“จ้าวหมินิ่ เ้าไม่ลองถามฉิงอ๋องดูเล่าว่าพระองค์คิดอย่างไรกับคำพูดของเ้า” ซูหยุนหรานเงยหน้าขึ้นไปยิ้มให้กับคนที่ยืนอยู่บนชั้นสองของโรงน้ำชา
จ้าวหมินิ่กลับไม่เชื่อ นางหัวเราะออกมาอย่างไม่เกรงใจ “ซูหยุนหราน เ้ากำลังโกหกผู้ใด เราสามคนนั่งอยู่ที่นี่ตั้งนานแล้ว หากฉิงอ๋องอยู่ที่นี่จริงแล้วเหตุใดพวกเราถึงไม่รู้ หากเ้าคิดจะแต่งเื่ให้ข้ากลัว ไม่สู้เ้าบอกไปเลยสิว่าเสียนอ๋องก็อยู่ที่นี่ด้วย ข้าจะให้ชิงหว่านฟ้องเสียนอ๋องเสียเลยว่าเ้าพูดถึงพระองค์ในทางไม่ดี แล้วยังจะให้ชิงหว่านบอกเสียนอ๋องด้วยว่าที่เ้าตกน้ำวันนั้นเป็แผนของเ้าเอง”
“เ้าก็ฟ้องเลยสิ ข้าไม่กลัวเพราะข้าไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น” ซูหยุนหรานหันไปยิ้มให้น้องสาว “หรือจะเป็เ้าก็ได้นะซูชิงหว่าน อยากใส่ร้ายข้าต่อหน้าเสียนอ๋องอย่างไรก็ได้ เพราะฉิงอ๋องและเสียนอ๋องอยู่ที่นี่ตั้งนานแล้ว ทั้งสองพระองค์ย่อมรู้ว่าผู้ใดพูดปดและผู้ใดพูดความจริง ซูชิงหว่าน...เ้าเคยบอกข้าเสมอว่าเสียนอ๋องเชื่อคำพูดของเ้ามากที่สุด รวมถึงเื่ไม่ดีของข้าก็เป็เ้าที่เล่าให้เสียนอ๋องฟัง ครั้งนี้ข้าก็อยากรู้ว่าพระองค์ยังจะเชื่อคำพูดของเ้าอยู่ไหม ”
“แต่ที่หมินิ่พูดมาก็มีส่วนถูกนะเ้าคะ วันที่ท่านตกลงไปในน้ำไม่ใช่แผนการที่ท่านจะเ้าหาเสียนอ๋องจริงหรือ” ซูชิงหว่านถามด้วยใบหน้าใสซื่อ “เพราะทุกครั้งที่อยู่ต่อหน้าเสียนอ๋องมักจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับท่านเสมอ”
“พวกเ้าก็เลยคิดว่าที่ข้าตกลงไปน้ำวันนั้นเป็แผนของข้า!” กู้หยูหรานนั่งยิ้มอย่างสบายใจ “ไหนเ้าลองบอกเหตุผลมาซิว่าทำไมข้าต้องทำแผนที่เป็อันตรายถึงชีวิตตัวเองแบบนั้นด้วย”
“ก็เพราะวันนั้นเสียนอ๋องยืนอยู่ใกล้สระน้ำมากที่สุด หากเสียนอ๋องลงไปช่วยเ้า พระองค์ก็ต้องแต่งเ้าเข้าจวนเพราะเ้าถูกพระองค์ััร่างกาย ที่เ้าทำทั้งหมดก็เพราะอิจฉาและอยากแย่งเสียนอ๋องมาจากชิงหว่าน” จ้าวหมินิ่พูดเสียงดังฟังชัด
“ซูชิงหว่าน เ้าก็คิดกับข้าเหมือนที่สหายของเ้าคิดหรือ” ซูหยุนหรานหันไปถามน้องสาว
ซูชิงหว่านไม่ตอบคำถาม แต่นางแสดงสีหน้าคับข้องใจและน้อยใจออกมาในเวลาเดียวกัน ซึ่งนั่นก็เท่ากับคำตอบของนางแล้ว
