บรรยากาศภายในจวนฉีหวางยังคงเงียบเหงาอยู่เช่นนั้นประตูบานใหญ่ปิดสนิทงดรับแขก เ้านายน้อยผู้เดียวของจวนแห่งนี้ยัง้าเวลาพักผ่อนเพื่อฟื้นคืนกำลังและสติปัญญาที่เคยสูญเสียไปกับความทุกข์ตรม
หลินเยว่ชิงกลับมาพักอยู่ที่จวนฉีหวางได้ห้าวันแล้วตลอดห้าวันมานี้ นางทำเพียงพักผ่อนดื่มกินให้ตัวเองกลับมามีเรี่ยวแรงเช่นเคยเื่ความเรียบร้อยในจวนก็ให้ลู่กงกงเป็ผู้ดูแลตามเดิม
ตอนนี้จวนของนางเงียบเหงายิ่งนัก ด้วยจำนวนผู้ที่อาศัยลดลงไปมากแต่บรรดาทหารองครักษ์ที่เป็คนของบิดาก็ยังอยู่ครบทุกนาย ไม่มีผู้ได้หนีหายหรือ้าจะจากไปแม้ว่านายเหนือหัวของตนจะไม่อยู่แล้วก็ตามสำหรับกองทัพพยัคฆ์ทมิฬตอนนี้เสด็จลุงไท่จื่อเป็ผู้รับไปดูแลชั่วคราวกองทัพหลวงจะขาดแม่ทัพมิได้ จึงต้องมีผู้เข้ามาจัดการความสงบเรียบร้อยของทหารในทัพก่อนจะหาแม่ทัพที่เหมาะสมมารับตำแหน่งแทนได้
ทุกวันในยามเหม่า [1] หลินเยว่ชิงจะตื่นมาเดินออกกำลังกายทุกเช้า เด็กน้อยคิดว่าที่ผ่านมานางปล่อยให้ร่างกายของตนอ่อนแอยิ่งนักร่างเล็กจึงชวนเสี่ยวอวี้ให้ออกเดินรอบจวนเป็เพื่อนตน
“ท่านหญิงเพคะ..แดดเริ่มแรงแล้ว บ่าวว่าเข้าข้างในกันเถอะเพคะ ประเดี๋ยวจะไม่สบายเอาได้”
“อืม ไปกันเถอะ..พี่เสี่ยวอวี้ให้คนไปเตรียมน้ำมาให้ข้าอาบที”ร่างเล็กเอ่ยสั่งความนางกำนัลคนสนิท ก่อนจะเดินนำอีกฝ่ายกลับเรือนของตนไป
หลินเยว่ชิงใช้เวลาอาบน้ำผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ราวสองเค่อร่างเล็กอยู่ในชุดสีเขียวอ่อนสลับขาว ผมถูกมวยเป็ซาลาเปาสองผูกด้วยผ้าผูกผมสีเขียวเข้มปักลายดอกเหมยกุ้ย[2] ดวงหน้าที่เคยซูบซีดบัดนี้กลับมาขาวเนียนระเรื่อแก้มที่เคยตอบก็กลับมาอวบอิ่มนุ่มนิ่มเช่นเดิม
ร่างเล็กเดินนำนางกำนัลคนสนิทตรงไปยังตำหนักเยว่เทียนหลินเยว่ชิงยังคงพักอยู่ที่เรือนเหิงเยว่ (ดวงจันทร์แห่งความเป็นิรันดร์) ของตนตามเดิมเรือนนี้เป็เรือนที่นางอยู่มาั้แ่จำความได้ส่วนอาเหนียงจะพักอยู่ที่ตำหนักเยว่เทียนกับอาเตี่ย บิดามารดาของนางไม่ค่อยจะสนใจเื่กฎระเบียบพวกนี้เท่าใดนักทั้งสองท่านจึงไม่จำเป็ต้องแยกเรือนนอน วันนี้นางมีเื่ที่จะต้องหารือกับท่านอาควนอีกมามายหลังจากพักผ่อนจนเพียงพอแล้วก็ได้เวลาทำตามแผนการเสียที
หลินเยว่ชิงเดินตรงไปยังโถงรับรองของตำหนักเยว่เทียนนางสั่งให้นางกำนัลยกสำรับอาหารขึ้นโต๊ะได้เลย...หลี่ควนที่ยืนรอนายของตนอยู่ก่อนแล้วในโถงรับรองเมื่อเห็นท่านหญิงน้อยเดินเข้ามาก็ทำความเคารพตามธรรมเนียมแม้อีกฝ่ายจะอายุน้อยกว่าตนมากโขแต่ด้วยยศตำแหน่งแล้วกลับสูงศักดิ์กว่าเขามากนัก
