครั้งก่อนทำให้สูญเสียไปมากกว่าครึ่ง ยามนี้จึงเหลือเพียงสิบกว่าคนเท่านั้น
ทั้งสิบกว่าคนมาช่วยโจวลั่วย้ายบ้านตามคำเชิญของสวี่ฉางเซิง ความคิดของพวกเขานั้นชัดเจน คือหวังจะให้โจวลั่วคอยดูแลช่วยเหลือในภายหลัง โจวลั่วที่กำลังขาดแคลนคนจึงไม่ปฏิเสธ แต่เขาก็บอกว่าเมื่อเสร็จงานจะมอบโอสถอดอาหารให้คนละสามเม็ดเพื่อเป็ค่าตอบแทน
"สหายโจว ความจริงเ้าไม่จำเป็ต้องทำถึงเพียงนี้ก็ได้" สวี่ฉางเซิงยืนอยู่ข้างโจวลั่ว พลางถอนหายใจมองดูผู้คนที่กำลังยุ่งวุ่นวาย
"ข้าเพียงไม่้าติดค้างบุญคุณใครเท่านั้น" โจวลั่วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
สวี่ฉางเซิงย่อมเข้าใจความหมายของเขา แต่ก็ยังไม่ละความพยายาม "สหายโจวต้องแบ่งแยกชัดเจนถึงเพียงนี้เชียวหรือ?"
"พี่สวี่ โลกใบนี้ก็เป็เช่นนี้แหละ ทั้งท่านและข้าต่างก็เป็เพียงคนตัวเล็ก ๆ เท่านั้น" โจวลั่วมองหน้าอีกฝ่ายแล้วเอ่ย
สวี่ฉางเซิงนิ่งเงียบไป โจวลั่วจึงตบไหล่เขาเบา ๆ "พี่สวี่ ระหว่างพวกเราถือว่าเป็สหายกัน การจากกันครั้งนี้อาจจะไม่ได้ติดต่อกันบ่อยนัก รักษาตัวด้วย"
"รักษาตัวด้วย" สวี่ฉางเซิงเอ่ยด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
...
คฤหาสน์โจวห่างจากเขตแกนกลางของสายหลักเพียงแค่กำแพงกั้น ภายในคฤหาสน์ร่มรื่นด้วยแมกไม้ กลิ่นหอมของมวลบุปผาอบอวล มีูเาจำลองตั้งสลับไปมา ทัศนียภาพงดงามยิ่งนัก อาคารหลักตรงกลางสูงถึงสามชั้น ดูสง่างามโอ่อ่า บนผนังแกะสลักลวดลายประณีตดูราวกับมีชีวิต
สองข้างทางเป็แถวของห้องพัก นอกจากพื้นที่ส่วนกลางอย่างห้องครัวแล้ว ทุกห้องยังถูกปกคลุมด้วยค่ายกลเพื่อป้องกันการสอดแนมจากภายนอก
เนื่องจากอยู่ใกล้กับชีพจรปราณ พลังปราณในที่นี้จึงหนาแน่นยิ่งนัก สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรแล้วไม่ต่างจากแดนศักดิ์สิทธิ์ ดูท่าครั้งนี้ตระกูลจะให้ความสำคัญกับเขามากจริง ๆ
หลินฝูมองดูโจวลั่วที่ย้ายของเสร็จเรียบร้อย พร้อมกับกำชับเื่สำคัญบางประการ คฤหาสน์โจวอยู่ใกล้กับเขตแกนกลางของสายหลัก อีกทั้งรอบข้างล้วนเป็บุคคลสำคัญของตระกูล ซึ่งไม่ใช่คนที่เขาจะไปล่วงเกินได้ง่าย ๆ แม้เขาจะเป็ศิษย์สืบทอดของหลินจือโซ่ว แต่ท้ายที่สุดเขาก็ไม่ได้ใช้แซ่หลิน และไม่มีสายเืของตระกูล โจวลั่วจดจำทุกคำไว้ในใจ
หลังจากหลินฝูจากไป เขาเริ่มสำรวจสภาพแวดล้อมของคฤหาสน์โจว อาคารหลักมีสามชั้น ชั้นแรกใช้สำหรับรับรองแขกและทำกิจวัตรประจำวัน ชั้นที่สองเป็ที่พักของภรรยา ส่วนชั้นที่สามประกอบด้วยห้องฝึกตน ห้องปรุงโอสถ และห้องหนังสือ โดยเฉพาะห้องฝึกตนที่ตระกูลลงค่ายกลพิเศษไว้เพื่อช่วยเร่งการดูดซับพลังปราณ โจวลั่วลองทดสอบดูแล้ว แม้ความเร็วจะไม่เท่ากับแดนศักดิ์สิทธิ์ชีพจรปราณ แต่ก็เหนือกว่าสถานที่ทั่วไปมากนัก
หลังจากย้ายเข้าบ้านใหม่ได้ไม่นาน ในที่สุดหลินหลานก็ถึงกำหนดคลอด ครั้งนี้โจวลั่วไม่จำเป็ต้องลงมือเอง เขาเพียงยืนรออยู่ที่หน้าห้องอย่างสงบ เพื่อรอคอยบุตรลำดับที่หกถือกำเนิด
"อุแว้"
[ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ บุตรลำดับที่หกถือกำเนิด ได้รับอายุขัยเพิ่มขึ้นสิบปี!]
