ตอนที่ 168 ซอเด็ต เอเทล
“หยุด!” เสียงอันทรงพลังแสนไพศาลกวาดซัดมายังนิทานและซอเด็ต พลังบนร่างของพวกเขาพลันถูกกดทับหายไปกว่า 9ส่วน เหลือเพียงไอพลังเล็กน้อยที่ยังดื้อดึงฝืนรั้งอยู่บนร่าง
แม้ไม่เห็นตัวหากกลับรู้สึกได้ว่าเจ้าของเสียงนั้นมีท่าทีหงุดหงิดปนตกตะลึง เขาตวาดอีกครั้ง คราวนี้พลังตกค้างบนร่างของนิทานและซอเด็ตจึงได้หายไปในที่สุด
ร่างนั้นพลันปรากฏกายเหนือน่านฟ้า ฝ่ามือหนาหนักกดทับดันร่างของซอเด็ตให้ร่วงลงสู่พื้น นิทานคีตาไม่ได้มีสภาพดีกว่ากันมากนัก พวกเขาร่างกายแข็งเกร็งไม่อาจขยับเขยื้อน
“หากพวกเจ้าอยากสังหารกันนักก็ไปทำนอกเขตที่ข้าเฝ้าดู!” เจ้าของเสียงนั้นคือชายชราร่างกายใหญ่โต เขาเป็นเผ่าไร้หาง เห็นได้ชัดจากหูหมีที่อยู่บนหัวและขนตามตัว บริเวณก้นกบไม่มีหางหมีอย่างเผ่าครึ่งสัตว์สายพันธุ์หมี
นักผจญภัยระดับจันทรกานต์ ผู้แสวงวิถีจูเลียส!
ร่างของอริยะแปลงเพลิงและชายอ้วนอีกคนหนึ่งลอยขึ้นสู่ฟ้า ชายอ้วนคนนั้นแต่งกายด้วยชุดผ้าสีดำทองที่ยาวถึงขา ผมปล่อยยาวถึงกลางหลัง มีท่าทีราวกับนักพรตผู้ละทางโลก บนอกกลัดไว้ด้วยตรารูปกองสมบัติ
“อริยะแปลงเพลิง อริยะกายาทอง ดูแลเด็กของพวกเจ้าด้วย!” ผู้แสวงวิถีจูเลียสพูดอย่างหงุดหงิด เขายกเลิกพลังของตนก่อนหายร่างกลับเข้าเต็นท์ประจำการ
เขามาและไปราวกับพายุ เพียงมาถึงก็กดทำลายพลังระดับอริยะของสองอัจฉริยะได้อย่างง่ายดาย นี่คือความแตกต่างของอริยะกับผู้แสวงวิถี เป็นระดับที่ไม่อาจก้าวข้ามได้ด้วยคำว่าพรสวรรค์เพียงอย่างเดียว
นิทานคีตายามนี้หัวเย็นลงมาหน่อยแล้ว กลุ่มขุดค้นคนอื่น ๆ รีบวิ่งมาล้อมรอบเขาอย่างใกล้ชิด จับจ้องไปยังกลุ่มขุดค้นของกลุ่มการค้าเชียนเป่าที่มีท่าทีไม่ต่างกันนัก
พวกเขาต่างรายล้อมซอเด็ตเพื่อตรวจดูสภาพของเธอ หากเธอไม่สนใจสมาชิกกลุ่มขุดค้นที่เหลือแม้แต่น้อย สะบัดมือที่เข้ามาพยุงร่างของเธอออกอย่างไม่ไยดี
อริยะแปลงเพลิงและอริยะที่ถูกเรียกว่ากายาทองนั้นเพียงมองหน้ากันเล็กน้อย พวกเขาไม่แม้แต่จะทักทายกัน อริยะแปลงเพลิงเหินร่างลงสู่พื้น หากอริยะกายาทองกลับเป็นฝ่ายเอ่ยทักขึ้น
“แปลงเพลิง เจ้ายังคงเป็นสตรีที่งามเลิศสมบูรณ์ที่สุดเช่นเคย” อริยะกายาทองยิ้ม กลิ่นอายบนร่างของเขาที่แผ่ออกมาไม่อ่อนด้อยไปกว่าเธอเลย
“กายาทอง เจ้าก็ยังคงลุ่มหลงในอิสตรีไม่มีเปลี่ยน” อริยะแปลงเพลิงมีท่าทีรำคาญจะตอบ หากเพราะฐานะของทั้งคู่ที่สื่อถึงสายสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์ไฟกัลป์และกลุ่มการค้าเชียนเป่าเธอจึงต้องไว้หน้าเขาส่วนหนึ่งอย่างเสียไม่ได้