“คาราวะท่านหญิง พ่ะย่ะค่ะ”
หลินเยว่ชิงแย้มยิ้มมุมปากรับคำทักทายจากหลี่ควนก่อนจะเดินไปนั่งลงที่โต๊ะอาหารทันที
“ท่านอาตามสบาย เชิญนั่งเ้าค่ะ..พวกเ้าออกไปก่อน” ร่างเล็กเชิญผู้สูงวัยกว่าร่วมโต๊ะกับตนก่อนจะหันไปไล่นางกำนัลที่เหลือให้ถอยออกไปจากห้อง เหลือไว้เพียงเสี่ยวอวี้และลู่กงกงเท่านั้นที่ยังอยู่รับใช้ข้างกาย
“นี่ก็ยามเฉิน [3] แล้ว ไม่ทราบว่าท่านอาทานอะไรมาหรือยังเ้าคะ? ..ถ้าหากว่ายัง เช่นนั้นก็ช่วยรับมื้อเช้าเป็เพื่อนชิงเอ๋อร์ได้หรือไม่”
“ได้พ่ะย่ะค่ะ” หลี่ควนเอ่ยรับอย่างนอบน้อม ตอนนี้เขาอยู่ต่อหน้าธารกำนัลมากมายจะพูดสนิทสนมกับท่านหญิงมากเกินไปก็เกรงว่าจะดูไม่ดี
หลินเยว่ชิงยิ้มบางให้กับวาจาขององครักษ์หนุ่มมือเล็กคีบอาหารเข้าปากอย่างแช่มช้าสง่างามเหมือนดังที่เคยได้รับการอบรมมาเป็อย่างดีจากมารดาและเด็กน้อยก็ยังไม่ลืมคีบอาหารไปวางบนชามให้องครักษ์คนสนิทของบิดา ที่บัดนี้กลายมาเป็คนของนางไปแล้วเรียบร้อย
หลังจากผ่านพ้นอาหารมื้อเช้าหลินเยว่ชิงจึงเชิญหลี่ควนไปปรึกษาหารือเื่ต่างๆ ที่ห้องหนังสือของอาเตี่ย
“ลู่กงกง เฝ้าไว้อย่าให้ผู้ใดเข้ามาใกล้ห้องหนังสือได้”ร่างเล็กหันไปสั่งความกับพ่อบ้านของจวน
“พ่ะย่ะค่ะ” ลู่ซื่อเหลียนเอ่ยรับคำท่านหญิงน้อยอย่างหนักแน่นร่างสูงยืนเฝ้าประตูห้องหนังสืออย่างแข็งขัน
เมื่อเห็นว่าลู่กงกงทำตามที่สั่งแล้วหลินเยว่ชิงจึงผินหน้าไปหานางกำนัลคนสนิทของตน “พี่เสี่ยวอวี้เข้ามาข้างในด้วยกันเถอะเพราะเื่ที่ข้าจะพูดวันนี้เกี่ยวข้องกับพี่ด้วย”
“เพคะ” เสี่ยวอวี้ตอบรับอย่างไม่อิดออดก่อนจะเดินตามร่างเล็กเข้าไปด้านใน เด็กสาวตั้งปณิธานกับตนเองว่า..ไม่ว่าท่านหญิงน้อยจะสั่งให้นางทำสิ่งใดต่อให้บุกน้ำลุยไฟนางก็ยินดีจะทำตามทุกอย่าง
เมื่อทั้งสามคนเข้ามาในห้องหนังสือแล้วหลินเยว่ชิงก็เดินไปนั่งลงบนเก้าอี้แปดเซียนที่อยู่เื้ัโต๊ะทรงงานตัวใหญ่ของบิดา
เสี่ยวอวี้รีบเข้าไปรินชาโม่ลี่ฮวา [4]ที่ผสมน้ำผึ้งเล็กน้อยเพื่อลดความขมให้กับท่านหญิงน้อยของนางก่อนจะเดินไปรินชาให้ท่านองครักษ์หลี่ตามลำดับ แล้วจึงถอยไปยืนด้านข้างนายหญิงอย่างรอรับคำสั่ง
หลินเยว่ชิงปรายตาไปทางเสี่ยวอวี้เล็กน้อยก่อนจะบอกให้อีกฝ่ายนั่งลง เมื่อเห็นว่าทุกคนพร้อมที่จะฟังนางแล้ว ร่างเล็กจึงเอ่ยความออกมา“ท่านอา..พอจะบอกชิงเอ๋อร์ได้หรือไม่เ้าคะ ว่าองครักษ์เงาทั้งสิบของอาเตี่ยเหลือรอดกี่คน?”
