ยอดหญิงสองแคว้น ทวงแค้นสองภพ

    บทที่ 36 ลงมือเหนือคาด

            กู้เทียนหลานเป็นชื่อต้องห้าม สายลับที่นางทิ้งเอาไว้ยิ่งลึกลับ กู้สุ่ยเย่ว์จำเป็นจะต้องระมัดระวังหากใช้ขุมกำลังนี้เพื่อไม่ให้คนค้นพบถึงความสัมพันธ์ที่ไม่ปกติระหว่างนางกับอันเสียนพวกเขาแสดงละครอยู่ตลอดเวลา

            เหตุใดผู้ดูแลชราร้านสุ่ยเย่ว์ต้องช่วยนางด้วยพวกเขาไม่ได้สนิทชิดเชื้อ อันเสียนมีนิสัยแปลกประหลาด เจ้าเล่ห์ใจเหี้ยมกล่าวได้ชัดว่าเป็นพ่อค้าเจ้าเล่ห์ผู้หนึ่งไม่มีทางทำเรื่องอย่างการหวังดีช่วยคนอยู่แล้ว กู้สุ่ยเย่ว์เลยเลือกการบีบบังคับนางพาดมีดไว้บนคออันเสียน บีบคั้นให้เขาทำงานให้ตนถึงอย่างไรชื่อเสียงหญิงร้ายกาจของตนก็ลือไปทั่วจวนอ๋องแล้ว

            ทั้งหมดนี้ดูแล้วไม่มีตรงที่ใดบกพร่อง

            ยามราตรี กู้สุ่ยเย่ว์นอนอยู่บนเตียง พลิกตาไปมานอนไม่หลับ

            นางคิดเรื่องไข่มุกมังกรคำรามอยู่ตลอด

            ตอนกลางวัน อันเสียนให้ปาไข่มุกมังกรคำรามลงพื้นแรงๆในเศษมุกด้านใน ประกายสีขาวส่องวูบออกมา ประกายสีขาวนั่นเป็นของสิ่งใดกัน กู้สุ่ยเย่ว์ความรู้กว้างขวางแต่ก็ยังยากแจกแจงความลับในเรื่องนี้

            สมบัติลับที่พูดถึงกันคงลึกลับยากหยั่งถึงเช่นนี้กระมัง

            วันที่สิบห้าเดือนสอง

            วันนี้เป็นวันแจกจ่ายเบี้ยหวัดให้เหล่าเจ้านายในจวนอ๋อง

            เปรียบกับจวนอื่นๆ แล้ว จวนอวิ๋นอ๋องไม่ได้ถือว่าใหญ่มากแต่ก็ไม่ได้ถือว่าเล็ก จากพระชายาผู้เฒ่าถึงเหล่าเรือนหลังของอวิ๋นอ๋องรวมกับคุณหนูนายท่านของแต่ละบ้านเบี้ยหวัดของคนเหล่านี้กลายเป็นสมุดบัญชีเล่มยักษ์เล่มหนึ่ง

            ผู้ดูแลอันร้านสุ่ยเย่ว์ไม่ได้ไร้น้ำยา แค่เวลาสั้นๆไม่กี่วัน จัดการทั้งหมดพวกนี้ได้อย่างชัดเจนทำออกมาเป็นเล่มบัญชีแสนละเอียดรอบคอบ ส่งมอบมาถึงมือกู้สุ่ยเย่ว์กู้สุ่ยเย่ว์เบิกเบี้ยหวัดพวกนี้มาจากห้องคลังสั่งให้พวกสาวใช้หลายคนแบ่งกันบรรจุตามจำนวนที่จดอยู่บนสมุดบัญชีจากนั้นส่งไปถึงมือเจ้านายแต่ละคน

            “พระชายา พระชายาเมิ่งกลัวว่าท่านฝั่งนี้คนไม่พอจึงสั่งให้บ่าวมาช่วยท่านแจกจ่ายเบี้ยหวัด” ยามเช้าตรู่หรูซิ่วก็มารายงานตัวที่นี่แล้ว

