กฎรักพันธะเลือด เล่ม 1-3 [นิยายแปล]

    ตอนที่ 157

            วัตถุสีเหลืองที่ดูคุ้นเคยปรากฏขึ้นในท้องฟ้ามันวนอยู่บนนั้นรอบหนึ่งและร่อนลงสู่พื้น คนสองคนกระโดดออกมาจากลี่เฟยซาและวิ่งไปทางอิ๋งเฟิงอย่างตื่นเต้น

            “อิ๋งเฟิง!” เมื่ออวี่จี๋เห็นว่าเขายังมีชีวิตอยู่ก็ถอนใจยืดยาวด้วยความโล่งอก“ตอนที่มีข่าวออกมา ฉันก็รู้อยู่แล้วว่านายจะไม่เป็นอะไร”

            “พวกนายเจอที่นี่ได้ยังไง”อิ๋งเฟิงเพิ่งสังเกตบริเวณโดยรอบ มันรกร้างว่างเปล่า เครื่องแสดงผลของเขาก็หายไปไม่สามารถติดต่อกับโลกภายนอกได้เลย ในเมื่ออวี่จี๋และซวงเฟิงขับลี่เฟยซามาได้ อย่างนั้นก็แสดงว่าพวกเขาเจอหลิงเซียวแล้วถึงได้เอากุญแจมาได้แต่ว่าทำไมหลิงเซียวถึงไม่มาด้วยตัวเองล่ะ หรือว่า...

            “หลิงเซียวเกิดเรื่องเหรอ”

            “เปล่า” อวี่จี๋ปฏิเสธทันควัน “เขาอยู่ในห้องพัก พวกเราตามเจ้านี่มาจนเจอนายน่ะ”

            อวี่จี๋ยื่นนิ้วออกมา แมลงตัวหนึ่งบินมาเกาะที่ปลายนิ้วของเขา

            “ฉันเจอมันบนตัวสัตว์เลี้ยงของหลิงเซียวน่ะนายเป็นคนปล่อยมันไว้รึเปล่า”

            อิ๋งเฟิงยื่นมือออกไปรับแมลงตัวนั้นและคว้าแมลงตัวที่มีหน้าตาเหมือนกันลงมาจากไหล่นี่คือแมลงจักรกลที่ถูกเรียกโดยผลึกวิญญาณ ตัวผู้และตัวเมียจับคู่กัน ใช้สำหรับการติดตามโดยเฉพาะก่อนที่อิ๋งเฟิงจะไป เขาแอบเอาแมลงตัวเมียไว้บนขนของเสี่ยวฮุยโดยหวังว่าจะมีคนพบตัวเขาหากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น

            เขาสะบัดแมลงตัวผู้ออก แมลงทั้งสองตัวก็บินขึ้นไปในอากาศหลังจากที่พวกมันสัมผัสกันก็หายตัวไปพร้อมกับส่งเสียงดังเปรี๊ยะ

            “คิดไว้แล้วเชียว”อวี่จี๋กดหมายเลขขอความช่วยเหลือ “ต้องรีบบอกกองทัพว่านายยังมีชีวิตอยู่สถานการณ์ข้างนอกมันกลับตาลปัตรไปหมดแล้ว”

            “ลุกขึ้นไหวไหม” ซวงเฟิงเดินเข้าไปยื่นมือให้ อิ๋งเฟิงลุกขึ้นยืนโดยอาศัยแรงของอีกฝ่าย“หลิงเซียว” พยายามดึงเขากลับมาจากความตายอย่างสุดความสามารถแม้ว่าเขาจะยังรักษาไม่หาย แต่หลิงเซียวก็ทำให้เขาเคลื่อนไหวได้โดยไม่ต้องกังวล

            กองทัพรุดเข้ามาอย่างรวดเร็วโดยมีหลงอิ๋นเป็นผู้นำอย่างไม่ต้องสงสัยหลังจากที่เห็นว่าอิ๋งเฟิงยังมีชีวิตอยู่ เขาก็เลิกคิ้วอย่างมีนัย

            “โชคดีจริง ๆที่เธอยังมีชีวิตอยู่ ดอกไม้สดที่เธอได้รับปกคลุมทั่วทั้งท้องฟ้าได้แล้วมั้ง”