พร้อมกับเสียงทารกร้องไห้ เสียงแจ้งเตือนจากระบบก็ดังขึ้น เป็ไปตามคาด ครั้งนี้ไม่ได้มีบุตรที่มีรากปราณถือกำเนิดมา หลินหลานให้กำเนิดบุตรสาวแก่เขา ตามกฎที่ตั้งไว้ก่อนหน้า เขาตั้งชื่อทารกน้อยคนนี้ว่า... โจวซื่อหยา
ในคืนที่บุตรสาวถือกำเนิด เขาก็ได้รับโชคหล่นทับ
[ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ ด้วยความพยายามอย่างไม่ลดละ ท่านทำให้คู่บำเพ็ญตั้งครรภ์สำเร็จ ได้รับสิทธิ์สุ่มรางวัลหนึ่งครั้ง]
คืนนั้นเขาใช้สิทธิ์สุ่มรางวัลทันทีโดยไม่ลังเล บนแป้นหมุนสีขาว แสงสีทองเริ่มหมุนวนอย่างรวดเร็ว และสุดท้ายก็ตกลงที่ช่อง 'วิชาความรู้' อีกครั้ง
[ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ ท่านได้รับวิชาผลิตยาพิษระดับสอง!]
[รางวัลได้ถูกส่งไปยังช่องเก็บของของโฮสต์แล้ว โปรดตรวจสอบ!]
วางยาพิษอีกแล้วหรือ? โจวลั่วรู้สึกพูดไม่ออกไปชั่วขณะ นี่ระบบตั้งใจจะปั้นให้เขาเป็าาพิษหรืออย่างไร
[วิชาผลิตยาพิษระดับสอง : หลังจากใช้งานจะสามารถบรรลุวิธีการผลิตยาพิษระดับสองขั้นสูงสุดได้โดยตรง พร้อมทั้งตำรายาพิษที่เกี่ยวข้องทั้งหมด]
อย่างไรเสียก็นับเป็วิชาระดับสอง ซึ่งเป็วิชาที่สามารถทำให้ผู้บำเพ็ญระดับกลั่นปราณต้องพิษได้ ไม่เรียนก็คงเสียเปล่า เขาจึงตัดสินใจใช้งานทันที พริบตาที่ไอคอนในช่องเก็บของหายไป ความทรงจำมหาศาลก็หลั่งไหลเข้าสู่สมอง โจวลั่วได้รับข้อมูลการผลิตยาพิษระดับสองจำนวนมากในทันที
'หรือว่าข้าจะต้องวางยาบรรพชนระดับกลั่นปราณของตระกูลหลินจริง ๆ ?' เขาอดไม่ได้ที่จะคิดเล่น ๆ ในใจ
แน่นอนว่านั่นเป็เพียงจินตนาการ อย่าว่าแต่เขาจะหาที่พักของบรรพชนท่านนั้นเจอหรือไม่ ด้วยฐานะของเขาในตอนนี้ก็ไม่มีความจำเป็ต้องทำเช่นนั้น หากตระกูลหลินต้องพินาศลง ตัวเขาเองก็ไม่ได้รับประโยชน์ใด ๆ เลย
พริบตาเดียว โจวลั่วย้ายมาอยู่ที่คฤหาสน์โจวได้สองเดือนเศษแล้ว วันนี้หลินชิงหานที่บำเพ็ญเพียรอยู่ที่แดนศักดิ์สิทธิ์ชีพจรปราณก็ได้กลับมาเสียที พร้อมกับนำข่าวดีมาแจ้ง
"งานเลี้ยงตระกูล?" ในห้องโถง โจวลั่วมองหลินชิงหานที่ยังคงดูสง่างามนิ่งขรึมด้วยสีหน้าประหลาดใจ
หลินชิงหานพยักหน้า "เ้าค่ะ ท่านลุงฝูบอกว่า่นี้ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดตระกูลลู่จึงยอมละทิ้งการแย่งชิงเหมืองหินปราณ ยามนี้เหมืองแห่งนั้นได้กลายเป็ทรัพย์สินของตระกูลหลินไปแล้ว ตระกูลจึงตัดสินใจจัดงานเลี้ยงเพื่อฉลองชัยชนะ ทั้งยังเป็การเลี้ยงตอบแทนลูกหลานในตระกูล และไว้อาลัยแก่ผู้ที่ล่วงลับไปเ้าค่ะ"
หลังจากฟังจบ โจวลั่วก็ตกอยู่ในภวังค์ 'เพียงเพราะข้าสาดพิษใส่ครั้งเดียว ถึงกับทำให้ตระกูลลู่ยอมสละการชิงเหมืองเลยหรือ? ไม่น่าเป็ไปได้ พวกเขาแย่งชิงกันมาตั้งหลายปี จะยอมแพ้ง่าย ๆ ได้อย่างไร?'