“เรียนท่านหญิง ตอนนี้เหลือเพียงแค่สี่จากสิบขอรับ..ที่เหลือต่างสิ้นชีพเพราะปกป้องหวางเย่จากการลอบสังหารครั้งนี้”
“ชิงเอ๋อร์ขอพบพวกเขาได้หรือไม่?”
“ได้ขอรับ ท่านหญิงจะให้เรียกออกมาตอนนี้เลยหรือไม่?”
“เรียกมาเลย” หลินเยว่ชิงยังคงนั่งนิ่งรอคอยคนอยู่ทันทีที่สิ้นเสียงสัญญาณลับจากองครักษ์หนุ่ม ร่างเงาในชุดสีดำสนิทปกปิดั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้าเหลือเพียงแค่ดวงตาเท่านั้นที่ยังคงมองเห็นอยู่ก็ปรากฏตัวเบื้องหน้านางอย่างเงียบเชียบในทันใด
“คาราวะท่านหญิงพ่ะย่ะค่ะ!” เสียงกล่าวแสดงความเคารพดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียงจากร่างสูงในอาภรณ์ดำทั้งสี่
“ลุกขึ้นก่อนเถิด..แล้วเราค่อยมาคุยกัน”หลินเยว่ชิงเอ่ยกับบุรุษทั้งสี่ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย เด็กน้อยไม่เคยเจอพวกเขาเหล่านี้มาก่อนแต่บิดาเคยบอกว่า มีท่านอาทั้งหลายในเงามืดที่คอยปกป้องนางและอาเหนียงอยู่ใกล้ๆ เวลาที่อาเตี่ยไม่ได้อยู่ด้วยกันแต่พวกเขาจะไม่แสดงตัวให้รับรู้จนกว่านางจะตกอยู่ในอันตรายจริงๆ นางไม่รู้จักพวกเขาเหล่านี้แต่แน่นอนว่าพวกเขาล้วนต้องรู้จักนางเป็อย่างดี
อี้เหิงหัวหน้าองครักษ์เงาวัย 20หนาว ได้ยินท่านหญิงน้อยสั่งให้ลุกขึ้น ชายหนุ่มไหนเลยจะกล้าลุก ความผิดของพวกเขาที่มิอาจปกป้องนายของตนได้มีเพียงแค่ความตายเท่านั้นที่รออยู่พวกเขาทุกคนต่างได้รับาเ็สาหัสจากการลอบสังหารครั้งนี้ และเมื่อฟื้นคืนสติขึ้นมาก็แทบอยากจะปลิดชีพตนเองตามผู้เป็นายไปเลยด้วยซ้ำ แต่กลับถูกท่านหลี่ควนห้ามเอาไว้ก่อนซ้ำยังบอกให้พวกเขามาขอรับโทษจากท่านหญิงแทน
“พวกกระหม่อมมีความผิดสมควรตาย..ขอท่านหญิงโปรดลงอาญาด้วยพ่ะย่ะค่ะ”อี้เหิงเป็ตัวแทนของทุกคนเพื่อกล่าวขอรับโทษ
หลินเยว่ชิงมองตรงไปยังชายชุดดำทั้งสี่ที่นั่งอยู่เบื้องหน้าตนด้วยสายตายากจะคาดเดา“ท่านมีนามว่าเยี่ยงไร?”