            กู้สุ่ยเย่ว์เองกำลังยุ่งหัวหมุน มีท่าทียินดีต่อการมาของหรูซิ่วยิ่ง “เจ้ามาได้พอดี ซีอวี้มีใจแล้ว”

            เดิมทีหรูซิ่วเตรียมคำพูดเป็นกระบุงไว้รับมือกู้สุ่ยเย่ว์ คิดไม่ถึงว่านางจะตอบตกลงง่ายๆ เช่นนี้ ยุ่งจนแม้แต่ความระแวดระวังก็ยังไม่มีในใจนางพลันยินดี รีบเข้าไปร่วมขบวนคนที่กำลังแยกกันบรรจุเงินพวกนั้น

            “นี่เป็นของที่ให้พระชายาผู้เฒ่า นี่เป็นของนายท่านรอง”

            หรูซิ่วได้ยินคำว่า ‘นายท่านรอง’คำเรียกนี้ ก็รีบขยับเข้าไป “ถุงนี้ให้นายท่านรองรึ ข้ารับผิดชอบเรือนฝั่งตะวันตกของนายท่านรองมอบให้ข้าก็แล้วกัน”

            สาวใช้นางนั้นไม่ได้สงสัยอะไร ส่งของให้หรูซิ่ว ของชิ้นนั้นเป็นเงินที่บรรจุอยู่ในถุงผ้าสีแดง ข้างนอกเขียนว่า ‘นายท่านรอง’

            หรูซิ่วรับถุงเงินออกจากประตูไป รอเลี้ยวพ้นหัวมุมแล้วเข้าไปยังจุดไร้ผู้คน หรูซิ่วแอบเปิดถุงผ้าดู

            สองตำลึงเงิน!

            หรูซิ่วพลันยินดี นายท่านรองเป็นน้องชายแท้ๆ ของท่านอ๋อง เป็นแก้วตาดวงใจของพระชายาผู้เฒ่า กอปรกับที่สุขภาพไม่ค่อยดีพระชายาผู้เฒ่าเอ็นดูเขายิ่ง ดังนั้นเบี้ยหวัดจึงค่อนข้างมาก เดิมทีได้ตั้งยี่สิบตำลึง

            เงินสองตำลึงนี้เป็นจำนวนที่อนุลำดับล่างของจวนอวิ๋นอ๋องควรได้รับ

            หากนายท่านรองพบว่าเบี้ยหวัดตนเองเท่ากับอนุลำดับล่าง...หรูซิ่วพอจะจินตนาการถึงไฟโทสะของนายท่านรองได้แล้วหากว่าทำให้พระชายาผู้เฒ่ามีโทสะต่อให้ท่านอ๋องจะอยากปกป้องกู้สุ่ยเย่ว์ก็ไร้ประโยชน์

            ผู้ดูแลอันร้านสุ่ยเย่ว์ทำงานเก่งอย่างที่คาด

            หรูซิ่วเหยียบเข้าไปในเรือนนายท่านรองอย่างอารมณ์ดี

            นายท่านรองกงซุนหลิน อายุสิบสี่ปี กำลังเป็นคุณชายหนุ่มแต่เพราะสุขภาพไม่ดีจึงพำนักอยู่แต่ในเรือนของตนเอง ออกมาข้างนอกน้อยมาก

            เรือนที่กงซุนหลินพักเป็นเรือนชั้นดี พอๆ กับเรือนที่ท่านอ๋องพำนักไม่ด้อยกว่ากัน เห็นได้ชัดถึงฐานะเหนือคนของนายท่านรอง

            หรูซิ่วเคาะประตูเรือนนายท่านรอง ไม่นาน บ่าวรับใช้อายุสิบสามสิบสี่คนหนึ่งวิ่งมาเปิดประตู

            “ซิ่วเก๋อเอ๋อร์ นี่เป็นเบี้ยหวัดของนายท่านรอง” หรูซิ่วยื่นเงินในมือออกไป

            บ่าวรับใช้รับเงินไว้ เอ่ยขอบคุณ นัยน์ตาหรูซิ่วกลิ้งกลอกก่อนจะเอ่ยขึ้น “ซิ่วเก๋อเอ๋อร์ มีเรื่องหนึ่งอยากบอกเจ้าก่อนสักหน่อย”