“แปลงเพลิง ขอให้โชคดีในการศึก” อริยะกายาทองเห็นท่าทีของอริยะแปลงเพลิงแล้วก็ได้แต่ถอนใจ เขาเหินร่างกลับไปยังกลุ่มขุดค้น ก่อนจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย
แม้เหล่าผู้แข็งแกร่งทั้งสามจะจากไปแล้วหากบรรยากาศอันแสนมาคุยังคงอยู่เช่นเคย สมาชิกกลุ่มขุดค้นจากทั้งสองฝั่งดูจะสนใจบทสนทนาของสองอริยะขั้นปลายและพลังอันไพศาลของผู้แสวงวิถีจูเลียส หากมีเพียง 2 คน 1 ตัวเท่านั้นที่ไม่สนใจผู้แข็งแกร่งเหล่านั้นเลย
แม้ 1 คนจะถูกพลังกดทับจนไม่อาจขยับเขยื้อนร่างกาย
แม้อีก 1 คนจะถูกยกเลิกพลังจนร่วงหล่นจากท้องนภา
แต่นัยน์ตาสีน้ำเงินสองคู่นั้นยังคงจับจ้องที่กันและกันอย่างไม่วางตา
นิทานคิดอยู่หลายอึดใจว่าเขาควรกล่าวว่าอะไรดีกับคนที่พึ่งเคยพบหน้าตนก็ยกให้เป็นคู่แข่งที่คู่ควรกับตนและเป้าหมายที่อยากก้าวข้าม จะทักทายดีหรือไม่ หรือจะประกาศว่าตนเป็นใคร หากท้ายที่สุดแล้วเขาก็คิดไม่ออกเสียที จึงตัดสินใจพูดออกไปตามความประทับใจแรกที่นิทานเห็นเธอ
"ซอเด็ต ใช่คำที่มาจาก 'Saudade' หรือเปล่าครับ" นิทานถามขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
ซอเด็ตที่กำลังจับจ้องชายหนุ่มตรงหน้าอย่างระแวดระวังชะงักไป เมื่อเห็นปฏิกิริยาของเธอนิทานจึงคิดว่าเขาคิดถูก
"ที่หมายถึงความคิดถึง ห่วงหา และปรารถนาจะกลับไปหาคนที่ไม่อยู่อีกแล้ว ไปพบสิ่งที่ขาดหายจากชีวิต หรือไปยังสถานที่ที่เคยจากมา เป็นคำที่มีความหมายกว้างและยากต่อการแปล ไม่อาจเทียบคำต่อคำได้โดยง่าย เป็นคำหนึ่งที่ผมชอบมากเลยตอนอ่านเจอในหนังสือ" นิทานยิ้มพลางนึกถึงคำอธิบายความหมายที่ยาวหลายบรรทัดในหนังสือ ทำเอาคนรอบข้างมองด้วยความงุนงง
ตัวซอเด็ตเองเลิกคิ้วขึ้นอย่างฉงน นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนทักเธอด้วยความหมายของชื่อ ต้องบอกว่าแม้ชื่อของเธอค่อนข้างแปลกแต่ก็ไม่เคยมีใครเลยที่จะสนใจเรื่องความหมายของชื่อเธอเช่นนี้ มหาทวีปที่มีหลากเผ่าพันธุ์และอารยธรรมเช่นนี้ชื่อที่แปลกตากว่านี้ยังมีอีกมาก
คำว่า ‘Saudade’ นี้เป็นคำศัพท์โบราณที่พ่อของเธอเล่าว่าแม่ของเธอถูกใจเป็นอย่างยิ่งยามได้ยินครั้งแรก เธอบอกว่าเป็นคำที่มีความหมายชวนฝันและยากจะอธิบาย แม้กระนั้นก็มีความสวยงามที่น่าหลงใหล
‘แม่ของลูกบอกว่าสีผมของลูกเหมือนแสงอาทิตย์อัสดงยามสนธยา เป็นความสวยงามสุดท้ายที่พาทุกอย่างไปพบความเงียบสงบของรัตติกาล เหมือนได้เหม่อมองชีวิตที่ผ่านไปอีกวัน พร้อมทั้งรำลึกถึงอดีตที่ไม่อาจหวนกลับไปได้อีก เลยตั้งชื่อลูกด้วยคำนี้’