            เขาสำรวจอิ๋งเฟิงอย่างจริงจัง “นี่มันเรื่องอะไรกันแน่ ใครเป็นคนช่วยเธอไว้”

            อิ๋งเฟิงมีท่าทีลังเลอย่างที่ไม่ได้เห็นบ่อยนัก “คนที่ช่วยผม...ก็คือหลิงเซียว”

            ทุกคนในที่นั้นประหลาดใจ เห็นได้ชัดว่ากำลังตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ในคำพูดของเขา

            หลงอิ๋นหันมาเรียกแพทย์ทหาร “ไปตรวจเขาหน่อย”

            แพทย์ทหารรีบใช้ผลึกวิญญาณตรวจอิ๋งเฟิงตั้งแต่หัวจรดเท้า “มีคนทำการรักษาฉุกเฉินให้เขาด้วยผลึกวิญญาณบำบัดจริง ๆ ครับ เวลารักษาอยู่ที่ภายในหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมาพิจารณาจากอาการบาดเจ็บที่มีอยู่แล้ว เขาเคยได้รับบาดเจ็บสาหัสมาก่อน หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีเกรงว่าป่านนี้เขาคงตายไปแล้ว”

            หลงอิ๋นตอบว่าอืมเสียงหนึ่ง “แล้วยังไงอีก”

            อีกฝ่ายสแกนสมองของอิ๋งเฟิง “ก่อนหน้านี้เขาเคยได้รับยากล่อมประสาท ผลข้างเคียงของยาประเภทนี้อาจทำให้หมดสติและเกิดประสาทหลอนเป็นเวลานานดังนั้นจึงอาจมีความคิดแปลก ๆ ได้”

            หลังจากอวี่จี๋และซวงเฟิงได้ยินคำว่ายากล่อมประสาทแล้วสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที พวกเขาแค่ดื่มเหล้าที่มีส่วนผสมของยาที่ทำให้ประสาทหลอนนิดหน่อยก็เกิดผลลัพธ์รุนแรงมากพอแล้วนับประสาอะไรกับอิ๋งเฟิงที่ถูกฉีดยากล่อมประสาทเข้าไปโดยตรง จะต้องประสบกับภาพหลอนที่เสมือนจริงยิ่งกว่าแน่นอน

            “เป็นไปไม่ได้” อิ๋งเฟิงกลับปฏิเสธเสียงแข็ง “นั่นไม่ใช่ภาพหลอน”

            หลิงเซียวปรากฏตัวในที่เกิดเหตุจริงๆ อ้อมกอดนั้น อุณหภูมิร่างกายของหลิงเซียวนั่นอีก ทุกอย่างล้วนแสดงให้เห็นว่ามันไม่ใช่ความฝัน

            หลงอิ๋นส่ายหัว เห็นได้ชัดว่าตอนนี้เขายังไม่พร้อมที่จะพิจารณาคำให้การของอิ๋งเฟิง

            เขาสำรวจโดยรอบ มีซากปรักหักพังของยานบินที่มีสัญลักษณ์เปลวไฟสามดวงและร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ของชาวหวงซู่ต้องมีการระเบิดเกิดขึ้นที่นี่อย่างแน่นอน แต่มันเป็นเพราะอะไรกันล่ะ

            “นักบินบอกว่ามียานบินสี่ลำที่ซุ่มโจมตีเขาและฝูเหยาก็ไล่ตามยานบินสี่ลำแล้วที่โผล่เพิ่มมาอีกลำนี่มันคืออะไรกัน”

            “บางทีพวกเขาอาจจงใจสร้างภาพลวงตาว่ามียานบินสี่ลำแต่จริง ๆ แล้วมียานทั้งหมดห้าลำ ใช้สี่ลำนั้นเพื่อดึงดูดความสนใจของเรา ยานบินลำนี้ต่างหากที่ใช้ส่งตัวอิ๋งเฟิงจริงๆ คิดไม่ถึงว่ากองทัพอิสระหวงซู่จะฉลาดแกมโกงได้ขนาดนี้”

            หลงอิ๋นจ้องมองคนที่กำลังพูดด้วยสีหน้าชื่นชม

            “เธอชื่ออะไร”

