วันนี้สองพี่น้องใส่ชุดเก่าของตน ด้านหลังมีตะกร้าสะพานคนละหนึ่งใบ แต่หนิงลู่ซือถือตะกร้าอีกหนึ่งใบไว้ในมือด้วย เมื่อถึงทางแยกพวกนางก็ไปอีกทางซึ่งเป็ทางที่ชาวบ้านไม่ค่อยเดินไป แต่ทางนั้นคือทางที่ทำเงินให้นาง วันนี้นางตั้งใจมากว่าจะต้องหาสมุนไพรล้ำค่าให้ได้อย่างน้อยหนึ่งต้นก็ยังดี
เมื่อมาถึงต้นซานจากับต้นผิงกั่ว พบว่ามันเริ่มสุกแล้ว ก็ลงมือเก็บจนได้เต็มตะกร้าใบใหญ่ของหนิงลู่ซือ นางจึงตัดสินใจตั้งมันไว้ใต้ต้นซานจา จูงมือน้องสาวตั้งใจว่าจะเดินเข้าไปไกลกว่าเดิมอีกสักหน่อย
“ต้าเป่า เสี่ยวเป่า พวกเ้าจะวิ่งไปไหน” หนิงลี่อินเอ่ยเรียกเ้าตัวป่วน ตอนนี้พวกมันวิ่งกระดี๊กระด๊าไปข้างหน้าแล้ว
ต้าเป่า เสี่ยวเป่า เมื่อได้ยินเสียงเรียกชื่อก็หยุดวิ่ง หันมาเอียงคอมองสองพี่น้องที่หยุดเดินยืนอยู่ด้านหลัง เสี่ยวเป่าจึงวิ่งกลับเข้ามาหาแล้วงับชายประโปรงของหนิงลี่อินเพื่อให้เดินตามพวกมันไป
“พวกเ้าจะพาพวกข้าไปที่ใดเนี่ยเ้าตัวป่วน” หนิงลู่ซือที่เดินตามมาด้วยบ่นเข้าให้ ทั้งสองตัวจึงหยุดวิ่ง เปลี่ยนเป็ย่ำเท้าของพวกมันตรงบริเวณหนึ่ง หนิงลู่ซือจึงตัดสินใจจูงมือหนิงลี่อินไปตรงที่เ้าตัวป่วนกำลังย่ำเท้าอยู่ และการตัดสินใจในครั้งนี้ของนางก็ไม่สูญเปล่า
“กรี๊ดดด” หนิงลู่ซือปล่อยมือน้องสาว เดินไปยังต้นไม้ที่ลำต้นมีลักษณะกลมและตั้งตรง นางไม่รอช้านั่งยองๆ ขุดดินรอบๆ ต้นไม้ที่นางคิดว่าคือต้นโสม เมื่อดึงออกมาก็ไม่ทำให้นางผิดหวัง เพราะมันคือ ‘โสมคน’ จริงๆ
หนิงลี่อินยืมมองพี่สาวของตนที่กรีดร้องดีใจและะโไม่หยุด ปากก็พูดว่า ‘โสมคนๆ’ จนเหนื่อยนั่นแหละพี่สาวจึงหยุดการกระทำเ่าั้
“อาอินเราจะรวยกันแล้วนะ” ปากก็พูดไป มือก็จับต้นไม้ที่เหมือนคนอย่างทะนุถนอม “ต้าเป่า เสี่ยวเป่า ขอบคุณพวกเ้ามาก แล้วข้าจะซื้อเนื้อให้พวกเ้าแบบชุดใหญ่!” ต้าเป่า เสี่ยวเป่า ได้ยินว่าจะได้กินเนื้อแบบชุดใหญ่ พวกมันก็ะโดึ๋งๆ และเอาหัวมาถูๆ หนิงลู่ซืออย่างออดอ้อน
“พี่ใหญ่ต้นนี้มันคือสมุนไพรใช่หรือไม่เ้าคะ” ถ้าพี่สาวบอกว่าเราจะรวยแปลว่าเ้าต้นนี้มันต้องเป็สมุนไพรที่ขายได้อย่างแน่นอน