‘เป็นความผิดของพ่อเองแหละ ตอนแรกพ่อไม่รู้ว่าอ่านออกเสียงคำนี้ยังไง เลยไปอ่านให้แม่ฟังว่าซอเด็ต (Saudet) และดูเหมือนเธอจะชอบมาก ชื่อของลูกเลยเพี้ยนไปจากคำศัพท์แรกนิดหน่อย’ พ่อของเธอเล่าเช่นนี้ให้เธอฟังพร้อมหัวเราะอย่างเศร้าสร้อยยามเธอถามถึงความหมายของชื่ออันแสนแปลกประหลาดของเธอ
แม้เธอจะไม่เคยพบแม่ของเธอ หากคำพูดของพ่อยามพูดถึงแม่ก็พอจะทำให้เธอเข้าใจความหมายของชื่อเธอขึ้นมาบ้าง
“ตั้งมาจากผมสีส้มอาทิตย์อัสดงสวยของคุณหรือเปล่าครับ ที่เหมือนสีของแสงอาทิตย์อัสดง สัญลักษณ์ของการพลัดพรากและการคิดถึงอดีต” นิทานถามขึ้น ยิ่งทำให้คนรอบข้างมองเขาอย่างฉงน ทำไมวันนี้นิทานดูจะพูดเยอะกับคนที่เคยพบเจอครั้งแรกมากเป็นปกติ
ซอเด็ตขมวดคิ้วอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก เธอตามผู้ชายตรงหน้าไม่ทันแม้แต่นิดเดียว ก่อนหน้านี้เธอเพียงได้รับคำสั่งมาจากผู้นำตระกูลเอเทลให้มาสนับสนุนกลุ่มการค้าเชียนเป่าและองค์ชายของราชวงศ์ไฟกัลป์สำรวจสุสาน เธอไม่ได้คิดอะไรมาก ก็เป็นเพียงภารกิจหนึ่งที่เธอต้องทำให้สำเร็จก็เท่านั้น หากเมื่อเธอมาถึง สิ่งแรกที่เธอได้พบหลังจากการต้องทนนั่งฟังพวกขี้ประจบเอาใจชมเธอสวยบ้างอัจฉริยะบ้างก็คือชายพิสดารตรงหน้า
เมื่อเธอเห็นเขา สัญชาตญาณของเธอก็ร้องเตือนถึงความอันตรายของเขา และดูเหมือนฝั่งของเขาก็จะเป็นเช่นเดียวกัน เธอยังไม่ทันจะตั้งหลัก เขาก็ปลดปล่อยระดับพลังที่เหนือล้ำกว่านักสลักเอกทั่วไปไม่รู้กี่เท่าออกมาอย่างง่ายดาย แถมยังขึ้นไปถึงระดับอริยะขั้นต้น
นั่นเป็นความแข็งแกร่งของอัจฉริยะที่มาจากผู้เรียนรู้ 5คำอย่างแน่นอน หากเธอยังไม่หายตกใจ สัตว์คู่หูของเขาก็ระเบิดพลังระดับเดียวกันตามมาราวกับว่าการมีพลังระดับอริยะเป็นเรื่องง่าย
ตอนนั้นเองที่เธอพลันรู้สึกได้ถึงสายตาท้าทายนั่น และนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มคู่สวยนั่นก็จุดทิฐิในฐานะอัจฉริยะของเธอขึ้นมา เธอจึงเร่งระดับพลังสูงสุดของตนขึ้นมาประจันหน้า
นี่เป็นครั้งแรกที่คนวัยเดียวกันทำให้เธอต้องเอาจริงได้มากถึงขนาดนี้ แต่ที่ตามมายังทำเอาเธอประหลาดใจยิ่งกว่า เขาดันพูดถึงชื่อของเธอขึ้นมาเสียอย่างนั้น แถมยังรู้จักที่มาของชื่อเธอซึ่งเป็นภาษาโบราณในสารานุกรมคำแปลกของมหาทวีปอีก
คนคนนี้มาถึงก็หาเรื่องเธอตรง ๆ ราวกับต้องการอวดความสามารถของตนมาเทียบชั้นกับเธอ แต่หลังจากนั้นกลับชมชื่อของเธอขึ้นมาเสียเฉย ๆ แถมยังไม่วายเดาถูกอีกด้วยว่าต้นตอชื่อของเธอมาจากผมสีส้มที่เธอภูมิใจที่สุด
ถ้าไม่เพราะว่าฝั่งนั้นมาจากกลุ่มการค้าอิสึกะ เธอคงคิดว่าทางเผ่าได้ส่งคนมาแกล้งเธอเล่นแล้ว ที่มาของชื่อนี้นอกจากพ่อของเธอแล้วก็ไม่มีใครรู้อีก
