กลุ่มคนชุดดำเพียงได้ยินเสียงกู่ร้อง พลันแปรเปลี่ยนรูปขบวนขนานใหญ่ต่างคนล้วนเคลื่อนไหว อิงตำแหน่งแผนภูมิแปด สลับสับเปลี่ยนตำแหน่งดูไปคล้ายสับสนยิ่ง ทว่าความจริงรูปขบวนค่ายกลกลับยิ่งรัดกุมเปี่ยมอานุภาพกว่าเดิมอักโข!
กลุ่มคนชุดดำ เมื่อเคลื่อนรูปขบวนตามแผนภูมิแปด การเคลื่อนไหวของโล่เงินและดาบในมือ แปรเปลี่ยนเป็รัดกุมอย่างยิ่ง กระทั่งอาจกล่าวได้ว่าบัดนี้ไม่เหลือช่องว่างจุดอ่อน ให้จู่โจมแม้แต่น้อย!
ต่างคนแยกย้ายประจำแปดทิศ เคลื่อนไหวประสานสอดคล้องก่อเกิดประตูเป็ประตูตายหกสิบสี่บาน ปิดกั้นทางออกของสตรีทั้งสองไว้สิ้น!
ติงฝูหรงกับหลินจวี๋ฮวา พยักหน้าให้กัน ตัดสินใจแยกย้ายจู่โจมคนละทิศพยายามขยายวงล้อมให้กว้างที่สุด เนื่องเพราะขอเพียง แยกพวกมันเป็สองกลุ่มได้ค่ายกลนี้ย่อมสลายลงโดยพลัน
ดังนั้นพวกนางแยกกันจู่โจม พยายามกระจายกำลัง พวกมันออกเป็สองส่วนให้ได้
หลินจวี๋ฮวาแม้อาศัยเพียงประสาทหู พลังดรรชนียังจี้ออกอย่างแม่นยำหากเวลานี้กลุ่มคนชุดดำ ซึ่งรับมือนางกลับร่วมมือกัน ใช้โล่เงินต้านพลังดรรชนีได้อย่างรัดกุมยิ่ง ไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดต้านรับ พลังดรรชนีของนางโดยตรง
พวกมันไม่สามหรือสี่คน ใช้โล่เงินผสานกัน สามารถต้านรับพลังดรรชนีโดยปราศจากช่องโหว่ ทั้งยังฉวยจังหวะอาศัยคนมากกลุ้มรุม ใช้ดาบใหญ่บีบบังคับต้อนนางจากทุกทิศ ให้เข้าสู่ใจกลางรูปขบวน พวกมันแต่ละคนต่างพยายามไม่เข้าใกล้ตัวนาง ไม่ว่าอย่างไรต้องรักษาระยะห่าง ไว้่หนึ่งเสมอ
ส่วนกลุ่มคนชุดดำ ซึ่งรับมือติงฝูหรงก็กระทำคล้ายกันพวกมันใช้โล่เงินและดาบใหญ่ แสร้งหลอกล่อจากรอบทิศ อาศัยสิบคนจู่โจมนางคนเดียวพยายามบังคับให้นาง เคลื่อนเข้าไปอยู่กลางวงล้อม กระนั้นกลับรักษาระยะห่างไว้ทั้งมิยอมให้กระบี่ของนาง เข้าประชิดใกล้ตัว ไม่ว่าผู้หนึ่งผู้ใดเพลี่ยงพล้ำทั้งโล่ทั้งดาบนับสิบ เข้าช่วยเหลือโดยพร้อมเพรียงต้านรับกระบี่ของนางไว้ได้ทุกครา
พวกมันคล้าย้าเพียงสกัดทางหนี ให้พวกนางจำต้องวนไปเวียนมาอยู่ภายในรูปขบวนมิอาจฝ่าออกมา ทว่าไม่คิดกลุ้มรุมให้ถึงขั้นแตกหัก
ทั้งหมดซึ่งอยู่ในศาลา สีหน้าแปรเปลี่ยนอีกครั้ง มิคาดคิดว่าเหตุการณ์จะพลิกผันเป็เช่นนี้!