“ใช่แล้ว แต่มันไม่ใช่สมุนไพรธรรมดานะ มันเป็สมุนไพรล้ำค่า มีขื่อเรียกว่า ‘โสมคน’ ที่เรียกว่าโสมคนเพราะมันมีรูปร่างคล้ายคน ไม่เชื่อเ้าลองมองดูสิว่ามีรูปร่างคล้ายคนจริงหรือไม่”
“มันอยู่คล้ายคนมากๆ เลยเ้าค่ะพี่ใหญ่ ส่วนนี้คือหัว ส่วนนี้คือแขน ส่วนนี้คือขา” หนิงลี่อินชี้ไปยังส่วนต่างๆ ของโสมคนและบอกว่าส่วนไหนของโสมคนที่คล้ายคน “มันดูน่ากลัวยิ่งนัก”
“อย่ากลัวไปเลยเพราะยิ่งมันคล้ายคนมากเท่าไหร่แปลว่ามันมีอายุมากเท่านั้น ที่สำคัญมันมีสรรพคุณหลายอย่าง เช่น ป้องกันการอ่อนเพลีย อ่อนล้า ทำให้ร่างกายแข็งแรง ช่วยทำให้ความจำดีขึ้น และอีกเยอะแยะมากมายแต่พี่ใหญ่ก็จำไม่ค่อยได้หรอก” ถ้าโสมคนปลูกง่ายนางก็คงเอาไว้ปลูกที่สวนสมุนไพรแล้ว แต่วิธีการปลูกช่างยุ่งยากนัก ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะโต แต่นางก็อยากจะลองปลูกดู เช่นนั้นเอาเมล็ดไปลองปลูกในสวนสมุนไพรของนางดูดีกว่า
“มาเร็วอาอินมาให้กำลังใจพี่ใหญ่หน่อย พี่ใหญ่ตื่นเต้นไปหมดแล้ว” จะไม่ให้นางตื่นเต้นได้อย่างไร โสมคนที่อยู่ตรงหน้านางมีถึง 5 ต้นเชียวนะ นางรวยแล้วๆ
“พี่ใหญ่ท่านหิวข้าวหรือเ้าคะ”
“หืม เปล่านะ พี่ใหญ่ไม่ได้หิวข้าว” หนิงลู่ซือที่กำลังตื่นเต้นอยู่หันมาตอบน้องสาวอย่างงงๆ
“แล้วเหตุใดมือพี่ใหญ่จึงสั่นเ้าคะ” ถ้าพี่ใหญ่ไม่หิวข้าวแล้วนางเป็อันใดทำไมมือถึงสั่นแบบนั้น
“ฮ่าฮ่า ที่มือพี่ใหญ่สั่นไม่ใช่เพราะหิวข้าวหรอกนะ แต่มันคืออาการดีใจต่างหาก ถ้าเราเอาโสมคนไปขายเราจะมีเงินสร้างบ้าน และมีเงินซื้อที่ด้วยนะ”
“จริงหรือเ้าคะพี่ใหญ่ งั้นข้าจะช่วยท่านเก็บเองเ้าค่ะ” หนิงลี่อินกำลังจะพุ่งตัวไปช่วยพี่ใหญ่เก็บเ้าโสมคน แต่พี่ใหญ่ห้ามไว้ก่อน
“ไม่ต้องๆ เ้าแค่นั่งให้กำลังพี่ใหญ่ก็พอ เดี๋ยวพี่ใหญ่จัดการเอง เพราะถ้าเราเก็บไม่ถูกวิธีจะทำให้มันเสียหาย และจะขายได้ราคาไม่ดี” หนิงลี่อินจึงทำได้แค่นั่งให้กำลังใจพี่ใหญ่ขนาบข้างด้วยต้าเป่า เสี่ยวเป่า ที่นอนกระดิกหางอย่างสบายใจ
และแล้วต้นโสมทั้ง 5 ต้นก็ถูกนางจัดการจนหมด หนิงลู่ซือห่อโสมคนด้วยผ้าวางไว้ในตะกร้าของน้องสาวปิดทับด้วยใบไม้เพื่อปิดบังสายตาของชาวบ้าน