“อี้เหิงพ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านอยากให้ข้าลงโทษพวกท่านอย่างไรรึ?”
“โทษของพวกกระหม่อมคือความตายสถานเดียวพ่ะย่ะค่ะ”
หลินเยว่ชิงหรี่ตามองผู้เป็องครักษ์เงาของบิดาอย่างพินิจพิเคราะห์ถูกว่าตามกฎเมื่อองครักษ์ไม่สามารถปกป้องผู้เป็นายได้ต้องรับโทษตายเท่านั้นแต่ถ้าให้พวกเขาเหล่านี้ตายไปแล้วจะมีประโยชน์อันใด มิสู้เก็บพวกเขาไว้ใช้งานเองไม่ดีกว่าหรือ
“ท่านอี้เหิง บอกท่านหญิงผู้นี้หน่อยเถิดหากท่านตายไปแล้วจะมีสิ่งใดดีขึ้นมางั้นรึ?” ร่างเล็กเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเ็ายิ่งกว่าเดิม
“….” อี้เหิงถึงกับไร้วาจาที่จะโต้ตอบร่างเล็กเบื้องหน้าตนท่านหญิงที่พวกเขาเคยเฝ้าดูมาตลอด ผู้ที่มีแต่ความใสซื่อไร้เดียงสาบัดนี้คิดอ่านเฉกเช่นเด็กสาวที่ผ่านโลกมาแล้วหลายสิบปีคำถามนี้ของท่านหญิงเขาก็ตอบตัวเองมิได้เช่นกัน
“หากพวกท่านอยากชดใช้ความผิดในครั้งนี้จริงๆก็จงช่วยข้าตามล่าคนชั่วเ่าั้ไม่ดีกว่ารึ..ถือเป็การแก้ตัวที่ท่านมิอาจปกป้องอาเตี่ยอาเหนียงของข้าไว้ได้”หลินเยว่ชิงยังคงนั่งมองบุรุษชุดดำทั้งสี่อย่างสุขุมไม่มีความประหม่าให้เห็นเลยสักนิด
ตึง! ตึง! ตึง! ตึง!
เสียงโขกศีรษะของบุรุษชุดดำทั้งสี่ดังสนั่นห้องหนังสือทำเอาผู้ที่ได้ยินเสียงถึงกับเจ็บแทนเลยทีเดียว
“พวกกระหม่อมสาบานว่าจะติดตามท่านหญิงและจะล่าตัวคนที่มันคิดร้ายกับจวนฉีหวางมาลงโทษให้ได้พ่ะย่ะค่ะ!!” เสียงเอ่ยคำสัตย์สาบานตนของเหล่าองครักษ์เงาทั้งสี่ดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน
“ดี ดี ดี” หลินเยว่ชิงกล่าวอย่างพอใจ“ข้ายังมิรู้จักพวกท่านเลยแนะนำตัวให้ข้ารู้ได้หรือไม่..และหากข้าจะขอเห็นใบหน้าพวกท่านด้วยจะเป็ไรหรือไม่?”
สิ้นคำกล่าวของท่านหญิงน้อย อี้เหิงก็เหลือบสายตาไปมองนางกำนัลน้อยข้างกายท่านหญิงและหันไปหาหลี่ควน
หลินเยว่ชิงเมื่อเห็นอาการเ่าั้ของอี้เหิงก็เข้าใจได้ทันทีโดยปกติองครักษ์เงาจะไม่เปิดเผยโฉมหน้าให้ผู้ใดได้เห็นนอกจากผู้เป็นาย “ท่านไม่ต้องกังวลหรอก ท่านอาควนและพี่เสี่ยวอวี้เป็คนที่ไว้ใจได้..พวกเขาจะไม่มีวันทรยศข้า”
เสี่ยวอวี้มองท่านหญิงน้อยของนางด้วยสายตาเทิดทูลมากว่าเดิมเด็กสาวไม่คิดเลยว่าท่านหญิงจะให้ความสำคัญกับนางถึงเพียงนี้ ร่างบางทิ้งตัวลงคุกเข่าทันที
ปึก!