เมื่อครู่เห็นอยู่ว่า ติงฝูหรงและหลินจวี๋ฮวา จะทำลายค่ายกลลงได้เมื่อไรขึ้นกับเวลาเท่านั้น
ทว่าขณะนี้ สถานการณ์กลับตาลปัตรโดยสิ้นเชิง รูปขบวนค่ายกลแปรเปลี่ยนเป็รัดกุมปานนี้ ไหนเลยคนเพียงสองคนสามารถฝ่าออกมาได้
หลินจวี๋ฮวากับติงฝูหรง ทราบว่าหลงกลฝ่ายตรงข้ามแล้ว
เนื่องเพราะรูปขบวนค่ายกล ซึ่งตั้งขึ้นในครั้งแรก ธรรมดาสามัญยิ่งพวกนางจึงมิคิดบุกจู่โจมในทันที ทว่ากลับรอจังหวะ ให้พวกมันเคลื่อนรูปขบวน ถึงระยะซึ่งพวกนางจู่โจมผสานกันได้ดีที่สุดจึงจะลงมือ
มิคาดพวกมันอาศัยจุดนี้ เคลื่อนขบวนเข้ามาใกล้ตัวพวกนางจากนั้นแปรเปลี่ยนรูปขบวน ใช้ค่ายกลอันแท้จริง เวลานี้พวกมันตั้งรูปขบวนสมบูรณ์แล้ว ไม่ว่าพวกนางแยกย้ายจู่โจมอย่างไร กลับถูกบีบบังคับให้ถอยก้าวหนึ่งเสมอ ในที่สุดพวกนางกลับมายืน กลางวงล้อมอีกครั้ง
เสียงผิวปากดังขึ้นอีกครั้ง กลุ่มคนชุดดำต่างเก็บดาบใหญ่ไว้ข้างเอวอย่างรวดเร็ว
ฉับพลัน! ะุเหล็ก เข็มดอกเหมย เม็ดบัวเหล็ก กระสวยทอง เกาทัณฑ์แขนเสื้อนานาอาวุธลับซัดออก จากกลุ่มคนทั้งยี่สิบกว่าคน พุ่งเข้าใส่ร่างสตรีทั้งสองโดยพร้อมเพรียง!
ฟางเสวี่ยเฟยไม่คิดมากความแล้ว โผร่างออกจากศาลาพักทันที
แต่ร่างหนึ่งเคลื่อนไหววูบ สกัดขวางทางมันไว้ในทันทีเช่นกัน
เป็บุรุษผู้นำขบวน มันกล่าวน้ำเสียงเยือกเย็น
“ถ้าท่าน้าสอดมือ ต้องผ่านข้าพเ้าก่อน...”
พลันติงฝูหรงกลับกล่าววาจา น้ำเสียงกังวานจากในวงล้อม
“น้องเสวี่ยเฟย เ้าไม่ต้องยุ่งเกี่ยวเราจัดการได้”
ฟางเสวี่ยเฟยได้ยินเช่นนั้น พลันชะงักท่าร่าง มันงงงวยยิ่งสถานการณ์พี่ฝูหรงกับน้องจวี๋ฮวาย่ำแย่ยิ่ง
ไฉนพี่ฝูหรงไม่้า ให้มันช่วยเหลือ มันลังเลใจทว่าในที่สุดเลือกเชื่อมั่นในตัวพี่สาวผู้นี้
หลินจวี๋ฮวาแม้จี้พลังดรรชนี ต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง จะอย่างไรนางอาศัยเพียงการฟังไม่อาจแสดงอานุภาพ พลังดรรชนีได้เช่นยามปกติ ด้วยสภาพขณะนี้ยากยิ่งจะตีโต้ต้านรับการจู่โจมได้
ติงฝูหรงย่อมทราบ ข้อจำกัดของหลินจวี๋ฮวา หันไปกล่าวว่า
“น้องจวี๋ฮวา เ้าอย่าได้เคลื่อนไหว เราจัดการเอง!”