            “พี่หญิงเชิญกล่าว”

            “บัดนี้ที่คุมจวนอ๋องอยู่เป็นพระชายาเอก พระชายาเปิดดูบัญชีแล้ว คิดประหยัดค่าใช้จ่าย ดังนั้นจึงลดทอนเบี้ยหวัดรบกวนซิ่วเก๋อเอ๋อร์บอกกับท่านอ๋องสักหน่อย พระชายาเองก็ทำเพื่ออนาคตของจวนอ๋อง ขอนายท่านรองโปรดอย่าได้ถือสา”

            ได้ยินเช่นนี้สีหน้าบ่าวรับใช้แปรเปลี่ยนไปไม่น่าดูอยู่บ้าง

            นายท่านรองของพวกเขาฐานะใดกัน ต่อให้จวนอ๋องจะประหยัดอย่างไรก็ไม่ควรลดเบี้ยหวัดนายท่านรอง ดูท่าพระชายาคนใหม่จะจัดการเรื่องราวไม่เป็น

            บ่าวรับใช้บ่นอุบในใจ เอ่ยถามอีกครั้ง “แล้วของเรือนอื่นๆเล่า”

            “ของเรือนอื่นๆ ข้าไม่แน่ใจนักทว่าอนุที่พระชายาผู้เฒ่ามอบให้ท่านอ๋องเมื่อเดือนก่อนท่านนั้นเบี้ยหวัดถูกลดจากสามเหลือสองตำลึงเช่นกัน”

            หรูซิ่วพูดแล้วก็จากไป

            บ่าวรับใช้ถือถุงเงินเข้าไปในเรือน เปิดประตูกงซุนหลินกำลังเอนนอนอยู่บนเตียง ผมดำขลับดุจสีหมึก ใบหน้าที่เดิมควรหล่อเหลาซีดขาวนั่นเป็นใบหน้าที่คล้ายอวิ๋นอ๋องกงซุนอี้อยู่หกส่วน แต่เค้าโครงดูอ่อนโยนกว่าเล็กน้อย นัยน์ตาดำเจือแววห่างเหินเย็นชาทว่าไร้ซึ่งไอสังหารและความเหี้ยมเกรียม เปรียบกับกงซุนอี้แล้วนายท่านรองกงซุนหลินกล่าวได้ว่าอ่อนโยนดุจหยก

            “นายท่าน ในจวนแจกเบี้ยหวัดแล้วขอรับ”บ่าวรับใช้ยื่นถุงไปให้อย่างนอบน้อม

            กงซุนหลินไม่ได้รับ เอ่ยเสียงทุ้มต่ำ“เจ้าเปิดแล้วตกรางวัลจำนวนหนึ่งลงไปเถอะ”

            บ่าวรับใช้เปิดถุงเงินออก ตอนที่เห็นจำนวนเงินด้านในเบิกตาอ้าปากค้างทันใด ที่ใส่อยู่ในถุงเป็นแค่เศษเงินจำนวนหนึ่งบ่าวรับใช้นับวนไปมาอยู่หลายรอบถึงมั่นใจว่าในถุงนี้ใส่เงินแค่สองตำลึงเงินจริงๆ

            สีหน้าบ่าวรับใช้พลันแดงก่ำ “นายท่าน พระชายาท่านใหม่ทำเกินไปนักถึงกับลดเบี้ยหวัดท่านเหลือสองตำลึง เงินที่อนุจวนอ๋องได้ยังเป็นสองตำลึงเช่นกัน”

            บ่าวรับใช้เอ่ยแล้วก็รู้สึกไม่พอใจนัก

            นายท่านรองของพวกเขาอยู่ในจวนอ๋องดุจดั่งไข่มุกก็ไม่ปาน พระชายาผู้เฒ่าแทบอยากจะย้ายขนของที่ดีที่สุดมาไว้ในเรือนนายท่านรองฝั่งนี้นายท่านรองเคยได้รับความน้อยเนื้อต่ำใจเช่นนี้ที่ใดกัน

