บทที่ 3 เมืองหมาป่าวายุ
เมืองเล็ก ๆ ที่พวกเขาอาศัยอยู่นี้ มีชื่อเรียกว่าเมืองหมาป่าวายุ เผ่าปีศาจและเผ่าภูตน่าจะมีผู้ที่ทรงพลังอย่างมาก อย่างน้อยก็จากการสนทนาของบรรดาแม่หมูทั้งหลาย
ส่วนมนุษย์ในโลกนี้ เป็เพียงทาสชั้นต่ำสุด พวกเด็ก ๆ เหล่านี้ถูกเลี้ยงดูมาพร้อมกัน จากนั้นก็รับการอบรมเป็ทาส แล้วกลายเป็ทาสของชนชั้นสูง กล่าวง่าย ๆ คือ บัดนี้เขาก็เป็เพียงทรัพย์สินของขุนนางหมาป่าวายุแห่งเมืองหมาป่าวายุนั่น และยังเป็ประเภทที่ไร้ค่าที่สุดอีกด้วย
ประชากรมนุษย์น่าจะมีไม่น้อย เขาได้ยินจากปากของแม่หมูว่า สิ่งเดียวที่น่าสนใจของมนุษย์ก็คือความสามารถในการสืบพันธุ์ ในขณะที่ความสามารถในการสืบพันธุ์ของปีศาจและภูตนั้นค่อนข้างต่ำกว่า นี่ก็เป็พื้นฐานที่ทำให้มนุษย์สามารถมีชีวิตรอดได้
จุดด้อยของมนุษย์ในโลกนี้คือความอ่อนแอเกินไป ในสายตาของเผ่าปีศาจและเผ่าภูตนั้น แม้แต่งานที่ต้องใช้แรงมนุษย์ก็ทำไม่ได้ ทว่ามนุษย์กลับฉลาดกว่าทาสเผ่าพันธุ์อื่น ๆ เล็กน้อย สามารถทำงานที่ละเอียดอ่อนกว่าได้ อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ สำหรับปีศาจและภูตบางจำพวก เนื้อหนังของมนุษย์นั้นค่อนข้างนุ่มละเอียด เป็อาหารที่ค่อนข้างดี
ทาส… อาหาร… ดูเหมือนว่านี่จะเลวร้ายถึงขีดสุดแล้ว!
ถังซานได้แต่ปลอบใจตนเองเงียบ ๆ ว่า
เมื่อทุกอย่างแย่ถึงเพียงนี้แล้ว หากในภายหน้ามีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นบ้าง ข้าก็คงจะรู้สึกมีความสุขกระมัง
สิ่งเดียวที่เขากังวลตอนนี้คือเสี่ยวอู่จะไปจุติที่ใด จะต้องลำบากเช่นเขาหรือไม่
ต้องยอมรับว่าน้ำนมของแม่หมูมีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่าน้ำนมของมารดาผู้ให้กำเนิดถังซานมาก อย่างน้อยก็ทำให้อิ่มท้องได้
ครึ่งปีผ่านไป ในที่สุดถังซานก็รู้สึกว่าตนเองมีสภาพร่างกายใกล้เคียงกับเด็กปกติในโลกเดิมของเขาแล้ว
สภาพร่างกายเช่นนี้ ทำให้เขาดูอ้วนกว่าเด็กผอมแห้งคนอื่น ๆ รอบตัวอย่างเห็นได้ชัด ในวัยหกเดือนนี้ ก็แค่ดูอ้วนขึ้นมาหน่อยเท่านั้น ซึ่งก็ทำให้แม่หมูเอ็นดูเขามากขึ้นอย่างยิ่ง ดูเหมือนว่าในโลกนี้ ความแข็งแรงจะถือเป็ความงาม