ซินแสลิขิตฟ้าบังร่าง หลินจวี๋ฮวาไว้ด้านหลัง พลิ้วร่างไปมาอยู่เบื้องหน้ากระบี่ยาวบัดเดี๋ยวตวัดวาด บัดเดี๋ยวจี้ออกทิ่มแทง พริบตานั้นทุกกระบี่ที่ใช้ออกล้วนทำลายบรรดาอาวุธลับ นานาชนิดซึ่งพุ่งจู่โจมจนหมดสิ้น!
กลุ่มคนชุดดำเห็นดังนั้น ยิ่งซัดอาวุธลับออกอย่างเร่งร้อน เสียงดังซิ่วซิ่วต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง
ร่างติงฝูหรงเคลื่อนไหวดุจล่องลอย เอ้อระเหยท่ามกลางทะเลอาวุธซัดไม่ว่าพวกมันซัดอาวุธลับ ออกมามากมายปานใด กลับไม่มีอาวุธชนิดใดฝ่าปราการกระบี่ของนางได้สักชิ้น!
ที่แท้หลังรับมือค่ายกลนี้ครู่ใหญ่ ติงฝูหรงทราบก็ว่าอาศัยพวกนางเพียงสองคน อาจไม่สามารถทำลายรูปขบวนนี้ลงได้ กระนั้นมิได้หมายความว่าพวกนางจะพ่ายแพ้ เนื่องเพราะแม้ไม่อาจทำลาย ทว่ากลับสามารถเคลื่อนไหวสอดคล้องกับรูปขบวนนี้ได้
วิชาแผนภูมิแปด อิงความแปรเปลี่ยน ทุกสรรพสิ่งในจักรวาลเรียกได้ว่าเคลื่อนไหว สอดคล้องตามหลักธรรมชาติ เพลงกระบี่วิถีดาราสัมพันธ์พอดีเคลื่อนไหวตามวิถีหมู่ดาว อิงตามปรากฏการณ์ธรรมชาติเช่นกัน
ติงฝูหรงเริ่มพลิ้วร่าง ตามตำแหน่งการเคลื่อนที่หมู่ดาวแปรเปลี่ยนท่วงท่าเพลงกระบี่ไปเรื่อย ๆ กระทั่งท่าร่างหนึ่งในเพลงกระบี่สอดคล้องวิถีการเคลื่อนค่ายกล ดังนั้นทุกกระบี่ที่ใช้ออก สามารถครอบคลุมทุกตำแหน่งซึ่งอาวุธเ่าั้ซัดใส่ กลายเป็ว่านางเพียง ยกมือตวัดวาดกระบี่บรรดาอาวุธลับทั้งหลาย เป็ฝ่ายพุ่งเข้าปะทะ คมกระบี่ยาวของนางเอง!
ยามนี้ต่อให้พวกมัน สามารถซัดอาวุธลับออกนับร้อย ๆ ชิ้นก็ไม่อาจฝ่าคมกระบี่นางได้อีกแล้ว!
กลุ่มคนชุดดำเห็นดังนั้น ถึงกับตื่นใยิ่ง ค่ายกลของพวกมันชุดนี้ฝึกซ้อมยาวนานอย่างรัดกุม พวกมันเคยมั่นใจยิ่งว่า ไม่ว่ายอดฝีมือคนใดเมื่อตกอยู่ในค่ายกล มิอาจฝ่าออกไปได้อย่างแน่นอน หนำซ้ำหากพวกมัน้าสามารถปลิดชีวิตคนผู้นั้นอย่างง่ายดาย ทว่าเวลานี้สตรีตาบอดผู้หนึ่งถึงกับร่ายรำกระบี่ ทำลายอาวุธซัดของมันลงจนสิ้น!
