ฉีเมี่ยวพูดเช่นนี้เพื่อเป็การแนะนำสาวใช้ประจำตัวของตนต่อหน้าสาวใช้สี่เหลียนอย่างเป็ทางการข้อแรก เป็การหนุนหลังให้ปี้ย่วน ข้อสองเป็การให้เกียรติพวกนางซึ่งเป็คนที่ลั่วหย่งมอบให้ฉีเมี่ยววันหน้าก็เป็คนจวนโหวย่อมไม่คาดหวังว่าเมื่ออายุมากพอจะถูกสามารถออกนอกจวนเกรงว่าต้องแก่เฒ่าอยู่ในจวนโหวตลอดชีวิต ยิ่งกว่านั้นปี้ย่วนก็ไม่ใช่คนสร้างปัญหาปกติขยันขันแข็งอย่างยิ่ง ไม่ค่อยมีตัวตนและไม่น่ารำคาญดังนั้นปิงเหลียนและคนอื่นๆ จึงเกรงใจฉีเมี่ยว
คุยเล่นเช่นนี้ทำให้พวกสาวใช้สนิทสนมกันมากขึ้น ฉีเมี่ยวก็มีความสุขอย่างยิ่ง
นางมองออกว่าจวนโหวที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้ไม่ใช่บ้านของนางเรือนชิ่นหยวนเล็กๆ ถึงเป็บ้านของนางกับไป๋ซีอวิ๋นบัดนี้คนในลานบ้านล้วนเป็ครอบครัวของนางครอบครัวรักใคร่กลมเกลียวถึงใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจ ในลานบ้านนี้นอกจากปี้ย่วนที่เหลือล้วนเป็คนที่ลั่วหย่งเลือกมาเช่นเดียวกับสาวใช้สี่เหลียนก็คุ้นเคยซึ่งกันและกันปี้ย่วนห่างเหินกับพวกเขาอยู่บ้างอย่างเลี่ยงไม่ได้แม้นางไม่ค่อยคุ้นเคยกับปี้ย่วน แต่ปี้ย่วนเป็คนซื่อสัตย์ซ้ำยังได้รับความไว้วางใจจากไป๋ซีอวิ๋น ฉีเมี่ยวย่อมเต็มใจที่จะยกย่องนางสักหน่อย
ขณะที่พูดคุยสาวใช้น้อยที่ทางเดินก็รายงานว่า “ฮูหยินซื่อจื่อชนะแล้วเ้าค่ะ”
ฉีเมี่ยวรีบลุกขึ้นพาสาวใช้ไปห้องปีก
ไป๋ซีอวิ๋นเอียงตัวพิงหมอนสี่เหลี่ยมอมยิ้มอย่างเหนื่อยล้า
ทรงผมของก่วนจวินเยี่ยนยุ่งเหยิงเล็กน้อยจ้องมองกระดานหมากด้วยท่าทางไม่พอใจ
ฉีเมี่ยวเอียงตัวนั่งข้างไป๋ซีอวิ๋นคว้ามือของเขาจับชีพจร “วันนี้ยอมให้ท่านเล่นสองตาก็เหนื่อยล้าแล้วพรุ่งนี้กับวันมะรืนนี้ไม่ให้วางหมาก ควรพักสักสองวัน”
ขณะที่จับชีพจรััข้อมือของไป๋ซีอวิ๋นภายใต้การจ้องมองของเขา ฉีเมี่ยวยังรู้สึกแปลกหน้าไม่สบายใจแต่คำพูดที่สั่งให้เขาพักผ่อนกลับพูดออกมาอย่างเป็ธรรมชาติ
ไป๋ซีอวิ๋นกลับจับมือของนางไม่ยอมปล่อย
มือของฉีเมี่ยวถูกจับไว้อย่างกะทันหันนางรู้สึกเพียงมือใหญ่ของเขาที่ข้อต่อกระดูกชัดเจนยังเย็นอยู่บ้างใช้แรงไม่มากนักในการจับมือของนางเอาไว้แต่ก็ไม่ยอมให้นางหลุดพ้นถ้ายามนี้ขัดขืนเขาขึ้นมา เกรงว่าก่วนจวินเยี่ยนทางนั้นจะสังเกตเห็นแล้วหัวเราะเยาะจึงได้แต่นั่งตัวตรงอย่างเยือกเย็น ใช้ชายผ้าและแขนเสื้อปกปิดการเคลื่อนไหวของเขา