กลับมาถึงบ้านหนิงลู่ซือก็เตรียมตัวเข้าไปในเมืองทันที ตอนนี้ยามซื่อแล้ว เสร็จธุระคงไม่เย็นมากนัก นางต้องรีบเอาโสมคนทั้ง 5 ต้นนี้ไปขาย รวมถึงชวนซินเลี่ยนด้วย ก้อนเงินอวบๆ รอนางอยู่ที่ร้านขายสมุนไพรท่านลุงเจาแล้ว นางจะรอช้าได้อย่างไร
“คารวะท่านลุงเจาเ้าค่ะ” หนิงลู่ซือเห็นเจาเจ๋อออกมาดูแลลูกค้าก็เลือกที่จะเข้าไปทักทายก่อน
“คารวะท่านลุงเจาเ้าค่ะ” หนิงลี่อินก็ไม่น้อยหน้า ทักทายท่านลุงเช่นกัน
“อ้าว ทำไมวันนี้มาเวลานี้ละ” เจาเจ๋อเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ท่านลุงเ้าคะ ข้านำสมุนไพรมาขายเ้าค่ะ” ตอนนี้หนิงลู่ซือตื่นเต้นไปหมดแล้ว
“งั้นเราเข้าไปคุยกันที่ห้องเดิมเถิด” เจาเจ๋อกล่าว
“เ้าค่ะ” สองพี่น้องกระตูลหนิงเดินตามหลังเจาเจ๋อเข้าไปในห้องที่พวกนางเคยเข้ามาแล้วหลายครั้ง
“ไหนๆ เ้ามีสมุนไพรอะไรมาขาย เอาออกมาให้ข้าดูหน่อยสิ” เจาเจ๋อไม่รอช้ารีบบอกให้หนิงลู่ซือเอาสมุนไพรออกมาให้ตนดู
“นี่เ้าค่ะ เป็ชวนซินเลี่ยน ข้าจัดการล้างทำความสะอาด หั่น และตากแห้งมาแล้วเ้าค่ะ ไม่ทราบว่าใช้ได้หรือไม่เ้าคะ” หนิงลู่ซือเอาชวนซินเลี่ยนออกมาขายก่อน ถ้าเอาโสมคนออกมาก่อนท่านลุงเจาคงได้แตกตื่นเป็แน่
“ไอหยา ชวนซินเลี่ยน เ้าหามาได้อย่างไร” หลายปีแล้วที่ไม่มีใครนำสมุนไพรชนิดนี้มาขาย
“ข้าเข้าป่าแล้วบังเอิญไปเจอเ้าค่ะ”
“ดีๆ เ้าล้าง หั่น ตาก มาเรียบร้อยแล้ว ถือว่าทำได้ถูกต้องทีเดียว ข้าให้เหลี่ยงละ 1 ตำลึง เ้าพอใจหรือไม่”
“พอใจเ้าค่ะ”
“เดี๋ยวข้าให้คนเอาไปชั่ง” เสี่ยวเอ้อร์เดินเข้ามานำชวนซินเลี่ยนไปชั่ง ไม่นานก็กลับเข้ามาบอกน้ำหนักกับเจาเจ๋อ
“ทั้งหมด 40 เหลี่ยง เหลี่ยงละ 1 ตำลึง เป็เงินทั้งสิ้น 40 ตำลึง”
“เอ่อ ท่านลุงเจาเ้าคะ ข้ายังมีสมุนไพรอีกอย่างมาขายด้วยเ้าค่ะ”
“ยังมีอีกรึ ไหนๆ เอาออกมาให้ข้าดู แล้วทำไมเ้าไม่เอาออกมาให้ข้าดูในคราวเดียว” หนิงลู่ซือยิ้มแหย่ๆ ให้ท่านลุงเจา หันมาทางน้องสาวที่นั่งข้างๆ น้องสาวนางจะนั่งเงียบทุกครั้งที่เข้ามาในห้องนี้ หนิงลู่ซือจึงล้วงมือเข้าไปในตะกร้า ที่ตั้งอยู่บนตักน้องสาวหยิบโสมคนออกมาก่อนหนึ่งต้น
“นี้เ้าค่ะท่านลุง” เจาเจ๋อพูดไม่ออกเสียแล้ว
“นี่ๆๆๆ นี่มัน…” ใครก็ได้ตบหน้าเขาหน่อย แล้วบอกเขาทีว่านี่มันคือเื่จริง สิ่งที่อยู่ตรงหน้ามันคือเื่จริง!