ทว่า เมื่อถึงวัยหกเดือนก็ไม่มีน้ำนมให้ดื่มแล้ว แต่ถูกแทนที่ด้วยสิ่งที่คล้ายกับโจ๊กข้น ๆ โดยจะถูกเทลงในกะละมังเล็ก ๆ วางไว้ข้าง ๆ ให้พวกเด็ก ๆ เหล่านี้ใช้มือตักกินเอง กินได้มากแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับว่าแย่งได้มากเพียงใด
เด็กส่วนใหญ่ยังนั่งไม่ได้ด้วยซ้ำ แม่หมูจำต้องใช้ช้อนป้อนพวกเขาด้วยความอดกลั้นหลายครั้ง
ใน่เวลานี้ ถังซานยิ่งได้รับความเอ็นดูจากแม่หมูมากขึ้น เขาสามารถใช้มือน้อย ๆ ของตัวเองโกยอาหารจากชามกินได้แล้ว
ดังนั้น เขาจึงกินได้มากกว่าเด็กคนอื่นเล็กน้อย บางครั้งยังได้รับรางวัลเป็นมสักมื้อด้วย
เขาไม่สนว่ากินอะไรเข้าไป ขอเพียงอิ่มท้องก็เพียงพอแล้ว
ถังซานที่กินอิ่มแล้วนอนอยู่ในรังหญ้า จู่ ๆ ก็รู้สึกอยากหัวเราะขึ้นมา เพราะเขานึกถึงวาทะที่สหายสนิทในชาติก่อนมักจะกล่าวบ่อย ๆ ว่า
‘แม้แต่ในรังหญ้าก็ยังมีหงส์ทองได้!’
ข้าก็นับว่าเติบโตมาในรังหญ้าเช่นกัน ไม่รู้ว่าหากพวกสหายรู้เข้าจะมีสีหน้าเช่นไร
ความคิดแล่นผ่าน ถังซานหลับตาลง แล้วค่อย ๆ ดึงหญ้าแห้งมาคลุมตัวเองเพื่อให้อบอุ่น จากนั้นก็ใช้จิตโคจรโลหิตในร่างกายของตนเงียบ ๆ
นี่ไม่ใช่การเกิดใหม่ครั้งแรกของเขา ครั้งก่อนเขาได้เกิดใหม่ในโลกที่เรียกว่ามหาภพิภพโต้วหลัว เมื่อเทียบกับครั้งนั้น ครั้งนี้ดูเหมือนจะโหดร้ายกว่ามาก แต่อย่างน้อยยามนี้เขาก็มีโอกาสที่จะมีชีวิตรอด ดังนั้น เขาต้องพยายามเพิ่มความแข็งแกร่งก่อน
วิชาเสวียนเทียน เป็วิชาพื้นฐานที่สุดที่เขาเคยฝึกฝนในกาลก่อน มีความสมดุลและเป็กลาง ไม่มีอะไรที่เหมาะสมไปกว่านี้สำหรับการสร้างรากฐาน
ในการเกิดใหม่ครั้งก่อน ยามถังซานอายุหกขวบ เขาได้ฝึกฝนวิชาเสวียนเทียนขั้นแรกจนสำเร็จ เป็รากฐานสู่การบรรลุเทพในภายหลัง
ทว่าชาตินี้ ความเข้าใจของเขาเกี่ยวกับวิชาเสวียนเทียนนั้นลึกซึ้งยิ่งกว่าตอนที่เกิดใหม่ครั้งก่อนมาก ปัญหาเดียวก็คือร่างกายนี้อ่อนแอเกินไป จึงต้องค่อย ๆ บ่มเพาะไปทีละน้อย
ร่างกายวัยหกเดือน ความจริงแล้วเขาก็ทำอะไรไม่ได้มาก มิใช่ว่าเพียงเพราะเกิดใหม่แล้วจะสามารถฝึกฝนอะไรได้ั้แ่ยังเป็ทารก เส้นลมปราณในร่างกายเล็ก ๆ ยังไม่เติบโตเต็มที่ แม้แต่วิชาเสวียนเทียน เขาก็ไม่สามารถใช้งานได้อย่างแท้จริง สิ่งเดียวที่ทำได้คือใช้หลักการของวิชาเสวียนเทียนร่วมกับจิตเทพสายเล็ก ๆ ของตน พยายามรับรู้ปราณิญญาฟ้าดินในอากาศ ค่อย ๆ ดูดซึมเข้ามาอย่างเงียบ ๆ เพื่อบำรุงเลี้ยงร่างกาย