            ซวงเฟิงถามด้วยสายตาครู่หนึ่งเพื่อยืนยันว่าหลงอิ๋นกำลังถามตัวเขา “ซวงเฟิงครับ ผมเป็นเพื่อนร่วมชั้นของอิ๋งเฟิง”

            หลงอิ๋นพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “งั้นเธอบอกมาซิ ว่าทำไมยานบินลำที่ห้าถึงหยุดอยู่ที่นี่ไม่ไปไหน”

            “เมื่อพวกเราค้นพบว่ามีการจี้ยานบินแน่นอนว่าต้องตามไปอยู่แล้ว ถ้าชาวหวงซู่หนีไปตอนนั้นก็มีความเป็นไปได้มากว่าจะถูกไล่ตามและโจมตีผมเดาว่าความคิดของชาวหวงซู่ก็คือ อาศัยจังหวะที่พวกเราคิดว่าตัวประกันได้สังเวยชีวิตไปแล้วพอเบี่ยงเบนความสนใจของพวกเราได้แล้วค่อยหาวิธีส่งอิ๋งเฟิงออกไป ยาชามีเวลาจำกัด ดังนั้นพวกเขาจึงเพิ่มยากล่อมประสาทเข้าไปด้วยแต่พวกเขาไม่ได้คาดหวังว่าแผนการอันแยบยลนี้จะถูกทำลาย แต่ว่าใครกันนะที่มาช่วยอิ๋งเฟิงแล้วทำไมพอช่วยเขาแล้วต้องจากไปด้วยล่ะ” นี่เป็นปัญหาอย่างเดียวที่ซวงเฟิงไม่เข้าใจ

            “พวกเธอหาที่นี่เจอ ทั้งยังวิเคราะห์ได้อย่างสมเหตุสมผลไม่เสียเปล่าจริง ๆ ที่อวี้เทียนปลูกฝังพวกเธอมา” หลงอิ๋นกวาดตามองนักเรียนทั้งสามทีละคน“ไม่ว่าจะมีใครสละชีวิตในเหตุการณ์นี้หรือไม่ การยั่วยุของหวงซู่เป็นข้อเท็จจริงและเราจะไม่รามือแค่นี้เด็ดขาด”

            เขาเหลือบมองศพบนพื้นอย่างเย้ยหยัน “ต้องขอบคุณการเคลื่อนไหวโง่ ๆ ของพวกแกจริง ๆที่ให้เหตุผลที่เหมาะสมที่สุดแก่เราในการเดินทางครั้งนี้ ไม่มีการสูญเสียทหารแม้แต่นายเดียวทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากประชากรทุกคน นอกจากนี้ยังช่วยให้พวกที่อยากล้มเลิกการโจมตีดาวหวงซู่ปิดปากไปได้ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบไปกว่านี้อีกแล้ว”

            เขาโบกมือ “ส่งคนไปที่สถานีพยาบาล”

            “ผมจะกลับอวี้เทียน”อิ๋งเฟิงปฏิเสธ

            “เธอจะกลับอวี้เทียนทั้งอย่างนี้เหรอ”หลงอิ๋นชี้ไปที่เครื่องแบบขาดวิ่นบนตัวเขา “เธอไม่อยากได้มือของเธอแล้วหรือไง”

            แพทย์ทหารก็พูดขึ้นอย่างได้จังหวะพอดี “เธอได้รับบาดเจ็บหลายแห่งจากระเบิด โดยเฉพาะแขนขวาซึ่งอาการสาหัสมาก การปฐมพยาบาลไม่มีประโยชน์เธอต้องไปสถานีพยาบาล”

            อิ๋งเฟิงรู้สึกหมดหนทางจึงทำได้เพียงไปสถานีพยาบาลพร้อมกับอวี่จี๋และคนอื่น ๆ

            แน่นอนว่าเจ้าผมแดงก็ได้รับข่าวนี้เช่นกัน “เจออิ๋งเฟิงแล้วเหรอ เขายังมีชีวิตอยู่ เยี่ยมไปเลย!”

            เขาตะโกนหาหลิงเซียวอย่างตื่นเต้น “อิ๋งเฟิงยังมีชีวิตอยู่ นายไม่ต้องเป็นห่วงแล้ว!”

            ท่าทางของหลิงเซียวเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อยถ้าเขาเป็นห่วงชีวิตและความตายของอิ๋งเฟิงจริง ๆ เขาก็ปกปิดมันได้ดีเกินไป

            เจ้าผมแดงรู้สึกสับสนนิด ๆหลิงเซียวที่อยู่ตรงหน้าเขาห่างไกลจากหลิงเซียวที่เขารู้จักดี มันเหมือนกับคนละคนโดยสิ้นเชิงหลิงเซียวที่เขารู้จักนั้นมีพลังและเปล่งปลั่ง ห่างไกลกับหลิงเซียวที่มืดมนตรงหน้านี้เหลือเกินก่อนที่เขาจะได้รู้จักหลิงเซียวมันเกิดอะไรขึ้นกับอีกฝ่ายกันแน่

            เวลาในการรอคอยอิ๋งเฟิงกลับมานั้นช่างยาวนานเหลือเกินสำหรับเจ้าผมแดงที่ร้อนใจระหว่างนี้เขาพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อฟื้นความทรงจำในอดีต พูดไปพูดมาจนแม้แต่ตัวเองก็รู้สึกตื้นตันแต่หลิงเซียวคล้ายกำลังฟังเรื่องของคนอื่น ไม่รู้สึกตื้นตันเลยสักนิด

            “...ตอนนั้นพวกเราขับลี่เฟยซาด้วยกันแล้ววาดรูปหัวใจบนท้องฟ้าที่อวี้เทียน ขนาดอิ๋งเฟิงเห็นแล้วยังตื้นตันจนแทบร้องไห้เลย”ท่าทางของเจ้าผมแดงดูมีความสุข เขาแทบทนไม่ไหวอยากจะจำลองฉากในตอนนั้น

            “วาดรูปหัวใจเหรอ ฉันเนี่ยนะวาดทำไม”

            “ก็เพื่อสารภาพรักกับอิ๋งเฟิงไงนายเคยบอกว่าพวกนายร่วมหอลงโรงด้วยกันแล้ว จูบกันแล้ว ขาดแค่ขั้นตอนของการสารภาพก็รักกันได้แล้ว”สองแขนของเจ้าผมแดงบิดไปมา ท่าทางเหมือนการไหลของสายน้ำที่คดเคี้ยวดูน่าตลกขบขัน“ดูสิ พวกเราทุกคนเริ่มต้นที่ความรัก มีแต่พวกนายที่เริ่มต้นที่การร่วมหอ”

            “ฉันน่ะนะ สารภาพรักกับอิ๋งเฟิง?”หลิงเซียวหัวเราะอย่างที่ไม่ได้เห็นบ่อยนัก แต่มันกลับเป็นเสียงหัวเราะเย็นชาเห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อในสิ่งที่เจ้าผมแดงพูดเลยแม้แต่น้อย

            “เรื่องจริงนะ!” เจ้าผมแดงกระโดดเหยง ๆ ด้วยความร้อนใจ “ถ้าไม่ใช่เพราะนายบอกกับฉันจากปากของนายเองฉันจะรู้ได้ยังไง ฉันเป็นคนออกความคิดนี้เองด้วยนะ...อา!จริงสิ! อิ๋งเฟิงชอบสตรอว์เบอร์รี ดังนั้นก็เลยชอบสีชมพูใช่ไหมล่ะนายเป็นคนพูดเรื่องนี้เอง ทำไมนายถึงคิดไม่ออกล่ะ”

            “นายปล่อยเขาไปเถอะ”ปิงช่านที่อยู่ข้าง ๆ ทนดูต่อไปไม่ไหว “ถ้านายจำฉันไม่ได้หรือว่าในความทรงจำของนายมีแต่เรื่องแย่  ๆ เกี่ยวกับฉัน ต่อให้คนอื่นเล่าว่านายชอบฉันมากแค่ไหนนายก็คงยอมรับไม่ได้ในช่วงเวลาสั้น ๆ หรอกมั้ง”

            เจ้าผมแดงปฏิเสธหัวชนฝา “ฉันจะลืมนายได้ยังไง ยิ่งไปกว่านี้ฉันไม่มีความทรงจำแย่ ๆ เกี่ยวกับนายอยู่แล้วต่อให้ฉันลืมนาย ฉันก็จะชอบนายตอนที่ได้เจอนายใหม่อีกครั้ง!”