ที่จริงยามนี้ก่วนจวินเยี่ยนไม่ได้สนใจการเคลื่อนไหวเล็กน้อยของทั้งคู่เลยเพราะตัวเขาไม่นึกว่าตนเองลำบากศึกษามาระยะหนึ่ง สุดท้ายพบกันอีกครั้งเขาก็ยังแพ้ “ท่านป่วยอยู่ตลอดไม่ใช่หรือ เหตุใดฝีมือหมากล้อมก้าวหน้าขึ้นอีกแล้ว”
“เพราะป่วยอยู่ตลอด ทำเื่อื่นไม่ได้ จึงศึกษาโจทย์หมากล้อมมาโดยตลอดบางครั้งไม่มีแรงแม้แต่ลุกขึ้นนั่งด้วยซ้ำเพื่อฆ่าเวลาจึงแข่งหมากล้อมกับตนเองในหัว”ไป๋ซีอวิ๋นยิ้มแย้ม เสียงทุ้มต่ำแฝงด้วยเสียงแหบแห้ง คำพูดเอื่อยเฉื่อยฟังดูสบายใจอย่างยิ่ง“น้องสามฝึกยุทธ์ทุกวันก็ใช้เวลาไปมากถึงเพียงนั้นทั้งเรียนเขียนอ่านและเรียนหมากล้อม ฝีมือหมากล้อมก้าวหน้าเช่นนี้ได้พี่ชายผู้โง่เขลาก็เทียบไม่ติดแล้ว”
ก่วนจวินเยี่ยนรู้สึกดีขึ้นไม่น้อยพยักหน้าพูดว่า “ท่านพูดถูก เวลาและเรี่ยวแรงของคนเรามีจำกัดมุ่งมั่นเรียนรู้ด้านเดียวลึกซึ้งกว่าเรียนรู้หลายด้านมากนัก”
“ย่อมเป็เช่นนี้”
ฉีเมี่ยวเห็นไป๋ซีอวิ๋นตั้งใจคุยเล่นกับผู้อื่นเป็ครั้งแรกแอบคิดว่าที่แท้ถ้าคนผู้นี้ตั้งใจพูดคุยก็ทำให้คนรู้สึกราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านได้เช่นกันเพียงแต่ปกติเขาป่วยบ่อย ซ้ำยังผอมจนหน้าตาบิดเบี้ยวทำให้คนคิดว่าเขาอึมครึมไม่น่าใกล้ชิดอย่างเลี่ยงไม่ได้โชคดีที่ลั่วหย่งกับก่วนจวินเยี่ยนสองคนเป็คนมหัศจรรย์ จึงไม่ได้จู้จี้มากถึงขั้นนั้น
“ซื่อจื่อเหนื่อยแล้ว งีบหลับสักพักเถอะ”ฉีเมี่ยวโน้มน้าวให้เขาพักผ่อน
ก่วนจวินเยี่ยนได้ยินคำพูดนี้เลยลุกขึ้นพูดว่า “ข้าก็เหนื่อยแล้ว ขอไปพักผ่อนสักหน่อย” ขยับกายลงพื้นจัดเสื้อคลุมยาว จากไปโดยไม่อำลาฉีเมี่ยว
“นิสัยเขาเป็เช่นนั้น เมี่ยวเอ๋อร์อย่าได้ถือสา”
ฉีเมี่ยวหันข้างมองอีกฝ่ายดวงตาของเขาแฝงด้วยแสงอ่อนโยน ทำให้คนมองข้ามใบหน้าบิดเบี้ยวเสียรูปของเขา “ข้าจะถือสาได้อย่างไร มองออกว่าคุณชายก่วนเป็คนไม่ยึดติดเื่เล็กน้อย คราแรกข้ายังระมัดระวังเขาอยู่บ้างยามนี้ไม่มีความรู้สึกเช่นนั้นแล้วจริงๆ”
“งั้นก็ดี เ้าปฏิบัติต่อเขาเหมือนเป็น้องชายของข้าเช่นนั้นก็พอไม่ต้องเห็นเป็คนนอก”
ฉีเมี่ยวพยักหน้า