การทดลองครั้งแรกของเขาเริ่มขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อน ยามนี้อายุหกเดือนแล้ว ร่างกายก็ยังพอใช้ได้ แม้จะไม่ถือว่าแข็งแรง แต่ก็มิใช่่ที่อ่อนแอจนเหมือนกำลังเผชิญหน้ากับความตายอยู่ตลอดเวลาอีกต่อไป
เมื่อถังซานพยายามใช้จิตเทพของตนััรับรู้โลกใบนี้เป็ครั้งแรก เขาก็พบว่าในโลกที่มนุษย์เป็เพียงผงธุลีนี้ ปราณิญญากลับเข้มข้นจนน่าใ
เมืองหมาป่าวายุนี้มิใช่สถานที่วิเศษอันใด เป็เพียงดินแดนของเผ่าปีศาจธรรมดาเท่านั้น แต่เมื่อเขาลองััพิภพ เขากลับรู้สึกได้ชัดเจนว่าปราณิญญาที่นี่เข้มข้นและบริสุทธิ์อย่างยิ่ง มันเข้มข้นกว่าครั้งที่เขาเกิดใหม่คราแรกบนมหาพิภพโต้วหลัวมากนัก แม้แต่มหาพิภพโต้วหลัวที่วิวัฒนาการในภายหลัง เขาก็ไม่แน่ใจว่าจะมีปราณิญญาเข้มข้นเพียงนี้หรือไม่
ความจริงก่อนที่เขาจะลองัั สิ่งที่กังวลที่สุดคือนี่อาจเป็ยุคเสื่อมที่ไม่มีปราณิญญาและพลังฟ้าดินเหลืออยู่เลย อย่างที่ว่ากันว่า แม่ครัวฝีมือดีก็ทำอาหารไม่ได้หากไม่มีข้าว มนุษย์เองก็เป็เพียงทาส อนาคตแทบไม่มีความหวัง หากความก้าวหน้าในการฝึกฝนช้าเสียจนน่าเวทนา เมื่อเผชิญกับปีศาจและภูตที่แข็งแกร่งเ่าั้ จะไม่ถูกบีบตายได้อย่างไร?
ปราณิญญาที่เข้มข้นนี้ทำให้ถังซานโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง นี่เป็ข่าวดีแรกที่เขาได้รับหลังจากมาถึงโลกใบนี้ อย่างน้อยด้วยปราณิญญาที่เข้มข้นนี้ เมื่อสามารถเริ่มฝึกฝนได้ เขาก็จะฝึกฝนได้ง่ายขึ้นมาก
ทุกวันเขาดูดซับปราณิญญาทีเล็กน้อย ขัดเกลาร่างกายของตนเองอย่างเงียบ ๆ เขาเพียงขัดเกลาภายในเท่านั้น เมื่อมองจากภายนอกแล้ว ถังซานก็แค่ดูมีชีวิตชีวากว่าเด็กทั่วไปเล็กน้อย ยังคงผอมแห้งเช่นเดิม
วันเวลาค่อย ๆ ผันผ่าน เด็ก ๆ เริ่มเปล่งคำบางคำได้แล้ว ในจำนวนนั้น มีประมาณหนึ่งในสี่ของเด็กที่เสียชีวิตไปอย่างเงียบ ๆ
ที่นี่ไร้การรักษาทางการแพทย์ใด ๆ มีเพียงอาหารให้กินเท่านั้น ทั้งยังไม่มีผู้ใดมาคอยสั่งสอน แม้แต่การพูดก็ต้องเรียนรู้เอง