“นี่คือโสมคนเ้าค่ะท่านลุง” หนิงลี่อินเห็นว่าท่านลุงเจาไม่พูดเสียทีนางจึงพูดขึ้น หรือท่านลุงก็ไม่รู้จักโสมคนเหมือนนาง
“พวกเ้าทำให้ข้าพูดไม่ออกแล้ว!” โสมคนต้นนี้รูปร่างเหมือนคน ดูๆ แล้วอายุน่าจะไม่ต่ำกว่า 1,000 ปี เจาเจ๋อยื่นมือไปหยิบโสมต้นมาถือไว้อย่างทะนุถนอม “ข้าให้ 100,000 ตำลึง!” ราคาที่จ่ายในวันนี้ วันข้างหน้าย่อมได้กลับมามากกว่าที่จ่ายไปอย่างแน่นอน
คราวนี้เป็หนิงลู่ซือเสียเองแล้วที่พูดไม่ออก นางก็พอรู้อยู่บ้างว่าโสมนั้นมีราคาแพง แต่ไม่คิดว่าจะแพงขนาดนี้ แค่ต้นเดียวยังได้ถึง 100,000 ตำลึง แล้วที่นอนอยู่ในตะกร้าอีก 4 ต้นจะได้เงินเพิ่มอีกเท่าไหร่กัน! รวยแล้วๆ นางกับน้องสาวรวยแล้ว
“เอ่อ ท่านลุงเ้าคะ”
“ว่าอย่างไรอาซือ” ได้ยินเจาเจ๋อพูดด้วยน้ำเสียงแบบนี้แล้วนางขนตั้งชันเลยทีเดียว
“ข้ายังมีโสมคนอีกเ้าค่ะ” หนิงลู่ซือตัดสินใจเอ่ยออกไป
“เ้าว่าอย่างไรนะ!” เจาเจ๋อไม่สามารถเก็บอาการได้อีกแล้ว ต้นเดียวยังทำเขาพูดไม่ออก นี่ยังมีอีก วันนี้ตนคงได้นอนกอดโสมแทนภรรยาแน่ๆ เพราะกลัวคนจะมาขโมย
“อาอินหยิบที่หลือขึ้นมาบนโต๊ะ” หนิงลี่อินได้ยินพี่ใหญ่สั่งก็ล้วงมือไปในตะกร้าแล้วหยิบโสมคนต้นที่สองขึ้นมา เจาเจ๋อกลับมาพูดไม่ออกอีกครั้ง พอเห็นว่าหนิงลี่อินล้วงมือไปในตะกร้าอีกครั้งเขาก็มองตามมือน้อยๆ ไปด้วย
หนิงลี่อินหยิบต้นที่สามมาวางบนโต๊ะ เจาเจ๋อตัวแข็งไปแล้ว
หนิงลี่อินหยิบต้นที่สี่มาวางบนโต๊ะ เจาเจ๋อเริ่มจะทรงตัวไม่อยู่
หนิงลี่อินหยิบต้นที่ห้ามาวางบนโต๊ะ เจาเจ๋อก็ไม่สามารถทรงตัวได้อีกต่อไป
“หมดแล้วเ้าค่ะท่า…”
ตึง
หนิงลี่อินพูดยังไม่จบประโยคเจาเจ๋อก็เป็ลม ลงไปนอนแอ้งแม้งที่พื้นเสียแล้ว
ผ่านไป 1 ก้านธูป เจาเจ๋อก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา หันไปมองทางโต๊ะทำงานที่สองพี่น้องตระกูลหนิงนั่งกินขนม จิบน้ำชากันอยู่ ก็ลากสายตาไปบนโต๊ะทำงาน บนโต๊ะมีโสมคนอยู่ห้าต้น! เห็นดังนั้นเขาก็รีบพุ่งตัวมาที่โต๊ะทำงานทันที
“โสมคนของข้า” เจาเจ๋อหยิบโสมคนมากอดไว้ แล้วลูบมันเบาๆ กลัวว่าถ้าลูบมันแรงๆ แล้วมันจะช้ำเอาได้
“ท่านลุงเป็อย่างไรบ้างเ้าคะ” หนิงลี่อินถามเมื่อเห็นเจาเจ๋อพุ่งตัวมาที่โต๊ะอย่างไว
“ลุงไม่เป็อันใดแล้ว ลุงแค่ในะ”
“ข้าเห็นท่านลุงล้มลงไปหงายท้อง ใยิ่งนักเ้าค่ะ” เด็กน้อยพูดบอกกับเจาเจ๋อ
“ลุงทำให้อาอินใแล้ว ลุงขอโทษเ้าด้วย”
“ถ้าท่านลุงหายใแล้วเรามาพูดกันต่อดีหรือไม่เ้าคะ” หนิงลู่ซือแกล้งเจาเจ๋อ
“ได้ๆ โสมทั้งห้าต้นข้ารับซื้อหมด และถ้าเ้ามีอีกก็เอามาขายให้ข้าได้ ข้าให้ราคายุติธรรมแน่นอน”
“เ้าค่ะ แล้วเื่ราคาท่านลุงจะให้อย่างไรเ้าคะ ต้นแรกท่านให้ราคาข้า 100,000 ตำลึง แต่ต้นนั้นข้าว่าอายุมันน่าจะมากกว่า 4 ต้นที่เหลือใช่หรือไม่เ้าค่ะ”
“ใช่ ต้นแรกอายุไม่น่าจะต่ำกว่า 1,000 ปี แต่อีก 4 ต้นอายุน่าจะอยู่ที่ 100 ถึง 500 ปี” เจาเจ๋อหยิบ 2 ต้นซ้ายมือขึ้ยมา “โสมคน 2 คนนี้ อายุของมันน่าจะประมาณ 500 ปี ข้าให้ต้นละ 50,000 ตำลึง ส่วน 2 ต้นนี้” เจาเจ๋อชี้ไปยังโสมคน 2 ต้นที่เหลืออยู่บนโต๊ะ “อายุน่าจะประมาณ 100 ปี ข้าให้ต้นละ 10,000 ตำลึง เ้าพอใจหรือไม่” โสมคนทั้ง 5 ต้นนี้เจาเจ๋อคิดว่าเขาคงได้กลับมาไม่น้อย
“พอใจเ้าค่ะ” โปรดเรียกนางว่า เศรษฐีนีได้เลย!