ขณะที่พูดสาวใช้เก็บกระดานหมากและโต๊ะสี่เหลี่ยมไม้จันทร์แดงขนาดเล็กออกบนเตียงหลัวฮั่นว่างเปล่า ฉีเมี่ยวก็ดึงหมอนสี่เหลี่ยมออกจากข้างหลังของไป๋ซีอวิ๋นไปหยิบหมอนลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมืองมาให้เขาหนุน “ท่านนอนที่นี่สักพักข้าจะไปเตรียมอาหารย่อยง่ายๆ ให้ท่าน”
ไป๋ซีอวิ๋นพยักหน้าจากนั้นคว้ามือของนางมาจับไว้ “ลำบากเ้าแล้ว”
แสงอาทิตย์แดงเรื่อขึ้นสู่สองแก้มฉีเมี่ยวเม้มริมฝีปากแดงส่ายหน้า แล้วก็ออกไปราวกับวิ่งหนีผู้ใดบอกว่าคนป่วยหนักนิสัยแปลกประหลาดเ็าแม้แต่ความรู้สึกอึมครึมในยามแรกยังเป็เพียงภาพลวงตา!ยามนี้ฉีเมี่ยวรู้สึกว่าสามีของตนเป็สุภาพบุรุษผู้อ่อนโยนดุจหยกอย่างเห็นได้ชัดแน่นอนว่ามองข้ามใบหน้าของเขา
ขณะที่ฉีเมี่ยวเตรียมโจ๊กปลาที่ห้องครัวก็คิดว่านางไม่เพียงแต่ต้องฟื้นฟูร่างกายของเขายังต้องดูแลใบหน้าของเขาให้ดีด้วยเพราะยามนี้นางอยากเห็นเหลือเกินว่าแท้จริงแล้วไป๋ซีอวิ๋นควรเป็อย่างไร
ระหว่างฉีเมี่ยวยุ่งอยู่ในห้องครัวเล็กเวิ่นเหลียนที่อยู่ดูแลไป๋ซีอวิ๋นในห้องก็มาทำความเคารพหน้าเตียงหลัวฮั่น “ซื่อจื่อ”
ไป๋ซีอวิ๋นนอนตะแคงหันหน้าเข้าด้านในได้ยินคำพูดนี้ก็ลืมตาขึ้น พูดคำเดียวอย่างเ็า “พูด”
“ฮูหยินสั่งให้พวกเราผลัดกันไปเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของเรือนจินเซียงกับเรือนจิ่นซิ่ววันนี้ได้รู้ว่า...”เวิ่นเหลียนเล่าเื่ไป๋หย่งชุนถูกภรรยาเอกไล่ตีสั้นๆ ได้ใจความ จากนั้นพูดว่า “ยามนั้นอวี้เหลียนเสนอให้ฮูหยินลอบเผยแพร่เื่นี้ออกไป ฮูหยินปฏิเสธ”
ไป๋ซีอวิ๋นกะพริบตาพูดเสียงเรียบ “ว่าอย่างไร”
“ฮูหยินบอกว่า อย่างไรเสียนั่นเป็บิดามารดาของท่านแพร่ออกไปกลัวท่านไม่ชอบ”
เวิ่นเหลียนรายงานแล้วก้มหน้ายืนอยู่ที่เดิมได้ยินเพียงเสียงกระทบดังติ๊กต่อกจากนาฬิกาลูกตุ้มแบบตะวันตกที่มุมผนังห้องด้านนอก
ฟังไปประมาณกว่าสิบครั้งถึงได้ยินไป๋ซีอวิ๋นพูดเสียงเรียบ “เวิ่นเหลียนเ้ารู้ผิดหรือไม่”
เวิ่นเหลียนชะงักคุกเข่าลงดังตุบ เหงื่อซึมหน้าผากอย่างรวดเร็ว ไม่รู้ว่าตนเองผิดที่ใด
“วันหน้า ความตั้งใจของฮูหยินก็คือความตั้งใจของข้า”
ใบหน้าของเวิ่นเหลียนร้อนผ่าวราวกับไฟเผาในชั่วพริบตาคุกเข่าโขกหัวอย่างตื่นตระหนกทันทีพูดว่า “ซื่อจื่อโปรดระงับโทสะบ่าวรู้ผิดแล้ว”