เมื่ออายุครบหนึ่งขวบ พอจะเดินได้บ้างแล้ว พวกเขาก็ถูกส่งไปอีกที่หนึ่ง อยู่ภายใต้การดูแลของปีศาจหมูที่เข้มงวดเช่นเดียวกัน พื้นปูด้วยหญ้าแห้ง กระท่อมไม้พอจะกันความหนาวได้บ้าง
ในกระท่อมขนาดใหญ่ เด็กมนุษย์สองร้อยคนถูกส่งมาที่นี่ ทว่าอาหารมีเพียงพอสำหรับเด็กหนึ่งร้อยห้าสิบคนเท่านั้น
จากการสนทนาระหว่างปีศาจหมูและปีศาจหมาป่า ถังซานสามารถสรุปได้ว่าเด็กมนุษย์ที่สามารถแย่งชิงอาหารได้ จะมีร่างกายแข็งแรงกว่า และในภายหน้าจะสามารถทนมือทนเท้าเป็ทาสได้นานกว่า ส่วนพวกที่ร่างกายอ่อนแอ ก็ไม่จำเป็ต้องเสียเวลาให้อาหารอีกต่อไป
นอกจากความรู้สึกเศร้าสลดต่อชะตากรรมของมนุษย์ในโลกนี้ และการหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งการต่อต้านไว้ในใจแล้ว ถังซานที่มีอายุเพียงหนึ่งขวบก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลย
เมื่อได้รับการบำรุงจากการดูดซับปราณิญญา ร่างกายของถังซานจึงแข็งแรงกว่าเด็กในวัยเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด แต่ทุกวันเขาเพียงแค่กินอาหารเท่าที่ร่างกาย้า ส่วนที่เหลือก็ปล่อยให้เด็กคนอื่นกิน เขาได้แต่มองดูเด็กที่ผอมแห้งที่สุดถูกพาตัวไปอย่างไร้ลมหายใจ โดยที่ทำอะไรไม่ได้เลย
ทุกครั้งในยามดึกสงัด เขาจะดูดซับปราณิญญาไปพร้อมกับครุ่นคิดอะไรอย่างเงียบ ๆ
หนึ่งปีแล้วที่มาถึงโลกใบนี้ เห็นมนุษย์ใช้ชีวิตที่แย่ยิ่งกว่าสุนัข จิตใจของเขาทั้งร้อนรนและเ็ป เขาไม่กล้าแม้แต่จะคิดว่า หากภรรยาที่กลับชาติมาเกิดของเขาต้องประสบชะตากรรมเช่นเดียวกับเขา หรืออาจเป็หนึ่งในเด็กที่ถูกพาตัวไปอย่างไร้ลมหายใจแล้วจะทำอย่างไร? ต้องรู้ไว้ว่านางกลับชาติมาเกิดใหม่อย่างแท้จริง เป็การกำเนิดใหม่ที่หลงลืมทุกสิ่งในชาติภพก่อน!
ทุกครั้งที่คะนึงถึงตรงนี้ ในใจของเขาก็อดไม่ได้ที่จะทวีความโกรธแค้นต่อโลกใบนี้อย่างรุนแรง
ไฉนมนุษย์ในโลกนี้ถึงได้อ่อนแอเช่นนี้ เสียวอู่ เ้าอยู่ที่ใดกันแน่!
เขาอยากให้ตนเองเติบโตโดยไว และแข็งแกร่งขึ้นเร็ว ๆ หากเป็เช่นนั้น เขาก็จะสามารถออกไปตามหาเสี่ยวอู่ของเขาได้
เ้าต้องยังมีชีวิตอยู่แน่นอน! ต้องมีชีวิตอยู่อย่างดีแน่นอน!