            สายตาอ่อนโยนของกงซุนหลินจ้องเศษเงินสองตำลึงนั่นสีหน้าไม่น่าดูอยู่บ้าง

            เดิมเขาสุขภาพไม่ดีอยู่แล้ว พำนักอยู่แต่ในเรือนมานานความรู้สึกอารมณ์อ่อนไหวอยู่บ้างพระชายาคนใหม่เพิ่งคุมจวนได้ไม่นานกลับลดเบี้ยหวัดเขาลงสิบเท่าตั้งไว้ระดับเดียวกับอนุชั้นล่าง หรือคิดว่าเขากับอนุจวนอ๋องไม่มีอะไรแตกต่างกันรึ สำหรับกงซุนหลินแล้วเงินสองตำลึงก็เท่ากับการดูแคลนและเหยียดหยามเขา

            กงซุนหลินสีหน้าดำคล้ำจับจ้องเงินสองตำลึงนั่นตาเขม็งในใจเกิดการคาดเดาต่างๆ นานา หรือท่านพี่คิดว่าตนเป็นเศษสวะ ไร้ประโยชน์ต่อจวนอ๋องทำได้เพียงถ่วงแข้งถ่วงขาจวนอ๋อง

            บ่าวรับใช้โมโหจนใกล้ระเบิดเต็มที “นายท่านบ่าวจะรีบไปแจ้งพระชายาผู้เฒ่า ให้พระชายาผู้เฒ่าทวงความเป็นธรรมให้ท่าน”

            บ่าวรับใช้เป็นคนที่พระชายาผู้เฒ่าเลือกเฟ้นมาอย่างดีสำหรับปรนนิบัติข้างกายนายท่านรองเว้นเพียงไม่กี่วัน พระชายาผู้เฒ่ามักเรียกเขาไปถามไถ่ความเป็นอยู่ของกงซุนหลินดังนั้น เขาจะพบพระชายาผู้เฒ่าไม่ใช่เรื่องยากอะไรขอเพียงบอกว่าเกี่ยวกับนายท่านรอง ไม่ว่าพระชายาผู้เฒ่าจะกินหรือว่าเข้านอนอยู่ก็ล้วนแต่จะรีบเรียกพบเขา

            บ่าวรับใช้ม้วนตลบเข้าไปในเรือนพระชายาผู้เฒ่าราวกับลมหมุนก็ไม่ปานเล่าเรื่องที่นายท่านตนไม่ได้รับความเป็นธรรมออกมาทั้งหมด

            พระชายาผู้เฒ่านิ่งฟังเงียบๆ นั่งอยู่ตรงนั้น ไม่ได้ขว้างปาถ้วยน้ำ ไม่ได้ด่าว่าแต่สีหน้าเขียวคล้ำยิ่ง ไม่น่าดูอย่างถึงที่สุด

            “พระชายา ด่านยากนี้ถือว่าผ่านพ้นไปเสียที”อิ่นจูเอ่ยอย่างโล่งอก ทว่าไม่นาน ใจนางก็เคร่งเครียดขึ้นอีกครั้ง“ผู้ดูแลอันโมโหจากไปแล้ว บอกว่าไม่ให้ท่านไปรบกวนเขาอีกแต่จวนอ๋องมีบัญชีตั้งมากมายขนาดนั้น เกรงว่าท่านคงยากจะจัดการ”

            “ไม่ใช่ ‘เกรงว่า’ แต่เป็น ‘แน่นอน’ ”กู้สุ่ยเย่ว์เอ่ยขึ้นเนิบช้า

            เดิมทีนางมีฐานะเป็นขุนศึกยังคงหลงเหลือนิสัยของเหล่าขุนศึกอยู่หลายอย่าง อย่างเช่นการอ่านหนังสือแล้วรู้สึกปวดหัว