ไป๋ซีอวิ๋นกำลังบอกนางว่าอย่าทำตัวอวดฉลาดเฝ้าดูการกระทำของซื่อจื่อฮูหยินลับหลังเพื่อเอาใจเขาเพราะในสายตาของซื่อจื่อ ฐานะของฮูหยินสำคัญอย่างยิ่งเื่ที่นางทำไม่ว่าถูกหรือผิด เขายอมตามได้เสมอ
เวิ่นเหลียนตื่นตระหนกจนตัวสั่นก่อนหน้านี้ลั่วหย่งพูดกับพวกนางชัดเจนแล้ว ไป๋ซีอวิ๋นผู้นี้เ็าโหดร้ายเป็เ้านายนักวางแผนเหนือชั้นไม่ไว้หน้าผู้ใดอย่างแท้จริงนิสัยแปลกประหลาดเ็าอย่างยิ่ง ถ้าพวกเขารับใช้ได้ดีก็ช่างเถอะถ้ารับใช้ไม่ดีสูญเสียชีวิตน้อยๆ ถึงยามนั้นต่อให้เป็เขาก็ช่วยพวกนางไม่ได้
เพราะรู้เื่นี้เวิ่นเหลียนถึงอยากแสดงฝีมือต่อหน้าไป๋ซีอวิ๋น ผู้ใดจะรู้ว่าคิดผิด
“ไปเถอะ” ไป๋ซีอวิ๋นหลับตาอีกครั้ง “ข้าจำได้ว่าเ้าทำอาหารเก่ง”
“เ้าค่ะ เดี๋ยวบ่าวจะไปห้องครัวช่วยฮูหยินเตรียมอาหาร บ่าวขอตัว” เวิ่นเหลียนโขกหัว ถอยออกไปอย่างนอบน้อม
เมื่อถึงทางเดินถูกลมหนาวยามเย็นพัดผ่านเวิ่นเหลียนถึงพบว่าเสื้อชั้นในของตนเปียกโชกไปด้วยเหงื่อเย็น
เดิมทีอีกสามคนกำลังเฝ้าทางเดินเห็นนางแล้วก็ล้อมเข้ามา เวิ่นเหลียนเพียงส่ายหน้า พูดว่า “ข้าไปห้องครัวช่วยฮูหยิน พวกเ้าเฝ้าซื่อจื่อ”
พวกนางผ่านการฝึกพิเศษต่างก็ฉลาดหลักแหลมทั้งนั้นชั่วครู่เดียวก็เข้าใจแล้ว สายตาที่มองห้องครัวเล็กก็เคารพเลื่อมใสขึ้นมาก
ดูท่าตำแหน่งของซื่อจื่อฮูหยินในใจซื่อจื่อไม่อาจสั่นคลอน
• ••
ยามนี้เรือนจิ่นซิ่วของเหล่าไท่จวินเละเป็โจ๊กจางซื่อผมเผ้ายุ่งเหยิงคุกเข่าอยู่บนพื้น สะอึกสะอื้นร้องไห้อย่างโศกเศร้าเสียใจ
ไป๋หย่งชุนคุกเข่าห่างออกไปข้างชั้นวางสมบัติชายผ้าและแขนเสื้อถูกกรรไกรตัดเป็รอยแหว่งสองรอยซ้ำยังมีรอยทิ่มหนึ่งรอยบนแขนของเขา มีเืออกเล็กน้อยเดิมทีเขาถูกขัดจังหวะระหว่างทำเื่ดีกับฉินเอ๋อร์ก็ฉุกละหุกอยู่แล้วบัดนี้ถูกวิ่งไล่อีก เสื้อผ้าหน้าผมเละเทะไปหมด นับว่าน่าสมเพชเหลือทน
เหล่าไท่จวินนั่งขัดสมาธิบนเตียงหลัวฮั่นล้อมสามฝั่งริมหน้าต่างหมุนประคำหยกแข็งในมือเป็ระยะๆ อมยิ้มอ่อนๆ พูดว่า “พวกเ้าสองสามีภรรยา ถึงวัยใกล้อุ้มหลานชายกันแล้วบัดนี้ยังทะเลาะกันเช่นนี้ ไม่กลัวพวกคนรุ่นหลังรู้แล้วหัวเราะเยาะ จางซื่อเ้าเป็แม่สามีไม่อยากตั้งตัวต่อหน้าลูกสะใภ้หรือ”