“แกเป็นบ้าอะไรวะอยู่ ๆ ก็หาเรื่องกันแบบนี้!” เมื่อซอเด็ตไม่ตอบ คนที่ตอบกลับมาจึงเป็นชายหนุ่มผู้มีหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่ง เขาประดับตราของกลุ่มการค้าเชียนเป่า สวมชุดสีดำทองและมีรัศมีของชนชั้นสูงที่ได้รับการดูแลและฟูมฟักมาด้วยสมบัติชั้นเลิศมหาศาล
“ท่านซอเด็ตคือปีกแห่งผืนฟ้าคนปัจจุบัน เป็นอัจฉริยะแห่งเผ่าซือบาสที่ยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์! การท้าทายเธอหมายถึงท้าทายเผ่าซือบาสทั้งมวล!” ชายหล่อเหลาคนนั้นตะโกนแหกปากอย่างน่ารำคาญจนนิทานขมวดคิ้ว เขากำลังคิดว่าจะเชื่อมโยงหุบปากของชายคนนั้นหากซอเด็ตกลับเอ่ยขึ้นก่อน
“ชื่ออะไรคะ” ซอเด็ตตอบกลับ เธอไม่ตอบคำถามของนิทานแม้แต่น้อย เพียงประโยคแรกก็มุ่งเน้นข้อมูลสำคัญโดยตรง ชายหนุ่มคนนั้นถึงกลับปากอ้ากว้างอย่างตกตะลึงเมื่อได้เห็นว่าซอเด็ตถามกลับ
นิทานเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ เขาไม่นึกว่าอัจฉริยะอันดับหนึ่งที่ผู้คนสรรเสริญจะคุยง่ายเช่นนี้ เขาคิดว่าอัจฉริยะอันดับหนึ่งน่าจะหยิ่งยโสมากกว่านี้เสียอีก
“นิทานครับ นิทานกับคีตา” นิทานเผยรอยยิ้ม ชี้ไปทางตนและคีตา คีตาหันมามองนิทานด้วยสายตากังวลน้อย ๆ ผู้หญิงตรงหน้านี้ทำให้มันรู้สึกได้ถึงภัยคุกคามอย่างแท้จริง
ซอเด็ตพยักหน้าเล็กน้อย เธอไม่ได้พูดอะไรอีก เหินร่างไปยังเต็นท์ที่อีกฟากหนึ่งของฐานบัญชาการ เมื่อสมาชิกคนอื่นเห็นว่าเธอจากไปแล้วพวกเขาก็รีบวิ่งตามไปอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มหล่อเหลาคนนั้นหันมามองนิทานด้วยสายตาอาฆาตก่อนจะรีบตามซอเด็ตไป
การพบกันครั้งแรกของสองอัจฉริยะจึงจบลงอย่างง่ายดายเช่นนี้
นิทานยังคงครุ่นคิดถึงใบหน้าของซอเด็ตไม่หาย ส่วนคีตาก็มองนิทานอย่างฉงนว่าเหตุใดวันนี้เจ้านายของมันมีท่าทีแปลกประหลาดเช่นนี้ แต่ผู้ที่ตั้งสติได้คนแรกคือองค์หญิงไพลิน
เธอจิ้มเอวของนิทานอย่างแรงจนเขาตัวงอ แล้วจึงตวาดอย่างหัวเสีย
“ทำบ้าอะไรเนี่ย! นิทาน!” เธอมุ่นคิ้วจับจ้องที่ใบหน้าของนิทาน
นิทานทำหน้าเหลอหลาตอบองค์หญิงไพลิน เขาก็ไม่รู้จะตอบเธอยังไงดี เมื่อรู้สึกตัวมันก็ทำไปแล้ว
“ปกติชอบปิดพลังตัวเองแถมยังทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ พอเจอสาวสวยเข้าหน่อยต้องอวดพลังเลยรึไงหือ!” เธอพูดอย่างหงุดหงิด แต่ดูเหมือนเธอจะไม่ได้หงุดหงิดเรื่องของนิทาน เพียงเอาความหงุดหงิดมาลงที่นิทานเสียมากกว่า
“เปล่า! เธอสวยก็จริงแต่ฉันไม่ได้อยากอวดพลังนะ! มันแค่.. ไม่รู้สิ รู้สึกว่าอยากทดสอบดูละมั้ง” นิทานรีบปฏิเสธ หากเขาก็อธิบายไม่ถูกเช่นกัน คำพูดจึงออกมาค่อนข้างงุนงง