            เขาเงยหน้าขึ้นด้วยความมั่นใจ

            “ความสัมพันธ์ของพวกนายดีจังเลย”หลิงเซียวที่สังเกตอยู่ตลอดเวลาเอ่ยขึ้นเบา ๆ

            “แน่นอนอยู่แล้ว” เจ้าผมแดงภาคภูมิใจ “ตอนพวกเราสอบเข้าได้คะแนนค่าความสัมพันธ์ตั้งเก้าดวง!”

            “งั้นฉันกับอิ๋งเฟิงล่ะ”

            “พวกนาย...” เจ้าผมแดงอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ น้ำเสียงที่ดังในตอนแรกค่อย ๆ เบาลง “สามดวง...แต่ว่าไม่เป็นไรหรอก คู่ที่นายเจอเมื่อกี้ก็ได้แค่สองดวงเองนายยังมีสิทธิ์ที่จะหัวเราะเยาะคนอื่นอยู่นะ”

            ดาวสามดวงเหรอ คำตอบนี้เกินความคาดหมายของหลิงเซียวมาก

            “อา” เจ้าผมแดงได้รับข้อความจากอวี่จี๋ “พวกเขากลับมาแล้ว!”

            อิ๋งเฟิงยังเดินไม่ถึงหน้าประตูห้องพักก็เห็นนายทหารสองคนที่เฝ้าอยู่หน้าประตูมาแต่ไกลคาดว่าน่าจะเป็นคนที่หลงอิ๋นส่งมาคุ้มกันหลิงเซียว เมื่อเพื่อนนักเรียนได้ยินว่าเขากลับมาแล้วต่างก็ทยอยกันมาถามสารทุกข์สุกดิบ แม้แต่เพื่อนร่วมชั้นที่กลัวความเฉยเมยของเขาและไม่ค่อยพูดคุยด้วยก็แสดงความห่วงใยอย่างจริงใจดูเหมือนเขาจะได้พบกับเพื่อนนักเรียนร่วมสาขาทั้งหมด มีเพียงคนเดียวที่ไม่ได้พบคือหลิงเซียวเมื่อคิดว่าก่อนหน้านี้หลิงเซียวถูกเก็บเลือดทั้งยังบาดเจ็บ อิ๋งเฟิงก็ไม่รู้สึกว่ามันแปลกอะไร

            ในที่สุดเมื่อกลับมาถึงห้อง คนที่เขาคิดถึงยืนอยู่ตรงนั้นเสื้อผ้าบนตัว สีของดวงตา ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ยังคงเป็นหลิงเซียวคนเดิมในความทรงจำของเขาหรือว่าทุกอย่างก่อนหน้านี้เป็นเพียงภาพลวงตากันแน่ แต่ว่าเรื่องเหล่านั้นมันไม่สำคัญอีกแล้วเมื่อได้พบกับหลิงเซียวอีกครั้ง แรงกระตุ้นที่ควบคุมไม่ได้ทำให้อิ๋งเฟิงก้าวไปข้างหน้าและกอดคนที่ไม่รู้เรื่องราวแน่นเหมือนกับที่หลิงเซียวทำกับเขาในภาพลวงตา

            หลิงเซียวถูกกอดโดยไม่ทันได้ตั้งตัวเมื่อตระหนักได้ว่าบุคคลนี้คืออิ๋งเฟิง เขาที่ไร้ความทรงจำเกี่ยวกับความรักที่มีต่อกันก็ตัวแข็งทื่อ

            เจ้าผมแดงฉวยโอกาสนี้แอบขยิบตาให้อวี่จี๋ที่อยู่ด้านหลังอย่างสุดความสามารถถามด้วยรูปปาก:เขารู้แล้วรึยัง

            อวี่จี๋ส่ายหน้า: ยังไม่รู้

            เจ้าผมแดงเอามือปิดตาอย่างจนปัญญา อีกเดี๋ยวได้สนุกกันแน่

     

    คล้ายกับเรื่องกฎรักพันธะเลือด เล่ม 1-3 [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน