เล่มที่5 บทที่ 146 มั่วเหนียง
“ดังนั้นพูดไปแล้วครั้งนี้พระโพธิสัตว์หลิงของพวกเราโมโหแล้วหรือ?”
ซูเช่อพลิกตัวมือข้างหนึ่งช้อนศีรษะ ดวงตาที่เปล่งประกายประดุจดวงดาวจ้องมองนางนิ่งๆ
ดูท่าการตัดสินใจออกมาหานางในวันนี้ถูกต้องจริงๆ มิเช่นนั้นจะมีโอกาสได้อยู่ในห้องกับนางเพียงลำพังได้อย่างไรไม่รู้ว่าข่าวนี้หากลอยไปเข้าหูของซั่งกวนเซ่าเฉินแล้วจะเป็นเช่นไร
“แต่ว่าเมื่อย้อนกลับพูดมาแล้วซั่งกวนเซ่าเฉินถึงกับเคยมาที่นี่กับเจ้าเพื่อตรวจรักษาด้วย?”
สมควรตายเขารู้สึกอิจฉาขึ้นมาเล็กน้อยแล้ว
“จวิ้นอ๋องน้อยไปสนใจเหล่าดอกท้อของท่านให้ดีเถอะมีบางคนข้าไม่คิดจะไปสนใจเพราะขี้เกียจจะทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่แต่หากคนพวกนั้นได้คืบจะเอาศอก ถือโอกาสนี้ปีนป่ายขึ้นมาอีกเช่นนั้นก็อย่าได้โทษว่าข้าลงมือไม่ไว้ไมตรีแล้ว ”
ในตอนที่ซูเช่อพูดว่าร้านอาหารถูกปิดประกอบกับได้เห็นว่าบุรุษชุดดำผู้นั้นมีฐานะไม่ธรรมดา นางก็เดาได้แล้วว่าคนผู้นั้นมีโอกาสมาจากจวนอัครเสนาบดี
ทั้งที่เป็นคนที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกันแต่กลับเป็นเพราะนางทำให้คนที่บ้านและร้านค้าต้องเดือดร้อนช่างเป็นการท้าทายขีดจำกัดของนางเหลือเกิน
“อย่าหากเจ้าต้องการสั่งสอนพวกเขา อย่าได้เห็นแก่หน้าของข้าเป็นอันขาด แน่นอนว่าหากเจ้าขาดคนแล้วละก็ ข้ายังสามารถช่วยเจ้าได้” มารร้ายก็คือมารร้ายวิธีการคิดล้วนแตกต่างจากผู้อื่น
ในยามที่หลิงมู่เอ๋อร์หันศีรษะไปมองนั้นก็เห็นเขาขยิบตาให้นางด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความลุ่มหลงหลิงมู่เอ๋อร์หายใจเข้าลึกทีหนึ่ง ได้แต่ส่ายหัวเบาๆ“ท่านชอบให้ร้ายผู้อื่นเช่นนี้ มารดาของท่านรู้หรือไม่?”
ซูเช่อสีหน้าชะงักไปครู่หนึ่งอาจเพราะได้ยินเสียงไอของป้าโม่ดังมาจากด้านในและบางทีอาจเป็นเพราะไม่ต้องการจะตอบคำถามนี้ เขากลับถามว่า“คนผู้นี้ดูแล้วคุ้นตาอยู่เล็กน้อย เมืองเฟิ่งอยู่ไกลขนาดนี้เจ้ารู้จักกับนางได้อย่างไร?”
“เรื่องนี้ก็ไม่รบกวนให้จวิ้นอ๋องน้อยต้องลำบากใจแล้ว”หลิงมู่เอ๋อร์เห็นเขาไม่ตอบตน ตนเองก็ไม่คิดจะสนใจเขานำมือทั้งสองใส่เข้าไปในผ้าห่มอย่างว่าง่าย “พระโพธิสัตว์ผู้นี้จะนอนแล้วหากท่านมีความสามารถ ก็จ้องไปจนฟ้าสว่างเถิด”
กล่าวจบหลิงมู่เอ๋อร์หลับตา เพียงครู่เดียว ก็รู้สึกว่ามีสายลมบางเบาระลอกหนึ่งพัดผ่านในยามที่หลิงมู่เอ๋อร์ใกล้จะหลับลึกนั้น ข้างหูก็มีเสียงที่น่าฟังดังมา “ฝันดีโพธิสัตว์หลิง”
ป้าโม่อยากจะขอบคุณหลิงมู่เอ๋อร์ดีๆฟ้าเพิ่งสว่างก็ลุกขึ้นมาแล้ว แต่กลัวว่าจะรบกวนผู้มีพระคุณ ฝีเท้าของนางก้าวเบาปรากฏว่าเมื่อออกมา ก็เห็นคุณชายท่านหนึ่งกำลังพักผ่อนอยู่หน้าประตู
ได้ยินเสียงฝีเท้าซูเช่อก็หันมามอง ทำสัญญาณมือให้เงียบเสียง เขาไม่หันไปยังดีทันทีที่หันไปก็ทำให้ตนเองต้องตกใจจนสะดุ้ง
เมื่อคืนดึกมากแล้วเขามิได้เห็นใบหน้าของป้าโม่อย่างชัดเจน วันนี้ได้ใกล้ชิดในระยะใกล้เช่นนี้เขารู้สึกว่า ใบหน้าที่ชราภาพนี้ อวัยวะทั้งห้านี้ ราวกับเคยปรากฏในที่ใดมาก่อน
“ท่านป้าโม่ท่านอาศัยอยู่ที่นี่มาโดยตลอดหรือ?”
ซูเช่อเห็นนางตักน้ำจะทำอาหารก็รีบเข้าไปช่วย ป้าโม่ชอบเจ้าหนุ่มที่รู้ความเช่นนี้ “เกือบยี่สิบปีแล้วท่านอย่าได้เห็นว่าหมู่บ้านนี้เล็ก แต่เงียบสงบมาก ที่จริงแล้วเมื่อคืนท่านไม่จำเป็นต้องเฝ้ายามให้นาง หลายปีมานี้หมู่บ้านของเราไม่เคยเกิดเรื่องใดมาก่อนเลย ทำให้ผู้ที่อยู่อาศัยเป็นสุข”
ถูกท่านป้ามองความในใจออกซูเช่อเพียงยิ้มอย่างอ่อนโยน แต่ดวงตาทั้งคู่นั้นราวกับจะมองนางให้ทะลุ“ดวงตาของท่านป้า หรือว่ามีปัญหาใด?”
“พูดไปแล้วก็เป็นเรื่องเมื่อหลายปีก่อน หากมิใช่เพราะได้พบกับแม่นางหลิงเกรงว่าคงจะบอดนานแล้ว” กล่าวจบ ป้าโม่ยังถอนใจครั้งหนึ่ง “แต่ว่าแม่นางบอกว่าดวงตานี้ของข้ายังสามารถรักษาได้ และก็เป็นเพราะนาง ข้าจึงยังรอดชีวิตมาได้ไม่ว่าจะขอบคุณอย่างไรก็ไม่พอจริงๆ”
นางตักน้ำและนวดบะหมี่เสร็จวางแผนจะทำขนมเปี๊ยะไส้น้ำตาลที่นางเชี่ยวชาญให้หลิงมู่เอ๋อร์
เมื่อก่อนทุกครั้งหลังจากรักษาเสร็จนางล้วนอยากรั้งหลิงมู่เอ๋อร์ไว้ให้อยู่กินข้าว แต่ผลคือ ไม่ว่าอย่างไรคนเขาก็ไม่ตกลงวันนี้ ในที่สุดก็ได้โอกาสแล้ว
“ท่านป้าเหตุใดท่านจึงตื่นเช้าเช่นนี้เล่า ฟ้ายังไม่สว่างเลย”หลิงมู่เอ๋อร์หาวพร้อมกับเดินออกมาจากห้องห้องครัวของป้าโม่อยู่ในเพิงที่ก่อแยกขึ้นมาด้านนอกหลังหนึ่งเมื่อมองซูเช่อที่สดชื่นไปทั้งตัวอีกครั้ง นางขยี้ดวงตา“จวิ้นอ๋องน้อยเป็นเพราะสภาพแวดล้อมไม่ดีพอทำให้นอนไม่หลับหรือ?”
“อืมแน่นอนว่าเปิ่นหวางต้องนอนบนด้ายทองคำที่นุ่มนวลจึงจะสมกับฐานะ”ซูเช่อดึงนางไปอีกด้าน กล่าวอย่างลึกลับว่า“ที่อยู่ของท่านป้าท่านนี้ห่างไกลเช่นนี้ พวกเจ้ารู้จักกันได้อย่างไรเจ้ารู้ชื่อของนางหรือไม่?”
หลิงมู่เอ๋อร์แสร้งหัวเราะเยาะ“มิน่า หลายปีมานี้จวิ้นอ๋องน้อยไม่ยอมแต่งภรรยาที่แท้ความชอบส่วนตัวพิเศษถึงเพียงนี้”
“ข้ามีความชื่นชอบเช่นใดหรือว่าเจ้าอยากจะลองดูสักครั้งพอดีกับที่ตอนนี้ไม่มีใครมารบกวนเชื่อว่านำเจ้ากับท่านป้ามาฝึกฝีมือล้วนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า เจ้าเชื่อหรือไม่?”
หลิงมู่เอ๋อร์ไม่พูดเล่นกับเขาอีก“รู้จักกันโดยบังเอิญในเมืองหลวง สุขภาพของนางไม่ดีจากโรคที่เป็นมานานแล้วที่นี่ห่างจากเมืองหลวงจะบอกว่าไกลก็ไม่ไกล บอกว่าใกล้ก็ไม่ใกล้นางเป็นสตรีอายุมากที่ร่างกายไม่สะดวกผู้หนึ่ง ข้าจึงมาทำการรักษาที่นี่ทุกครั้งส่วนเรื่องชื่อแซ่ ข้ารู้ว่าแซ่มั่ว”
ราวกับได้ยินข่าวใหญ่ที่น่าตกใจจนฟ้าดินสั่นสะเทือนภูติเทพคร่ำครวญสองตาของซูเช่อว่างเปล่า ทั่วทั้งร่างชะงักงัน
“เจ้าไม่เป็นไรกระมังซูเช่อ?” หลิงมู่เอ๋อร์โบกมือเบื้องหน้าของเขาผ่านไปครู่หนึ่งฝ่ายหลังจึงได้สติกลับมา
“ท่านป้ากำลังเรียกพวกเราไปกินข้าวเช้า”อ้อมผ่านร่างของนาง ซูเช่อเดินดิ่งนำอยู่ด้านหน้าแต่สีหน้ากลับมิได้น่ามองเช่นเมื่อครู่อีก
นางไม่ได้พูดสิ่งใดผิดไปกระมัง
“แม่นางหลิงหญิงชราผู้นี้ไม่มีของดีอะไร ขนมเปี๊ยะไส้น้ำตาลนี้เป็นของที่ข้าชำนาญที่สุดก็ถือว่าเป็นการขอบคุณความช่วยเหลือของท่านในช่วงเวลาอันสั้นที่ผ่านมานี้”ป้าโม่นำขนมเปี๊ยะไส้น้ำตาลที่ทอดเสร็จแล้วส่งไปเบื้องหน้าของหลิงมู่เอ๋อร์อย่างระมัดระวังก่อนวางลง ยังตั้งใจใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดจานที่วางอยู่เบื้องหน้าอย่างละเอียด
“ขอบคุณท่านป้า”หลิงมู่เอ๋อร์ไม่อยากให้นางยุ่งยากจนเกินไปรีบเรียกให้นางนั่งลงด้วยกันหลังป้าโม่พยักหน้าก็คีบขนมเปี๊ยะไส้น้ำตาลที่เหลือลงในชามของซูเช่อในตอนที่นั่งลงนั้น ยังได้จัดความเรียบร้อยของเสื้อผ้าดูไปแล้วป้าโม่ก็เคยเป็นผู้ที่มีระเบียบวินัยเช่นกัน
“ท่านป้าโม่ช่างพิถีพิถันนักไม่ทราบว่าก่อนมาที่เมืองเฟิ่ง ท่านเคยอาศัยอยู่ที่ใดมาก่อน อีกทั้งเหตุใดร่างกายจึงได้มีบาดแผลจำนวนมากเช่นนี้?”
ป้าโม่รู้สึกเพียงว่านี่เป็นความสงสัยที่คนหนุ่มสาวมีต่อนาง จึงมิได้คิดมาก“ก่อนหน้านี้ข้าก็อาศัยอยู่ในเมืองหลวง แต่เป็นเพียงปุถุชนธรรมดาเท่านั้นต่อมาประสบกับเรื่องบางอย่าง คนในครอบครัวเสียชีวิตไปหมดได้พบพี่น้องที่ดีผู้หนึ่งคอยดูแลเอาใจใส่ จึงได้มาที่เมืองเฟิ่งด้วยกันส่วนร่างกายนี้…”
ความเจ็บปวดวาบขึ้นในก้นบึ้งดวงตาของท่านป้าแต่สายตานั้นกลับทอดยาวห่างไกล ราวกับเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานหลายปีแล้วในยามที่มองซูเช่อนั้น ในสายตาที่พร่าเลือนของนาง มีความขมขื่นวาบผ่าน “ส่วนแผลเป็นเพียงอาการที่เกิดจากการตรากตรำมานานหลายปีเท่านั้น”
ซูเช่อมิได้เชื่อหลิงมู่เอ๋อร์ย่อมไม่เชื่อเช่นกัน แต่ท่านป้าไม่อยากพูด พวกเขาล้วนไม่มีทางบังคับ
ท่านพ่อกับท่านแม่ของนางยังเป็นห่วงนางอยู่หลังจากที่ป้าโม่พยายามรั้งไว้ถึงสามครั้งหลิงมู่เอ๋อร์ก็นำขนมเปี๊ยะน้ำตาลที่เหลือกลับเมืองหลวง
ตลอดทางซูเช่อกลัดกลุ้มไม่มีความสุข
“จวิ้นอ๋องน้อยร่างกายมีที่ใดไม่สบายหรือข้าตรวจดูให้ท่านสักหน่อยดีหรือไม่?”
ซูเช่อจึงได้เงยศีรษะขึ้นมาแม้จะยังคงเป็นรอยยิ้มที่อ่อนโยนแต่ในรอยยิ้มกับมีความขมขื่นเพิ่มขึ้นมาอีกหลายส่วน “เจ้าเป็นแพทย์เจ้าดูออกใช่หรือไม่ว่าอาการเจ็บป่วยของคนผู้หนึ่งเกิดจากการบาดเจ็บหรืออายุที่มากขึ้นใช่หรือไม่ไม่ทราบว่าสามารถบอกข้าได้หรือไม่ว่า อาการของป้าโม่ที่แท้เป็นเช่นใดกันแน่”
หลิงมู่เอ๋อร์ไม่รู้ว่าเหตุใดเขาจึงอยากรู้เรื่องของหญิงชรานางหนึ่งถึงเพียงนี้แต่ยังคงตอบเขาอย่างละเอียด “ร่างกายของป้าโม่ไม่ได้เกิดจากอายุจริงๆที่ขามีอาการบาดเจ็บเก่า กระดูกขาแตกหัก น่าจะเป็นการกระทำของมนุษย์ยังมีดวงตาคู่นั้น มิได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติแต่เป็นฝีมือของมนุษย์อีกเช่นกันข้าเคยลองเลียบเคียงถามนางดู แต่นางไม่เต็มใจที่จะพูด คิดว่าอดีตในช่วงนั้นคงจะเจ็บปวดมากกระมัง ก็ไม่รู้ว่าเป็นผู้ใดที่โหดเหี้ยมถึงเพียงนี้ท่านก็คงจะมองออกว่า ยามที่ป้าโม่ยังเยาว์วัยนั้นน่าจะเป็นหญิงที่งดงามผู้หนึ่งอย่างแน่นอน
แน่นอนว่างดงามอย่าพูดถึงแต่ยามเยาว์ ต่อให้เป็นตอนนี้เมื่อเปรียบกับคนในวัยเดียวกันแล้วก็ดูสง่างามมีเสน่ห์กว่ามาก
แม้จะสวมอาภรณ์เก่าทั้งชุดแม้จะใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเฟิ่งซึ่งเป็นอำเภอที่ค่อนข้างล้าหลังนี้แต่อาภรณ์ของนางเรียบร้อยเป็นระเบียบ ราวกับมีการใส่ใจอยู่ตลอดเวลานี่เป็นเรื่องที่หญิงชราทั่วไปไม่อาจทำได้
“ข้ายังมีเรื่องบางอย่างที่ต้องทำขอแยกกันตรงนี้ ยังมีเรื่องที่เจ้าโดนลักพาตัว อย่าได้ลงมือโดยพลการล้วนมอบให้ข้า”
ทิ้งคำพูดไม่กี่คำไว้อย่างน่าอึดอัดซูเช่อจากไปอย่างเด็ดเดี่ยว หลิงมู่เอ๋อร์อ้าปากยังคิดจะพูดสิ่งใดแต่เห็นเงาหลังที่อ้างว้างของเขาก็ขมวดคิ้วแน่น
“มู่เอ๋อร์เจ้ากลับมาแล้วหรือ?” เสียงของหยางต้าหนิวดังมาจากทางเบื้องหลังท่านลุงมักตื่นแต่เช้า เห็นว่าเป็นมู่เอ๋อร์จริงๆ เขาก็ดีใจจนรีบกลับไปปลุกทุกคน
“เจ้าสาวน้อยคนนี้ไปที่ใดมากันหือ เกิดสิ่งใดขึ้น ใช่ระหว่างทางพบเรื่องอะไรเข้าหรือไม่จวิ้นอ๋องน้อยเล่า เหตุใดจึงมิได้กลับมากับเจ้าด้วย?”
หยางซื่อที่เดิมก็ไม่ได้นอนทั้งคืนเมื่อได้ยินเสียงก็รีบพุ่งออกมาอย่างรีบร้อน วนสำรวจรอบตัวหลิงมู่เอ๋อร์ไปรอบหนึ่งมั่นใจวางนางไม่ได้รับบาดเจ็บ จึงได้ถอนใจอย่างโล่งอก จับมือทั้งคู่ของนางไว้แน่น“ทำให้พวกเราห่วงจะแย่แล้ว จากนี้ห้ามออกไปรักษาโรคข้างนอกในตอนกลางคืนอย่างเด็ดขาดเลยนะ”
เห็นท่าทางหวั่นวิตกของทุกคนในใจของหลิงมู่เอ๋อร์ก็มีความอบอุ่นกระแสหนึ่งไหลผ่านนี่เป็นความอบอุ่นที่ชาติที่แล้วไม่เคยได้มีมาก่อนชาตินี้ราวกับจะแผดเผานางให้ร้อน
“ท่านแม่ท่านพ่อ ท่านยาย ท่านลุง ขอโทษด้วยเจ้าค่ะ ทำให้พวกท่านกังวลแล้วเมื่อวานเป็นเพราะเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้นจริงๆ ทำให้กลับมาช้าแล้วแต่พวกท่านวางใจได้ เรื่องเช่นนี้จะไม่มีครั้งที่สองอีกแน่นอนจวิ้นอ๋องน้อยเพราะมีเรื่องสำคัญต้องทำจึงกลับไปก่อนแล้ว”
หลิงมู่เอ๋อร์ไม่อยากให้พวกเขาถามเรื่องที่เมื่อวานถูกลักพาตัวอย่างละเอียดเพื่อเลี่ยงมิให้ต้องคอยกังวลทั้งวัน จึงรีบเบี่ยงความสนใจของทุกคน“เรื่องเมื่อวานข้าได้ยินซูเช่อเล่าทั้งหมดแล้ว ท่านพ่อตอนนี้ร้านอาหารยังเปิดทำการตามปกติกระมัง? แขกที่มาทานข้าวมีการแสดงออกใดที่ผิดปกติหรือไม่? เป็นเพราะข้ายังแข็งแกร่งไม่พอทำให้คนพวกนั้นใช้ประโยชน์จากช่องโหว่”
หลิงต้าจื้อรีบส่ายหัว“ข้าได้ยินจวิ้นอ๋องน้อยบอกหมดแล้ว เป็นจวิ้นจู่น้อยจื่อซีผู้นั้นหาความสนุกนั่นเป็นเด็กสาวที่ดุร้าย ครั้งนี้ได้รับการสั่งสอนแล้วคิดว่าคงไม่ก่อเรื่องอีกไม่เกี่ยวกับมู่เอ๋อร์ ”
จากที่ไกลจูชีเมื่อได้ยินข่าวที่หลิงมู่เอ๋อร์กลับมาอย่างปลอดภัยก็รีบออกมาแค่มองก็เห็นหลิงจือเซวียนยืนอยู่ที่ประตูอย่างโมโห ในดวงตาเต็มไปด้วยไอสังหาร“พี่หลิง ท่านเป็นอะไรไป? มู่เอ๋อร์กลับมาแล้วท่านควรดีใจจึงจะถูกเหตุใดจึงไอสังหารคุกรุ่นเช่นนี้เล่า”
จึงได้สติกลับมาหลิงจือเซวียนรีบเก็บงำไอสังหารนั้น ฝืนยิ้มออกมา “ข้าไม่เป็นไร ถึงเวลาแล้วไปกันเถอะ พวกเราไปคารวะท่านอาจารย์ด้วยกัน”
สภาพของหลิงจือเซวียนในช่วงนี้ไม่ปกติเมื่อครู่ดวงตาคู่นั้นยิ่งหนาวเหน็บ จูชีหันศีรษะกลับมามองหลิงมู่เอ๋อร์ที่อยู่ไกลออกและก็มองเขาอย่างไม่วางใจ มือข้างหนึ่งวางลงบนไหล่ของเขา“ข้ากับท่านเพียงพบหน้าก็ราวรู้จักกันมานาน แม้จะไม่รู้ว่าในใจของท่านคิดสิ่งใดแต่ไอสังหารเมื่อครู่ของท่านไม่อาจหลอกคนได้ พี่หลิง อย่าได้ลืมปณิธานเดิมของท่านความฝันของท่าน ไม่อาจทำเรื่องที่ย้อนกลับไปไม่ได้เด็ดขาดข้าเชื่อว่าน้องมู่เอ๋อร์ก็ไม่ต้องการเห็นท่านหุนหันเช่นกัน”