ฝุ่นจางลงแล้ว แต่กลิ่นอายจากคนพวกนั้นก็ยังอวลอบอยู่ในอากาศที่สงัด รวมทั้งกลิ่นฝนและกลิ่นซิการ์ เธอเหลือบตามองไปยังผู้ที่ยืนถือซิการ์มวนสีน้ำตาล แม้จะเป็การมองผาด ๆ ก็ยังเห็นสีผิวบนใบหน้าที่เป็สีน้ำตาลอ่อน ด้วยต้องตากแดดตากลมแรงในบริเวณทะเลทรายแห่งนี้อยู่เป็ประจํา มีรอยย่นอยู่ตรงปลายหางตาซึ่งเป็สีฟ้าเข้ม ราวสีแห่งท้องฟ้าในทะเลทรายแห่งนี้ เป็ดวงตาที่เฉียบคม ไม่มีสิ่งใดที่จะพลาดไปได้ รวมทั้งการเหลือบแลมองของเธอด้วย
“พวกนี้เป็เผ่าชิริคาฮูใช่ไหมคะ”
แม้ว่ากองพันทหารม้าที่เก้า ซึ่งสามีของฮันน่าสังกัดอยู่จะเพิ่งโยกย้ายจากเท็กซัสมาประจําอยู่ในดินแดนของนิวเม็กซิโกแห่งนี้ได้เพียงแค่หกเดือน แต่เธอก็คุ้นชินกับปัญหาของอินเดียนแดงเ้าถิ่นอย่างดี นับแต่โคชีสผู้เป็หัวหน้าเผ่าได้ตายลงเมื่อปีครึ่งมาแล้ว อินเดียนแดงเผ่าชิริคาฮู ก็บังเกิดความไม่พอใจกับชีวิตในถิ่นเดิมของตน และเริ่มโยกย้ายไปอยู่ทางตอนใต้ของอริโซน่า ซึ่งมีเขตแดนติดต่อกันอยู่
“ครับ พวกนี้เป็ชิริยาฮู แต่ไม่ได้มาจากเผ่าของโคชีส”
จากมุมที่เขายืนอยู่ภายใต้ร่มเงาของหลังคากระท่อม ร้อยเอกคัทเตอร์สามารถจะมองเห็นทั้งบริเวณลานโล่ง และบริเวณกระท่อมดินที่เป็ร้านค้า
“ดูจะคล้ายกับเผ่า น์เด-น์ดา-อิ มากกว่า”
สําหรับผู้ที่เพิ่งมาอยู่มาแถบตะวันตกเฉียงใต้ใหม่ ๆ มักจะสับสนในเื่เผ่าต่าง ๆ ของอินเดียนแดงอปาเช่ ซึ่งแยกเป็เผ่าเล็ก ๆ อยู่เสมอ เพราะมีทั้ง ลิปัน – อปาเช่, กิโอว่า-อปาเช่, เมสคาเลโร่, จิคาริลล่า, ชิริคาฮู และเวสเทิร์น
อปาเช่ และแต่ละเผ่าจะแบ่งสันปันส่วนเขตล่าสัตว์แก่กัน และให้ความร่วมมือกันในเื่ที่สําคัญเช่นการทําศึก และพิธีกรรมตามลัทธิศาสนาที่มันถือ แต่ละเผ่าจะมีผู้นําของตน แต่ไม่มีหัวหน้าที่จะเป็ผู้ควบคุมทุกเผ่าเข้ารวมกันไว้
เมื่อโคชีสทําสัญญาสงบศึก เขาได้พูดถึงแต่เฉพาะตัวเขา และคํามั่นที่จะกระตุ้นเตือนให้คนในเผ่าของตนยอมตกลงตามเงื่อนไข แต่มิได้มีการทําสนธิสัญญากับชิริคาฮูเผ่าอื่น ปล่อยให้อินเดียนแดงเ่าั้เป็อิสระในการปล้น และทําศึกตามที่้าจะทํา ดังตัวอย่างที่ปรากฏแก่ชาวเหมืองในซิลเวอร์ ซิตี้
ฮันน่าเคยได้ยินการปรึกษาหารือด้วยความไม่พอใจที่ระบบบริหารของราชการออกจะปล่อยให้เป็ระบบเสรีประชาธิปไตยมากเกินไปมาหลายครั้งหลายหน กองทหารเองก็ไม่รู้จะจัดการกับเื่นี้อย่างไร แต่มิใช่ความรู้นั้นที่ทําให้เธอต้องสนใจในตัวของร้อยเอกคนนี้ แต่เขาสามารถจะเอ่ยชื่อเผ่าออกมาได้อย่างแน่ใจมากกว่าที่จะคาดหมายหรือเดา สเตเฟน สามีของเธอมักจะอุทธรณ์อยู่เสมอกับความยุ่งยากที่จะแยกลักษณะอินเดียนแดงออกไปตามเผ่าต่าง ๆ แต่กระนั้น นายร้อยเอกผู้นี้สามารถจะรู้ได้ว่าอปาเช่เผ่าหนึ่งแตกต่างกว่าอีกเผ่าหนึ่งอย่างไร
“คุณรู้ได้ยังไงคะ ผู้กอง”
ฮันน่าอดถามอย่างแปลกใจไม่ได้ จับตาดูซิการ์ที่กลิ้งอยู่กับริมฝีปากคล้ายเขา้าจะใช้เวลาก่อนที่จะให้คําตอบ ซึ่งอาการเช่นนั้นทําให้ซีกแก้มของเขาตอบลง ในกระบวนนายทหารที่ประจําการอยู่ค่ายบายาร์ดแห่งนี้ มีร้อยเอกเจค คัทเตอร์ คนเดียวเท่านั้น ที่โกนหนวดเคราเกลี้ยงเกลา และทําให้เขาแตกต่างกว่านายทหารคนอื่น ๆ และทุกคนก็คิดเช่นนั้นกับเขา
“คุณนายเห็นไอ้คนอ้วน หน้าตาเ้าเล่ห์ที่ลูกตาใสเหมือนกระจกคนนั้นไหมล่ะครับ”
เขาพูดทั้งที่คาบซิการ์อยู่ในปาก ริมฝีปากแทบมิได้ขยับเขยื้อนเลย ขณะที่ใช้ฟันคาบก้นซิการ์ไว้
“เ้าหมอนี่มีลักษณะตรงกับ วูฮ์ หัวหน้าเผ่าน์เด-น์ดา-อิ ที่สุด”
ตอนที่เธอเห็นอินเดียนแดงกลุ่มนี้ในครั้งแรก ฮันน่าเพียงแต่มองผู้ชายร่างอ้วนคนนั้นผาด ๆ แต่ครั้งนี้สายตาของเธอไปหยุดอยู่ที่เขา ไม่ว่าความรู้สึกของเธอจะถูกแต้มสีสันด้วยคําพูดของร้อยเอกคัทเตอร์หรือไม่ก็ตาม แต่ฮันน่าััได้ถึงความมุ่งร้ายที่อําพรางอยู่เื้ัดวงตาคู่ที่ดําสนิท เหมือนดวงตาปีศาจนั้น มันเปล่งแววโเี้จนทําให้เธอขนลุก ต้องรีบเมินมองไปทางอื่น
“แล้วมันมาทําอะไรกันที่นี่คะ”
เธอพยายามซ่อนเร้นความรู้สึกนั้นไว้ และรีบตั้งคําถามเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกของตนเอง
“ก็มาซื้อของ เหมือนคุณนั่นแหละครับ คุณนายเวด”
เขาตอบด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ รอยยิ้มเครียด ๆ ปรากฏขึ้น
“และผมก็เดาเอาว่าพวกมันคงจะต้องมาหาซื้ออะไรอย่างอื่นที่ไม่ใช่เพียงไอ้พวกเครื่องปั้นดินเผากับกระบุงตะกร้ารูปร่างพิลึก ๆ นี่หรอกครับ”
คําพูดประโยคนั้นแฝงแววเยาะหยันอยู่เป็นัย ต่อจุดมุ่งหมายที่สตรีทั้ง 3 ออกมาซื้อสินค้าพื้นเมืองีมือของชาวเม็กซิกัน ซึ่งเป็ที่งเครื่องใช้และเครื่องแต่งบ้าน ที่มิสซิส สโลนตั้งใจจะเอาไปใช้กับบ้านของเธอ อันเป็เรือนแถวที่ปลูกสร้างขึ้นเป็ที่พักสําหรับพวกนายทหาร บ้านพักเ่าั้มิได้ปลูกขึ้นเป็รูปร่างสะสวยอะไร ไร้ชีวิตจิตใจเช่นเดียวกับผืนแผ่นดินที่ห้อมล้อมอยู่
“แหม...ผู้กองพูดเหมือนกับหนุ่มโสดขี้อิจฉา ที่ไม่มีผู้หญิงคอยจะปรนนิบัติรับใช้ให้พอมีความสุขบ้าง หลังจากที่ต้องเผชิญกับชีวิตที่หนักหนาอยู่ในกองทัพมาโดยตลอดอย่างนั้นละ” ฮันน่าตอบกลับไปด้วยความมั่นใจในบทบาทของตน ซึ่งมีจุดมุ่งหมายต่อชีวิตของสามี เธอเชื่อว่าจำเป็จะต้องมีความสวยงาม ความเป็อยู่อย่างเป็สุข เพื่อขจัดความเงียบเหงาให้ลดน้อยลงบ้าง
“ผมทราบดีครับ ว่าตัวเองขาดอะไรบางอย่างไป”
เขาพูดเหมือนจะเยาะในคําพูดของเธอ แต่ก็ไม่ถึงกับจะไร้ความเห็นใจเอาเสียทีเดียว
มีความเคลื่อนไหวบางอย่างเกิดขึ้น ซึ่งทําให้ฮันน่าต้องเบนความสนใจจากนายร้อยเอกที่เธอกําลังสนทนาอยู่ด้วย คําตอบที่รออยู่ตรงริมฝีปากชะงักไป เมื่ออปาเช่คนที่เดินเข้าไปในร้านกําลังเดินกลับออกมา มันเป็ความเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว แม้จะมิใช่ลักษณะของความรีบร้อน แต่เมื่อเธอหันหน้าไปมองนั้น ทุกคนก็เหวี่ยงร่างขึ้นบนหลังม้า ที่มีผ้าปูรองอานไว้อีกชั้นเรียบร้อยแล้ว และแต่ละคนก็รวบสายบังเหียนที่ทําด้วยหนังสัตว์ ซึ่งมีอยู่เพียงเส้นเดียวไว้ในมือ ฝุ่นลอยตัวขึ้นใต้กีบเท้ามาที่ขยับอยู่ไปมา เสียงม้าร้องคํารามเพื่อไล่ฝนออกจากจมูกของมัน
อปาเช่คนแรก คนที่เปลือยอกและมีแผลเป็บนร่องแก้ม บังคับม้าสีน้ำตาลแกมขาวให้หันไปทางหน้าร้าน ดวงตาที่มองมาทางร้อยเอกคัทเตอร์นั้นเปล่งแววอาฆาต แต่ภาษาสเปนที่เขาเปล่งออกมานั้น ตั้งใจจะพูดกับเ้าของร้านที่อยู่ภายในมากกว่า
“มันบอกว่ามันจะกลับมาใหม่เมื่อไอ้พวก ‘ขาเหลือง’ กับ ‘หหารควาย’ ไปกันหมดแล้ว”
ฮันน่าแปลให้เขาฟัง คําว่า “ขาเหลือง” หมายถึงกางเกงที่ขลิบด้วยเส้นสีเหลืองตรงตะเข็บขาที่พวกทหารสวมใส่ ส่วน “ทหารควาย” นั้น เป็คําที่พวกอินเดียนแดงเรียกทหารนิโกร เนื่องจากเส้นผมที่หยิกหย็องติดหนังศีรษะทําให้นึกถึงแผงขนบนคอควาย
“ผมได้ยินแล้วละครับ”
เพียงแต่เขายังไม่อาจเดาถึงเหตุผลในการที่อปาเช่กลุ่มนั้นจะกลับมาอีกเท่านั้น บางทีอาจจะเป็การลักลอบซื้อขายสินค้าที่ผิดกฎหมาย หรือไม่ก็อาจจะเป็การขู่ หรือคุยโวก็ได้ทั้งสิ้น
ทันทีที่ม้าทุกตัวกระโจนออกจากบริเวณลานดิน อปาเช่ทั้งกลุ่มก็ดูเหมือนจะละลายหายตัวเข้าไปในแนวไม้ที่ขึ้นอยู่ตามริมฝั่งลําธารที่แห้งขอดในทันทีเช่นกัน คัทเตอร์จับตามองตามจนอปาเช่ทุกคนหายลับไปจากสายตาแล้ว จึงได้หันกลับมามองสตรีกลุ่มนั้นอีกครั้ง