เมื่อคิดหาคำตอบไม่ได้ โจวลั่วก็เลิกใส่ใจ หลินชิงหานนอกจากจะแจ้งเื่งานเลี้ยงแล้ว ยังบอกอีกว่าพวกเขาก็ได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานครั้งนี้ด้วย ซึ่งการเข้าร่วมงานเลี้ยงตระกูลไม่ได้ทำให้โจวลั่วแปลกใจเท่าใดนัก ทว่างานเลี้ยงครั้งนี้ตระกูลกำหนดให้พาภรรยาเอกเข้าร่วมได้เท่านั้น ส่วนพวกหลินอีอีที่เป็อนุย่อมไม่มีโอกาสนี้
ทันทีที่หลินชิงหานกลับมา หลินอีอีที่เคยซุกซนก็สงบเสงี่ยมขึ้นมาก ยามค่ำคืนนางไม่กล้าลอบมุดเข้าห้องเขาอีก แม้ปกติหลินชิงหานจะมีนิสัยเ็าและไม่ค่อยแสดงความรู้สึก แต่ในฐานะภรรยาเอก นางมีวิธีการจัดการผู้หญิงคนอื่นของโจวลั่วได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งโจวลั่วก็ปรารถนาจะได้เมียที่ดีและมารดาที่ประเสริฐเช่นนี้มาช่วยบริหารจัดการภายในครอบครัว
ในคืนนั้น ขณะที่ทั้งสองนอนอยู่บนเตียง หลินชิงหานนอนแนบอกโจวลั่วพลางฟังเขาเล่าเื่ราวในงานชุมนุมโอสถปราณอย่างเงียบเชียบ เมื่อได้ยินว่าสามีของตนแสดงความสามารถได้อย่างยอดเยี่ยม มุมปากของหลินชิงหานก็อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มออกมา นึกย้อนไปในตอนแรกนางยังรู้สึกต่อต้านการตัดสินใจของตระกูล แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะเป็การจัดสรรที่ดีที่สุดแล้ว
"ไม่ถูกต้อง ท่านพี่ยังมีเื่ที่ไม่ได้บอกข้าเ้าค่ะ" ทันทีที่โจวลั่วเล่าจบ หลินชิงหานก็เงยหน้าขึ้นพร้อมจ้องมองเขาด้วยสายตาจับผิด
"หืม?" โจวลั่วถึงกับงงงวย เขามีเื่ที่ไม่ได้บอกจริง ๆ แต่น่าสงสัยว่านางดูออกได้อย่างไร
"ตอนที่ท่านเล่าถึงการทดสอบภาคปฏิบัติในวันที่สอง หัวใจของท่านเต้นเร็วขึ้น" หลินชิงหานจ้องเขาพลางเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง
"เ้าถึงกับฟังเสียงหัวใจเชียวหรือ?" โจวลั่วมองสตรีในอ้อมกอดด้วยความทึ่ง ซึ่งก็พอดีกับที่ได้สบดวงตาคู่งามที่ดูเหมือนจะมองทะลุปรุโปร่งไปเสียทุกอย่าง
"ก็ได้ ข้าปกปิดไว้บางเื่จริง ๆ " โจวลั่วยอมจำนน จากนั้นเขาก็เล่าเื่ที่ได้พบกับหวังอวี่เวยออกมา ทว่าเขายังคงซ่อนความจริงบางอย่างไว้ โดยบอกเพียงว่าอีกฝ่ายชื่นชมในตัวเขาจึงได้พูดคุยกันไม่กี่ประโยคเท่านั้น
หลินชิงหานมองเขาด้วยสายตาหวาดระแวง "แล้วทำไมตอนแรกท่านถึงไม่เล่าเ้าคะ?"
"ข้าก็แค่กลัวว่าเ้าจะเข้าใจผิดน่ะสิ" โจวลั่วโอบกอดนางไว้แน่น
"ข้าไม่ใช่คนใจแคบถึงเพียงนั้นเสียหน่อย" หลินชิงหานเอ่ย
โจวลั่วยิ้มแต่ไม่พูดอะไร 'บอกว่าไม่ใจแคบ ตอนที่สามพี่น้องหลินอีอีย้ายเข้ามา เ้าแทบจะกลายเป็ไหน้ำส้มสายชูที่พร้อมจะะเิออกมาอยู่แล้ว'
"เอาละ นอนเถิด" โจวลั่วโน้มตัวลงจูบนางครั้งหนึ่ง