            “ดูท่าคงต้องหาวิธีให้ผู้ดูแลอันรั้งอยู่ที่จวนอ๋องแล้ว”กู้สุ่ยเย่ว์เอ่ย

            ดวงตาอิ่นจูกระจ่างวูบ “หากว่ามีผู้ช่วยเช่นนี้พระชายาท่านคงดูแลจวนอ๋องได้ดีกว่าเมิ่งซีอวี้นักเพียงแต่ต้องทำอย่างไรถึงจะให้ผู้ดูแลอันรั้งอยู่ที่จวนอ๋องได้หรือเพคะ”

            ใช่แล้ว ควรหาข้ออ้างเช่นไรดีกันถึงจะสามารถให้อันเสียนรั้งอยู่ในจวนอ๋องอย่างไม่เผยพิรุธ

            “พระชายา พระชายาผู้เฒ่าต้องการพบท่านเพคะ”สาวใช้รีบรุดเดินเข้ามา เอ่ยรายงานขึ้น

            ตอนนี้ไม่ใช่เวลาคารวะทักทายยามเช้าและก็ไม่ใช่เวลามื้ออาหาร เหตุใดพระชายาผู้เฒ่าถึงต้องการพบพระชายากันอิ่นจูได้ยินแล้ว รู้สึกไม่สบายขึ้นมารางๆ

            “พระชายา” อิ่นจูเอ่ยอย่างไม่สบายใจอยู่บ้าง“หรือว่าเบี้ยหวัดจะเกิดปัญหาอะไรเพคะ”

            ทว่าบนใบหน้ากู้สุ่ยเย่ว์ไม่ได้แสดงท่าทีร้อนรนใดๆเหมือนจะคาดเดาได้แต่แรกแล้ว

            ตอนกู้สุ่ยเย่ว์ไปถึงเรือนพระชายาผู้เฒ่ามีคนจำนวนหนึ่งรออยู่ก่อนแล้ว

            พระชายารองอาสื่อน่าเหยียน พระชายารองเมิ่งซีอวี้ยังมีอนุอีกหลายนาง พระชายาผู้เฒ่านั่งอยู่ตรงกลาง แววตาดำคล้ำเคร่งขรึมสีหน้าไม่น่าดูยิ่ง

            ที่ปากประตู บ่าวรับใช้นายหนึ่งกำลังมองนางด้วยสายตาเกรี้ยวกราดเหมือนอยากเข้ามาทุบตีนางสักรอบ ด้านในประตูอาสื่อน่าเหยียนกำลังส่งสายตากังวลมาให้นาง

            เห็นชัดว่าทั้งหมดไม่ใช่ลางบอกเหตุถึงเรื่องดีๆ อันใด

            กู้สุ่ยเย่ว์เดินเข้าไปสีหน้าไม่เปลี่ยนสี คารวะพระชายาผู้เฒ่า เอ่ยขึ้น “ถวายพระพรเสด็จแม่”

            พระชายาผู้เฒ่ากำลังจิบชา คล้ายไม่สังเกตเห็นกู้สุ่ยเย่ว์อย่างไรอย่างนั้น ในอากาศก่อเกิดเป็นความอึดอัดสายหนึ่ง

            เวลาผ่านพ้นไปนาทีแล้วนาทีเล่า พระชายาผู้เฒ่ายังคงไม่เอ่ยวาจา กู้สุ่ยเย่ว์ค้างกายอยู่เช่นนั้นตลอด เห็นชัดว่าพระชายาผู้เฒ่าอารมณ์ไม่ดีอยากสั่งสอนกู้สุ่ยเย่ว์

            กู้สุ่ยเย่ว์ฝึกกำลังท่านั่งม้าได้ทั้งวันให้นิ่งค้างเช่นนี้อยู่ตลอดวันไม่เป็นปัญหา ทว่าอาสื่อน่าเหยียนกลับทนดูต่อไปไม่ไหวแล้ว ลุกขึ้นมาจากที่นั่ง เดินไปข้างกายกู้สุ่ยเย่ว์ คารวะไปทางพระชายาผู้เฒ่า “เสด็จแม่ ครั้งก่อนพี่หญิงเพิ่งบาดเจ็บหนักท่านอ๋องถึงกับเชิญหมอที่ดีที่สุดในเมืองหลวงมาดู หากว่าพี่หญิงบาดเจ็บอีกท่านอ๋องคงปวดใจนัก”