พลันเสียงผิวปากดังขึ้นอีกครั้ง กลุ่มคนชุดดำต่างหยุดซัดอาวุธลับเปลี่ยนมาถือดาบใหญ่ กลับมาใช้รูปขบวนตั้งรับเช่นเดิม
ติงฝูหรงเพียงรักษาท่าร่างไว้ มิพุ่งจู่โจม นางทราบแล้วว่าวิธีของนางได้ผลหันไปกล่าวกับหลินจวี๋ฮวาว่า
“น้องจวี๋ฮวา เ้าคุมอยู่ตำแหน่งนี้”
หลินจวี๋ฮวาส่งเสียงอืมม์คำหนึ่ง
ซินแสลิขิตฟ้าขยับร่างวูบ จู่โจมเข้าใส่กลุ่มคนชุดดำ พวกมันยังใช้โล่กับดาบพยายามบังคับให้นางถอยหลังเช่นเดิม หากคราวนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้วเป็พวกมันต่างหาก ถูกท่าร่างติงฝูหรงชักจูง!
ไม่ว่านางเคลื่อนไปทิศทางใด พวกมันกลุ่มหนึ่งต้องเทกำลัง ไปทางนั้นจนสิ้นขอเพียงนางเคลื่อนร่าง ผสานตามติดรูปขบวนค่ายกล ในที่สุดพวกมันจำต้องเปิดประตูเป็ออกมาเอง ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น...
ทั้งหมดซึ่งอยู่ในศาลา ย่อมดูสภาพเช่นนี้ออกเช่นกันต่างระบายลมหายใจอย่างโล่งอก แม้กลุ่มคนชุดดำไม่อาจทำร้าย คนทั้งสองในวงล้อมได้อีกแล้วการจะฝ่าค่ายกลออกมา ยังต้องใช้เวลาบ้าง
จู่ ๆ นาคามูระ โยชิอิ พลันพุ่งร่างไปเบื้องหน้าเงาร่างสีเขียวเคลื่อนไหววูบเดียว ถึงวงล้อมกลุ่มคนชุดดำ!
ั์ตาราวพยัคฆ์ร้าย ของบุรุษผู้นำขบวน ฉายแววอำมหิต คำรามออกมาคำหนึ่งกล้ามเนื้ออัดแน่นไปด้วยพลัง เคลื่อนไหวอย่างปราดเปรียว โผร่างเข้าสกัดนาคามูระโยชิอิ ไม่ให้สอดมือเข้าช่วย ผู้ซึ่งอยู่ภายในวงล้อม!
ทว่าท่าร่างรวดเร็วดุจพยัคฆ์ร้าย พลันชะงักลงในทันที
เนื่องเพราะมีบุรุษอีกผู้หนึ่ง ขวางทางสกัดหน้ามัน บุรุษผู้นั้นเป็ฟางเสวี่ยเฟย!
ประมุขตระกูลฟาง กล่าวขึ้นอย่างเฉื่อยชา
“ถ้าท่าน้าสอดมือ ต้องผ่านข้าพเ้าก่อน...”
แววตาเรืองโรจน์ เปี่ยมประกายอำมหิต จับจ้องฟางเสวี่ยเฟยราวจะกินเืกินเนื้อ ตัวสั่นเทาด้วยความโกรธ
“ฮึ!” บุรุษชุดดำส่งเสียงคำรามเหี้ยม แล้วเดินผละจากไปทันที
มันเดินจากไปเฉย ๆ ไม่เหลียวมองบริวาร ที่เหลือทั้งยี่สิบกว่าคนแม้แต่น้อย
มันไม่จำเป็ต้องมอง มันคาดเดาชะตากรรมคนเ่าั้ได้...
บุรุษชุดดำ ผู้มีแววตาดุจพยัคฆ์ร้าย จากไปไกลแล้วฟางเสวี่ยเฟยมิได้คิดติดตามไป หลินอิงฮวากับหยางป๋อหูยิ่งมิคิดสนใจมันเนื่องเพราะทั้งสอง ถูกการต่อสู้เบื้องหน้าสะกด ไม่อาจละสายตาไปที่ใดได้
เพียงเงาร่างสีเขียววูบ ถึงวงล้อมพยุหะค่ายกล ประกายดาบยาวสีเงินวาบขึ้นเพียงครั้ง รูปขบวนพยุหะอันรัดกุม พลันสลายลงในพริบตา!