“ข้าซินเสี่ยวอวี้ สาบานว่าจะไม่มีวันทรยศหักหลังท่านหญิงเป็อันขาดหากข้าผิดคำสาบานขอให้ตายโดยไร้ดินกลบหน้า”
เมื่อได้ฟังคำสาบานจากนางกำนัลน้อยผู้นั้นก็ทำให้อี้เหิงว่างใจมือหนาจึงเอื้อมไปปลดผ้าคลุมหน้าของตนออกเหล่าชายชุดดำที่เหลือเมื่อเห็นผู้เป็หัวหน้าทำเช่นนั้น พวกเขาก็ทำตามทันที
หลินเยว่ชิงหรี่ตามองชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหลาทั้งสี่คนเบื้องหน้าตนอย่างพิจารณาพวกเขาอายุคงไม่เกิน 20 หนาว หน้าตาแลดูอ่อนเยาว์และหล่อเหลานางคิดว่าองครักษ์เงาของบิดาจะอายุมากกว่านี้เสียอีกแต่ละคนอายุน้อยกว่าท่านอาควนทั้งนั้นนี่อาเตี่ยของนางเลือกคนที่หน้าตาด้วยรึเปล่า เหตุใดถึงได้รูปงามทุกคนเช่นนี้
“กระหม่อม ‘อี้เหิง’ เป็หัวหน้าองครักษ์เงาพ่ะย่ะค่ะ” อี้เหิงเป็ผู้มีใบหน้าคมเข้มดวงตาแลดูเ็าน้ำเสียงเข้มครึม มีความสุขุมเยือกเย็น รูปร่างสูงใหญ่เฉกเช่นชายชาติทหาร
“กระหม่อม ‘อี้หลิน’ พ่ะย่ะค่ะ” อี้หลินเป็ชายหนุ่มหน้าหวานอายุราว 18หนาว รูปร่างสูงโปร่งปราดเปรียว แววตามีความเ้าเล่ห์น้ำเสียงติดจะกรุ้มกริ่มเช่นบุรุษเ้าสำราญ
“กระหม่อม ‘อี้เฟิง’ พ่ะย่ะค่ะ” อี้เฟิงผู้นี้อายุดูรุ่นราวคราวเดียวกับอี้หลินเหมือนจะเป็คนพูดน้อยมิคอยแยแสผู้ใด ใบหน้าดูสวยหวานมากกว่าหล่อเหลา
“กระหม่อม ‘อี้เหวิน’ พ่ะย่ะค่ะ” สำหรับอี้เหวินนั้นแลดูคล้ายบัณฑิตเสียมากกว่าหน้าตาคมคายที่ดูมีความฉลาดเฉลียว แววตาคล้ายจิ้งจอกนั้นทำให้มิอาจดูเบาได้
หลินเยว่ชิงพิจารณาองครักษ์เงาแต่ละคนอย่างละเอียดหากนางจะใช้คน ก็จำเป็ต้องรู้ว่าคนผู้นั้นมีนิสัยเช่นไร เื่นี้คงต้องรบกวนขอคำชี้แนะจากท่านอาควนเสียแล้ว
“เอาล่ะ ในเมื่อรู้จักกันหมดแล้วก็มาเข้าเื่กันเลย”ร่างเล็กกวาดสายตามองไปยังบุรุษทั้งสี่อีกครั้ง “ข้า้าฝึกวรยุทธอย่างจริงจัง และมิใช่ข้าผู้เดียวแต่เป็พี่เสี่ยวอวี้ด้วย”
“ท่านหญิง! แต่ว่า..” เสี่ยวอวี้พยายามจะเอ่ยทัดทานท่านหญิงน้อย
“ไม่มีแต่..หากพี่เสี่ยวอวี้คิดจะอยู่ข้างกายข้าก็ต้องแข็งแกร่งขึ้นข้าไม่อยากสูญเสียคนที่คุ้นเคยไปอีก”
“เพคะ บ่าวจะทำตามพระประสงค์ของท่านหญิงทุกอย่าง”
หลินเยว่ชิงยกยิ้มพอใจให้นางกำนัลคนสนิทของตนก่อนจะหันไปกล่าวเื่สำคัญกับองครักษ์หนุ่มทั้งสี่อีกครั้ง