“ข้าขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่าข้าไม่เคยสนใจเสียนอ๋องของเ้ามาก่อน และทุกครั้งที่มีเหตุเกิดขึ้นกับข้าเพราะมีคนจงใจทำให้มันเกิดขึ้น แต่ก็เอาเถอะ ข้าี้เีจะอธิบายแล้ว” ซูหยุนหรานเงยหน้าขึ้นไปมองที่ชั้นสองอีกรอบ “ฉิงอ๋องเพคะ คุณหนูจ้าว คุณหนูฝู รวมถึงคุณหนูรองซูกล่าวว่าพระองค์เป็คนต้องคำสาป พระองค์คิดอย่างไรเพคะ”
ฉิงอ๋องและเสียนอ๋องเดินลงมาจากชั้นสอง ทันทีที่แม่นางทั้งสามเห็นท่านอ๋องทั้งสองพระองค์ พวกนางรีบคุกเข่าลงทันที
“คุณหนูจ้าว ไม่รู้ว่าอ๋องต้องคำสาปเช่นข้าไปทำอะไรให้เ้าไม่พอใจเ้าถึงได้มาพูดจาให้ร้ายข้าเช่นนี้” ฉินจื่อฉิงถามเสียงเรียบ
จ้าวหมินิ่ตัวสั่น “เป็...เป็เื่เข้าใจผิด หม่อมฉันไม่ได้พูดถึงพระองค์ในทางร้ายเลยเพคะ”
“คุณหนูฝู แล้วเ้าเล่า เ้ามีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับอ๋องต้องคำสาปเช่นข้า” ฉินจื่อฉิงถามฝูอิงอิ๋ง
“หม่อม...หม่อมฉันไม่มีความเห็นเพคะ” ฝูอิงอิ๋งตอบเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยินเสียง
“คุณหนูรองซูเล่า” ฉินจื่อฉิงไล่ถามทีละคน
“พอแล้ว! เ้าจะถือสาหาความกับสตรีไปทำไม พวกนางคงไม่ได้ตั้งใจพูดถึงเ้าเช่นนั้นหรอก” เสียนอ๋องพูดขึ้นพร้อมกับมองไปที่ซูหยุนหราน “คงเพราะบางคนจงใจบิดเบือนความจริง และนางคงอยากยืมมือเ้าให้ทำร้ายคน เ้าอย่าได้หลงกลสตรีมากเล่ห์คนนั้น”
“บิดเบือนความจริงหรือไม่เราทั้งคู่ล้วนรู้ดีแก่ใจ” ฉินจื่อฉิงมองไปที่ซูหยุนหรานก่อนจะก้มลงมองไปที่สตรีทั้งสามนาง “ในเมื่อครั้งนี้ข้ากับคุณหนูใหญ่ซูถูกวิจารณ์อย่างไม่เป็ธรรมเพราะเหตุการณ์ที่นางตกลงไปในสระน้ำแล้วเป็ข้าที่ช่วยเหลือนางขึ้นมา เพื่อให้พวกคนปากมากทั้งหลายเลิกพูดเื่นี้กันเสียที ข้าขอยืนยันว่าวันนั้นไม่ใช่คุณหนูใหญ่ซูที่จงใจ แต่นางถูกคนผลักตกลงไปในน้ำจริง และที่ข้าลงไปช่วยนางเพราะข้าเห็นว่าไม่มีใครสนใจที่จะลงไปช่วยนางสักคน ข้าทนใจดำเห็นคนตายไปต่อหน้าต่อตาไม่ได้ แม้กระทั่งเวลาอยู่ในสนามรบข้าก็ไม่เคยปล่อยให้ใครตายไปต่อหน้า นับประสาอะไรกับการะโลงน้ำเพื่อไปช่วยคน ส่วนที่แม่นางทั้งสามกล่าวหาว่าคุณหนูใหญ่ซูวางแผนตกน้ำเพื่อเข้าหาเสียนอ๋อง เช่นนั้นก็ต้องถามเสียนอ๋องแล้วว่าพระองค์ไปฟังเื่ไร้สาระและไม่มีมูลเช่นนี้มาจากผู้ใด แล้วเหตุใดคนผู้นั้นถึงจงใจพูดจาใส่ร้ายผู้อื่นจนทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายเช่นนี้”