หลินจวี๋ฮวาและติงฝูหรง ฉวยจังหวะนั้น จู่โจมกระหนาบจากด้านในทันทีแม้คนชุดดำกลุ่มนี้พลังฝีมือมิต่ำทราม ทว่าพวกมันกำลังเสียขวัญยิ่งเพราะทราบว่าติงฝูหรงสามารถควบคุม รูปขบวนค่ายกลเอาไว้ได้เวลานี้ไหนเลยสามารถต่อต้านการประสานมือ ระหว่างยอดฝีมือทั้งสามได้
ดาบยาวของนาคามูระ โยชิอิ วูบผ่าน หนึ่งดาบหนึ่งชีวิต ไม่มีผิดพลาด
ดรรชนีพิรุณคลุมฟ้าของหลินจวี๋ฮวา ย่อมมิด้อยกว่า รูปขบวนเมื่อถูกทำลายนางย่อมสามารถใช้ดวงตาได้เช่นเดิม นิ้วเรียวงามขยับเคลื่อนไหวเพียงวูบเสียงฉี่ฉี่เพียงดังขึ้น ผู้คนพลันล้มไปกองอยู่บนพื้น
ทว่าที่น่าดูชมที่สุด เป็กระบี่วิถีดาราสัมพันธ์
กระบี่ยาวในมือซินแสลิขิตฟ้า ติงฝูหรงวาดลีลา คล้ายขยับแขนกวาดวาดมือตามธรรมชาติ
นั่นไม่คล้ายร่ายรำเพลงกระบี่ เนื่องเพราะไม่มีท่วงท่าใด ฝืนการเคลื่อนไหวตามปกติของร่างกาย ยิ่งไม่มีท่วงท่าใด เหนื่อยยากกินแรง หากประกายกระบี่เรียวยาวคมกริบกล้าแข็งดุดันเป็อย่างยิ่ง มิไยว่าตวัดวาดหรือทิ่มแทงล้วนเป็จุดตายของฝ่ายตรงข้าม
เพียงเวลาไม่ทัน จิบน้ำชาหมดถ้วย คนชุดดำทั้งหมดล้วนล้มลง
พวกมันต่างไม่สามารถ ลุกขึ้นมาได้ตลอดกาล...
หลินจวี๋ฮวากับติงฝูหรง มองหน้ากันวูบหนึ่ง
สตรีทั้งสองงุนงงสงสัยยิ่ง ไม่เข้าใจว่าเหตุใดนาคามูระ โยชิอิยื่นมือช่วยพวกนาง...
ขณะที่ทุกคนกำลังงงงวย สายตาเจิดจ้าคมกริบของนาคามูระ โยชิอิกลับจับจ้องอยู่ที่สิ่งหนึ่ง เหนือท้องฟ้ากว้าง...เป็อินทรีตัวหนึ่ง
นาคามูระ โยชิอิตวัดฝักดาบ ขึ้นบนท้องฟ้า อินทรีตัวนั้นโฉบลงมาหยุดยั้งบนปลายฝักดาบทันที
ขาของอินทรีมีม้วนกระดาษพันอยู่ สีหน้าเยือกเย็นเฉยเมยไม่เคยยินดียินร้ายต่อเื่ใด กลับบังเกิดแววเดือดดาล เคร่งเครียดขึ้นคล้ายไม่เชื่อว่าเื่ราว ซึ่งเขียนบนกระดาษแผ่นนั้น จะเป็ความจริง
คิ้วหนาเป็แพ ขมวดมุ่นครุ่นคิด โผร่างพลิ้วจากไปอย่างรวดเร็วโดยไม่สนใจผู้ใดอีก
“รอข้าพเ้าด้วย” ก่อนผู้ใดจะทันทักท้วงฟางเสวี่ยเฟยพลันวิ่ง ติดตามนาคามูระ โยชิอิไปติด ๆ