“ข้า้าให้พวกท่านสอนวรยุทธให้แก่ข้าและช่วยข้าดูแลจวนแห่งนี้ไปด้วยกัน กิจการของอาเหนียงข้าก็้าคนมาช่วยเช่นกัน..การที่จะตามล่าพวกมันเราต้องวางแผนให้ดีข้าผู้เป็ผู้เยาว์คงต้องรบกวนพวกท่านทั้งหลายแล้ว” สิ้นคำหลินเยว่ชิงก็ค่อมศีรษะน้อยๆนั้นให้ชายชุดดำทั้งสี่เพื่อเป็การบอกให้รู้ว่านี่คือการขอร้องมิใช่คำสั่ง
เหล่าบุรุษชุดดำทั้งสี่เมื่อเห็นท่านหญิงน้อยวัย5 หนาว เอ่ยวาจาเฉกเช่นผู้ใหญ่ก็พาให้เลื่อมใสยิ่งนัก พวกเขาที่คอยติดตามอารักขาท่านหญิงอยู่ในเงามืดล้วนรู้เห็นทุกอย่างเป็อย่างดี
ท่านหญิงน้อยของพวกเขาฉลาดหลักแหลมและมีความเป็ผู้ใหญ่เกินวัยวันนี้ประจักษ์แล้วว่าเด็กน้อยได้โตขึ้นอีกก้าวหนึ่ง ทุกอย่างนี้ล้วนเป็ผลมาจากการอบรมสั่งสอนของฉีหวางและฉีหวางเฟยเื่พระปรีชาของท่านหญิงนั้นไม่มีผู้ใดล่วงรู้ เพราะหวางเย่กลัวว่าหากผู้ใดรู้ว่าธิดาของตนสามารถเรียนรู้ได้เร็วกว่าผู้อื่นถึงสามเท่าจะทำให้ตัวนางเป็อันตรายได้ ด้วยเหตุนี้หวางเฟยจึงอบรมสั่งสอนท่านหญิงด้วยตัวเอง มิได้เชิญอาจารย์มาสอนแต่อย่างใด
เท่าที่พวกเขารู้มาท่านหญิงน้อยอ่านเขียนอักษรได้ั้แ่วัยเพียง2 หนาว และในวัย 4 หนาวก็สามารถเรียนตำราพื้นฐานที่เด็กวัย 8 หนาวต้องเรียนได้อย่างแตกฉานแถมศาสตร์ทั้งสี่ที่สตรีต้องเรียนในวัย 10 หนาวท่านหญิงน้อยของพวกเขาก็เริ่มเรียนรู้ในวัยเพียง 3 หนาวเท่านั่นเป็เพราะจดจำและเข้าใจได้มากกว่าผู้อื่นจึงทำให้ร่างเล็กชอบที่จะเล่าเรียนและอ่านตำรายิ่งนัก
หนำซ้ำเด็กน้อยยังชื่นชอบอ่านพวกตำราพิชัยาตำราเกษตรกรรม ตำราการแพทย์ หรืออีกหลายๆ อย่างในห้องหนังสือของฉีหวางด้วยความกลัวว่าท่านหญิงจะโตเกินวัย หวางเย่จึงเลี้ยงดูบุตรสาวให้เจอแต่เื่ดีๆมิเคยต้องพบเจอเล่ห์กลต่างๆ เพื่อให้ท่านหญิงยังคงความน่ารักสดใสไร้เดียงสาไว้
แต่ดูเหมือนว่าการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่นี้จะไปปลุกตัวตนที่แท้จริงของท่านหญิงให้ตื่นขึ้นมาเสียแล้วลูกพยัคฆ์ยังไงก็เป็พยัคฆ์สินะจะกลายเป็ลูกหมาลูกแมวไปได้เช่นไร
*******
[1] ยามเหม่า = เวลา 05.00 น.-6.59 น.
[2] ดอกเหมยกุ้ย = ดอกกุหลาบ
[3] ยามเฉิน = เวลา 7.00 น.-8.59 น.
[4] โม่ลี่ฮวา = ดอกมะลิ