เสียนอ๋องขมวดคิ้วแล้วหันไปมองซูชิงหว่าน เื่ไม่ดีของซูหยุนหรานรวมถึงเื่ที่ซูหยุนหรานแกล้งล้มต่อหน้าเขาที่จวนเสนาบดีและครั้งหลังสุดที่นางเพิ่งตกลงไปในสระน้ำใกล้กับบริเวณที่เขายืนอยู่ ล้วนเป็ซูชิงหว่านที่บอกเขาว่าเป็แผนของซูหยุนหรานทั้งสิ้น ‘หรือจะเป็หว่านเอ๋อที่อยากใส่ร้ายพี่สาว แต่แล้วอย่างไร...ในเมื่อข้าชอบหว่านเอ๋อ ต่อให้นางจะใส่ร้ายซูหยุนหรานไปบ้างก็ไม่เห็นเป็อะไร’
ซูหยุนหรานมองเสียนอ๋องอย่างรู้ทันความคิด ‘ไอ้โง่เอ๊ย! แค่เห็นสตรีบีบน้ำตาเข้าหน่อยก็ทนไม่ได้แล้ว ไม่แปลกใจหรอกที่ในหนังสือประวัติศาสตร์บอกไว้ว่าหลังจากที่เ้าขึ้นครองราชย์ได้ไม่ถึงสองปี แคว้นต้าสุ่ยก็เกือบตกไปเป็ของแคว้นชิง หากไม่มีฉิงอ๋องกู้สถานการณ์คืนมาได้ เ้าคงถูกศัตรูฆ่าตายในฐานะเชลยศึกไปแล้ว’
“ในเมื่อไม่ใช่เื่จริงก็ให้แล้วกันไป” เสียนอ๋องพูดขึ้นพร้อมกับมองไปที่ซูชิงหว่านด้วยสายตาอ่อนโยน “หว่านเอ๋อ เ้าไปตักเตือนสหายของเ้าด้วยว่าอย่าได้พูดเื่นี้ขึ้นมาอีก”
“เพคะ หว่านเอ๋อจะตักเตือนพวกนางให้ดีและจะไม่ให้ผู้ใดพูดถึงเื่นี้อีกเพคะ” ซูชิงหว่านรับคำเสียงอ่อนหวาน ทั้งยังไม่ลืมที่จะหันไปยิ้มเยาะให้กับซูหยุนหราน
ซูหยุนหรานรู้ว่าคำพูดของเสียนอ๋องถือเป็การจบเื่แล้ว หากนางยังโวยวายต่อก็เท่ากับเป็การล่วงเกินเสียนอ๋อง แต่จะให้นางยอมเลิกราไปง่ายๆ ก็คงจะอึดอัดตาย ในเมื่อล่วงเกินเสียนอ๋องไม่ได้ เช่นนั้นก็คงต้องพึ่งฉิงอ๋องแล้ว
“อย่างไรข้าก็เสียชื่อเสียงเพราะปากของพวกนางทั้งสามคนมานานแล้ว อีกทั้งเสียนอ๋องยังออกหน้าแทนคนรักถึงขนาดนี้ ข้าที่เป็เพียงสตรีในเรือนที่ไม่มีผู้ใดคอยหนุนหลังจะไปล่วงเกินและขัดคำสั่งของเสียนอ๋องได้อย่างไร” ซูหยุนหรานหันไปมองฉินจื่อฉิงด้วยสายตาเห็นใจ “แต่ฉิงอ๋องสิเพคะ ฉิงอ๋องถูกสตรีทั้งสามนินทาว่าร้ายอย่างสนุกปาก พวกนางกล้าแม้กระทั่งเรียกฉิงอ๋องว่าเป็คนต้องคำสาป ทั้งที่ผู้คนมากมายต่างก็เคารพฉิงอ๋องในฐานะเทพาที่ปกป้องแคว้นต้าชิงให้พวกเราได้อยู่กันอย่างสงบสุข หากข้าเป็ฉิงอ๋อง ข้าคงสั่งลงโทษพวกนางไปบ้าง เพื่อให้พวกนางระมัดระวังคำพูดมากกว่านี้”