            พระชายาผู้เฒ่าถึงยอมเอ่ยปากขึ้น “นั่งสิ”

            คนเถื่อนถึงอย่างไรก็เป็นคนเถื่อน คิดว่าทำเช่นนี้แล้วจะช่วยกู้สุ่ยเย่ว์ได้รึ ยกท่านอ๋องมาข่มพระชายาผู้เฒ่า คงทำให้พระชายาผู้เฒ่ายิ่งโกรธกว่าเดิมกระมัง เห็นหน้าพระชายาผู้เฒ่าดำคล้ำขึ้นหลายส่วนเมิ่งซีอวี้ลอบหยามเยาะในใจ

            “สุ่ยเย่ว์ จวนอ๋องยากจนขนาดนี้แล้วรึที่ดินประจำบรรดาศักดิ์ของท่านอ๋องตั้งกว้างขวาง แต่ละปีมีคนจ่ายภาษีจ่ายบรรณาการข้าไม่รู้มาก่อนเลยว่าจวนอ๋องยากจนถึงขั้นนี้แล้ว”ถ้วยชาพระชายาผู้เฒ่ากระแทกลงบนโต๊ะ แววตาแหลมคมจับจ้องมองนาง

            พระชายาผู้เฒ่าบันดาลโทสะน้อยมากแต่หากบันดาลโทสะแล้วถือว่าน่ากลัวยิ่ง

            “หม่อมฉันไม่ทราบว่าเสด็จแม่กำลังพูดเรื่องอะไร” กู้สุ่ยเย่ว์เอ่ย คล้ายไม่รู้เรื่องอย่างไรอย่างนั้น

            “เบี้ยหวัดเดือนนี้ใช่เจ้ารับผิดชอบแจกจ่ายหรือไม่”

            “ใช่เพคะเสด็จแม่”

            “เจ้าได้ลดเบี้ยหวัดของแต่ละเรือนหรือไม่” พระชายาผู้เฒ่าถามเค้นต่อ

            ใบหน้ากู้สุ่ยเย่ว์ฉายแววแปลกใจอยู่บ้าง

            เมิ่งซีอวี้พอใจต่อสีหน้าของนางมาก

            “เสด็จแม่ ท่านคงเข้าใจพี่หญิงผิดพี่หญิงเกิดในตระกูลสูงศักดิ์ เกรงว่าคงไม่ได้เรียนคำนวณบัญชีบางทีพี่หญิงอาจไม่ได้คิดลดเบี้ยหวัดของทุกคนเพียงแค่คิดไม่ละเอียดเล็กน้อยเท่านั้น” เมิ่งซีอวี้เอ่ย

            ประโยคนี้ของเมิ่งซีอวี้ ผิวเผินเหมือนพูดแทนกู้สุ่ยเย่ว์แต่ความจริงแล้วกำลังขุดหลุมฝังนางอยู่

            หากตอบว่าใช่ ในเมื่อนางไม่เป็นบัญชีเหตุใดต้องรับงานนี้ไปด้วย นี่ไม่ใช่กำลังสร้างความวุ่นวายหรอกรึ

            หากตอบไม่ใช่เช่นนั้นจะเป็นการบอกชัดว่านางลดเบี้ยหวัดของแต่ละเรือนโดยพลการเช่นนั้นคงล่วงเกินคนทั้งจวนอวิ๋นอ๋อง

            เมิ่งซีอวี้รอคอยคำตอบของกู้สุ่ยเย่ว์ด้วยใบหน้าจริงใจใสซื่อ

            กู้สุ่ยเย่ว์ข้าอยากจะดูนักว่าเจ้าจะสามารถกุมอำนาจคุมจวนของจวนอ๋องไว้ได้หรือไม่