“ทดสอบ?” ไพลินเอียงคออย่างฉงน
“ทดสอบว่าอัจฉริยะอันดับหนึ่งจะเหนือกว่าตนแค่ไหนครับองค์หญิง” เพชฌฆาตเป็นผู้เอ่ยขึ้น เขายิ้มอย่างนุ่มนวลถือข้างนิทานอย่างชัดเจน
“ทิฐิของอัจฉริยะ ไพลิน เจ้าก็เคยไม่ใช่หรือ ที่บอกว่าพี่เจ้าจะมาไม้ไหนก็เข้ามา” อริยะแปลงเพลิงพูดย้ำ น่าแปลกที่คราวนี้เธอก็เข้าข้างนิทาน
องค์หญิงไพลินถึงกับชะงักไปเมื่อได้ยินคำพูดจากคนสนิททั้งสองของตน เธอไม่เคยนึกฝันมาก่อนว่าจะมีวันที่เธอโดนรุมเช่นนี้
“ขอโทษ เราหงุดหงิดไปหน่อยที่เราแพ้ให้ท่านพี่” องค์หญิงไพลินสูดลมหายใจลึก เธอยอมรับว่าเธอเอาความหงุดหงิดมาลงที่เพื่อนของเธอ แม้จะไม่มีความจำเป็นอะไรต้องเปิดเผยพลังเช่นนั้น แต่ก็ไม่เสียหายอะไรหากจะแสดงตัวให้รับรู้ว่าฝั่งเขาก็ไม่ใช่ผู้อ่อนแอให้โดนรังแกได้ง่าย ๆ
นิทานมีสีหน้าไม่พอใจน้อย ๆ เมื่อได้ยินเธอพูดเช่นนั้น องค์หญิงไพลินเห็นสีหน้าไม่พอใจของนิทานก็ต้องการจะขอโทษอีกครั้ง หากอารากะกลับเรียกพวกเขาให้รวมตัวกันอีกครั้งเสียก่อน
กลุ่มขุดค้นของกลุ่มการค้าอิสึกะกลับมารวมตัวกันในเต็นท์อีกครั้ง พวกเขามีเรื่องมากมายที่ต้องปรึกษาและวางแผนกันให้ครบถ้วนหลังจากพบว่ากลุ่มขุดค้นอีกฝั่งจะถูกนำโดยซอเด็ต เอเทล
“ซอเด็ต เอเทล บ้าชัด ๆ” อารากะถอนหายใจ เขามีท่าทีหงุดหงิดอย่างชัดเจน กระดาษข้อมูลหลายชุดถูกเขาโยนทิ้งอย่างไม่ไยดี
เลโอและที่เหลือมีสีหน้าท่าทีเคร่งเครียด ฟาง หมิงนั่นไม่ได้กล่าวอะไรมากนัก โฮโจคือผู้ที่ดูมีปฏิกิริยามากที่สุด เขามีสีหน้าที่ซีดขาวและไร้พลังอย่างชัดเจน ราวกับว่าพลังและชื่อของเธอได้สูบเอาความมั่นใจของเขาหายไปจนเกลี้ยง
เขาเริ่มเกิดความสงสัยแล้วว่าคนเช่นตนสมควรถูกเรียกว่าอัจฉริยะได้จริงเช่นนั้นหรือ ยิ่งยามที่เธอปลดปล่อยพลังออกมาเช่นนั้นเขายิ่งรู้สึกว่าตนเป็นเพียงมดปลวกที่ไร้ทางต่อต้าน แถมเธอยังอายุน้อยกว่าเขาเสียอีก
“กลุ่มการค้าเชียนเป่ามีความสัมพันธ์แนบแน่นกับเผ่าซือบาสตั้งแต่เมื่อไหร่..” อิซึมิพูดขึ้นอย่างลอย ๆ โดยไม่คาดหวังว่าจะมีใครในนี้ให้คำตอบเขาได้ การที่พวกเขาสามารถพาตัวซอเด็ต เอเทลมาได้หมายความว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองขุมอำนาจนั้นดียิ่ง
“แข็งแกร่งมากเลยค่ะ ไม่เคยเจอนักสลักเอกที่แข็งแกร่งขนาดนั้นมาก่อนเลย ไม่เคยคิดเลยว่านักสลักเอกจะแข็งแกร่งได้ถึงขนาดนั้น” เลโอพูดเสียงเบา
เพียงเพราะแรงกดดันที่พวกเขาได้รับยามซอเด็ต เอเทลเผยพลังออกมาก็ทำให้ความมั่นใจของสมาชิกกลุ่มขุดค้นพังทลายอย่างไม่มีชิ้นดี