ฉินจื่อฉิงหรี่ตามองซูหยุนหรานอย่างรู้ทัน เขาไม่เชื่อหรอกว่าแม่นางผู้นี้จะเป็ห่วงชื่อเสียงของเขาจริง นางแค่้ายืมมือเขาเพื่อสั่งสอนสตรีทั้งสามคนนี้เท่านั้น แต่เอาเถอะ ไหนๆ ก็ช่วยเหลือกันมาหลายครั้งแล้ว ครั้งนี้จะยอมให้นางยืมมือทำร้ายคนอีกครั้งก็แล้วกัน
“คุณหนูจ้าว คุณหนูฝู คุณหนูรองซู” ฉินจื่อฉิงมองไปที่สตรีทั้งสาม “เื่ที่พวกเ้านินทาข้ากับคุณหนูใหญ่ซู ในเมื่อเสียนอ๋องช่วยออกหน้าข้าก็จะไม่เอาความ แต่เื่ที่พวกเ้าพูดจาให้ร้ายว่าข้าเป็อ๋องต้องคำสาป ข้าคิดว่าเพื่อเป็การตักเตือนให้พวกเ้ารู้ว่าสิ่งใดควรพูดสิ่งใดไม่ควรพูด เช่นนั้นข้าขอสั่งให้พวกเ้าเก็บตัวอยู่ในบ้านหนึ่งเดือน และคัดคำว่าระวังวาจามาส่งให้ข้าคนละห้าร้อยจบก็แล้วกัน”
สตรีทั้งสามได้ฟังคำของฉิงอ๋องก็หน้าเสีย ฉิงอ๋องสั่งลงโทษให้พวกนางคัดคำว่าระวังวาจาถึงห้าร้อยจบต่อหน้าผู้คนมากมาย ไม่เท่ากับบอกให้ทุกคนรู้ว่าพวกนางเป็สตรีปากมากหรอกหรือ
ซูชิงหว่านได้แต่หันไปมองซูหยุนหรานอย่างโมโห ‘คอยดูเถอะ วันนี้ข้าต้องให้ท่านพ่อลงโทษเ้าให้หนัก โทษฐานที่เ้าทำให้ข้าเสียหน้าต่อหน้าผู้คน’
ซูหยุนหรานไหนเลยจะสนใจ นางรีบเดินตามฉิงอ๋องออกไปข้างนอก และยังถือวิสาสะะโขึ้นรถม้าของเขาโดยที่เขายังไม่ได้รับอนุญาตด้วยซ้ำ
ส่วนเซียงเซียงก็รู้งาน นางนั่งอยู่ข้างคนบังคับรถม้าของจวนอ๋อง ซึ่งก็ไม่ใช่ใคร แต่เป็เผยหยวนจื่อ หนุ่มเ้าสำราญที่เซียงเซียงจำได้ขึ้นใจ
“คุณชายรองเผย ท่านมาขับรถม้าให้ฉิงอ๋องได้อย่างไรเ้าคะ หากตระกูลเผยรู้ พวกเขาจะไม่ตำหนิท่านหรือ”
“เ้ารู้จักข้าด้วยหรือ?” เผยหยวนจื่อถามอย่างสงสัย
“ข้าย่อมจำผู้มีพระคุณได้สิเ้าคะ” เซียงเซียงยิ้มกว้าง “แต่ท่านคงจำข้าไม่ได้หรอก เพราะเหตุการณ์วันนั้นมันชุลมุนมาก”
เผยหยวนจื่อก็ยังไม่เข้าใจ “ข้าความจำดีมากนะ แต่ทำไมข้าถึงจำเ้าไม่ได้”
“วันนั้นเป็เทศกาลรำลึกถึงบรรพบุรุษ ข้าเอาของไปเซ่นไหว้หลุมศพของบิดามารดาที่สุสานนอกเมือง แต่อยู่ดีๆ ก็เกิดลมพัดแรง ผู้คนต่างวิ่งหนีกันให้วุ่น แต่ข้าถือของไหว้ไว้เต็มมือนอกจากวิ่งไม่ทันคนอื่นเขา ข้ายังถูกคนวิ่งชนจนของไหว้หล่นเกลื่อนพื้น ไม่เท่านั้น...ข้ายังเกือบถูกคนเหยียบตายไปแล้วเ้าค่ะ ดีที่ท่านผ่านมาจึงช่วยข้าไว้ได้ทัน แต่ข้ายังไม่ทันจะได้ขอบคุณ ท่านก็หายไปแล้ว”
เผยหยวนจื่อนึกถึงอดีตตามคำบอกเล่าของเซียงเซียง ทำให้เขาจำได้ว่าวันนั้นคือวันที่เขาพาร่างของมารดาไปฝังไว้ในสุสานรวมกับชาวบ้านยากจนเพราะตระกูลเผยไม่อนุญาตให้นำร่างของมารดาไปฝังในสุสานของตระกูล และวันนั้นยังเป็วันที่เขาถูกขับออกจากตระกูลเผยด้วยเช่นกัน
เซียงเซียงสังเกตว่าเผยหยวนจื่อเงียบไป “คุณชายรองไม่ต้องคิดมากขนาดนั้น คิดไม่ออกก็ไม่ต้องคิดหรอกเ้าค่ะ เพราะข้าก็ไม่ใช่คนน่าจดจำอยู่แล้ว”
เผยหยวนจื่อมองหญิงสาวก็เห็นว่านางยังคงยิ้ม และรอยยิ้มของนางดูจริงใจมาก “เ้าไม่โกรธที่ข้าจำเ้าไม่ได้หรือ”
“ข้าจะโกรธท่านทำไมเ้าคะ” เซียงเซียงหันไปยิ้มให้เผยหยวนจื่อ “วันนั้นนอกจากลมจะพัดแรงแล้วฝนยังตกลงมาด้วย ข้าเห็นว่าท่านกำลังร้องไห้แสดงว่าท่านต้องมีเื่เสียใจ แต่ถึงอย่างนั้นท่านยังสละเวลาแล้วมาช่วยชีวิตข้าไว้ แล้วข้าจะมาโกรธที่ท่านจำข้าไม่ได้ด้วยเื่เล็กน้อยแค่นี้หรือเ้าคะ ข้าไม่ใช่คนไม่มีเหตุผลขนาดนั้นสักหน่อย”
“ขอบใจเ้าที่เข้าใจ แต่ตอนนี้ข้าไม่ได้เป็คนตระกูลเผยแล้ว เ้าไม่ต้องเรียกข้าว่าคุณชายรองอะไรนั่นหรอก”
เซียงเซียงมองไปที่เผยหยวนจื่ออย่างแปลกใจ แต่นางก็ไม่คิดละลาบละล้วงหาคำตอบ “เ้าค่ะคุณชายหยวนจื่อ”
ส่วนในรถม้า ฉินจื่อฉงกับซูหยุนหรานกำลังนั่งจ้องหน้ากันโดยไม่พูดไม่จา แต่เป็ซูหยุนหรานที่ทนไม่ได้ก่อน
“ข้ายังไม่ได้ขอบคุณที่ท่านช่วยชีวิตข้าวันนั้น และยังไม่ได้ขอบคุณที่วันนี้ท่านช่วยเอาคืนสตรีทั้งสามคนนั้นให้ข้าด้วยเ้าค่ะ”
“ข้าบอกไปแล้วว่าข้าทนเห็นใครตายต่อหน้าไม่ได้ เช่นนั้นเ้าก็ไม่ต้องมาขอบคุณข้าหรอก” ฉินจื่อฉิงตอบ
“แล้วถ้าเหตุการณ์นั้นทำให้ข้ากับท่านต้องแต่งงานกัน...”
“เ้ากังวลว่าต้องมาสมรสกับอ๋องต้องคำสาปอย่างข้าหรือ”
“ไม่ใช่เ้าค่ะ” ซูหยุนหรานรีบบอก
ฉินจื่อฉิงมองหญิงสาว “หมายความว่าเ้าเต็มใจแต่งงานกับข้า? เ้าไม่กลัวหรือ?”
จู่ๆ ซูหยุนหรานก็นึกไปถึงคำอธิษฐานสุดท้ายก่อนที่นางจะทะลุมิติมาอยู่ในยุคนี้ ‘หรือที่ฉันทะลุมิติมาเป็เพราะคำอธิษฐานที่ฉันขอจากดวงดาว หมายความว่าฉิงอ๋องคือคนที่ฉันตามหาหรือ’