จางซื่อสะอึกสะอื้นพูดว่า“ท่านแม่สั่งสอนถูกต้อง แต่ท่านโหวทำเกินไปแล้วพาหญิงแพศยานางนั้นไปห้องหลัก หลายปีถึงเพียงนี้ข้าอดทนเพื่อครอบครัวของพวกเรามาโดยตลอดเก็บความลับนั้นไม่ยอมแพร่งพราย ความทุกข์ในใจข้าท่านแม่คงรู้ท่านโหวอยู่ข้างนอกเ้าชู้อย่างไรก็ช่างเถอะ ขอเพียงไม่พาคนมาใกล้ข้าข้าก็อดทนแล้วแต่เขาไม่ควรเลยจริงๆ ไม่ควรอยากได้ฉีซื่อซ้ำยังรับสาวใช้ฉินเอ๋อร์แล้วไปทำเื่เช่นนั้นในห้องข้าท่านแม่โปรดทวงความยุติธรรมให้ลูกสะใภ้”
นางสะอึกสะอื้นพูดไปร้องไห้ไปทุกประโยคแทงใจดำของเหล่าไท่จวินกับไป๋หย่งชุนโดยแท้
เื่ในยามนั้นพวกเขาก็ผิดต่อจางซื่อจริงๆ
แต่ขณะที่ผิดต่อจางซื่อพวกเขาก็ไม่ได้เสียหายไปด้วยหรือ เพื่อรักษาความลับรักษาความร่ำรวยมีเกียรติของสกุลไป๋เื่นี้กลับถูกจางซื่อยกมาพูดหลายปีเพียงนี้
โดยเฉพาะนางยังพูดเื่เขาอยากได้ฉีซื่อต่อหน้าเหล่าไท่จวิน
ไป๋หย่งชุนโกรธจัดจะอ้าปากปฏิเสธแต่ก่อนจะเอ่ยปากก็ถูกเหล่าไท่จวินขึงตาหยุดยั้งหัวข้อสนทนา
“ท่านโหวก็พูดน้อยหน่อยเถอะ ยังไม่ไปคิดทบทวนในห้องหนังสือเรือนนอกอีก!”
เห็นเหล่าไท่จวินเป็เช่นนี้ไป๋หย่งชุนโกรธเพียงใดก็ไม่กล้าแล้ว รีบโขกหัวพูดว่า “ท่านแม่โปรดระงับโทสะ ลูกจะไปคิดทบทวน”
“รีบไสหัวไป อย่าอยู่ขวางหูขวางตาข้าที่นี่”เหล่าไท่จวินลุกขึ้นลงพื้น เท้าดอกบัวทองสามนิ้ว[1]สวมรองเท้าปักลายสีทองชาถือประคำเข้าใกล้จางซื่อสองมือจูงนางลุกขึ้น “เด็กดีแม่รู้ว่าลำบากเ้าแล้ว ให้เดรัจฉานผู้นั้นไปคิดทบทวนเอง เ้าอย่าได้ร้องไห้อีกเื่เช่นนี้แพร่ออกไปให้คนรู้เข้าไม่เพียงแต่หัวเราะเยาะถ้าให้ศัตรูในราชสำนักจับจุดอ่อนของท่านโหวได้ถึงยามนั้นเ้าดูสิว่าเ้าจะร้องไห้หรือไม่”
จางซื่อเองก็รู้ว่าเหล่าไท่จวินพูดถูกแต่เมื่อพูดเช่นนี้กลับยิ่งรู้สึกน้อยใจ
“แต่เขาเป็เช่นนี้ต่อไป ข้าเกรงว่าช้าเร็วจะเกิดเื่ตามมาท่านก็เห็นแล้ว ฉีซื่อที่เพิ่งแต่งเข้ามานั้นไม่ธรรมดาท่านโหวอยากได้นางมาโดยไม่คำนึงถึงจริยธรรมช้าเร็วต้องเกิดเื่ใหญ่ไม่ใช่หรือ”
[1] เท้าดอกบัวทองสามนิ้ว เป็ค่านิยมของคนจีนในสมัยโบราณที่จะทำการรัดเท้าสตรีเอาไว้หากผู้ใดเท้ายาวไม่เกิน 3 นิ้วนับเป็เท้าดอกบัวทองคำ ถือเป็สตรีที่งดงามและมีคุณสมบัติครบถ้วน