หนิงลู่ซือยิ้มหน้าบานเดินออกมาจากห้องทำงานของเจาเจ๋อ จุดมุ่งหมายแรกที่หนิงลู่ซือกับน้องสาวไปคือโรงรับฝากเงิน วันนี้นางขายสมุนไพรได้เงินมากถึง 202,040 ตำลึง จะให้นางถือเงินจำนวนมากขนาดนี้เดินไปเดินมาได้อย่างไร
“อาอินเ้ากลายเป็เศรษฐีนีตัวน้อยแล้วนะ” หนิงลู่ซือพูดหยอกเย้าน้องสาว
“อิอิ ต่อไปอาอินก็จะซื้อปิ่นปักผมสวยๆ ให้พี่ใหญ่ได้แล้วใช่หรือไม่เ้าคะ และยังซื้อเนื้อให้ต้าเป่ากับเสี่ยวเป่าได้ด้วย”
“อาอินสามารถเหมาได้ทั้งร้านเลยนะ และแน่นอนเดี๋ยวเราจะไปซื้อเนื้อให้เ้าตัวป่วนสองตัวนั้นเช่นกัน” นางไม่ลืมหรอก เพราะเ้าตัวป่าวทั้งสองทำให้นางได้เจอสมุนไพรล้ำค่าในวันนี้
“งั้นเราไปเหมาที่ร้านพี่สาวมี่กันเ้าค่ะ”
“ฮ่าฮ่า ไว้วันหลังแล้วกัน วันนี้เราไปฉลองกันดีกว่า” วันดีๆ แบบนี้มันต้องฉลอง สถานที่ที่ถูกเลือกในการฉลองครั้งนี้คือเหลาอาหารเซียงเซียง ที่ครั้งหนึ่งเคยไปบังคับให้ขายปลาให้
เหลาอาหารแห่งนี้มี 2 ชั้น บรรยากาศด้านในคึกคักไม่น้อย มีคนมากินอาหารที่เหลานี้เยอะทีเดียว
“เหลาอาหารเซียงเซียงยินดีต้อนรับขอรับ ไม่ทราบว่ามากันกี่ท่านขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์คนหนึ่งของร้านออกมาต้อนรับ
“มา 2 คนเ้าค่ะ” หนิงลู่ซือตอบเสี่ยวเอ้อร์
“เชิญทางนี้ขอรับ” สองพี่น้องเดินตามเสี่ยวเอ้อร์ไปยังโต๊ะสำหรับ 2 ที่นั่งชั้นล่างของโรงเตี๊ยม
“ขอบคุณเ้าค่ะ”
“เชิญแม่นางเลือกอาหารกันก่อนได้เลยขอรับ อีกสักครู่จะมีคนมารับรายการอาหารขอรับ” กล่าวจบเสี่ยวเอ้อร์ก็เดินแยกตัวออกไป
“อาอินอยากกินอะไรก็สั่งเลยนะพี่ใหญ่เลี้ยงเอง” หลิงลู่ซือกล่าวอย่างใจดี
“เ้าค่ะ” เด็กน้อยรับคำแล้วเปิดใบรายการอาหารแต่สุดท้ายก็ต้องพับเก็บไว้เหมือนเดิม
“อาอินเป็อะไร”
“พี่ใหญ่ท่านสั่งเถิดเ้าค่ะ”
“ทำไมละ เ้าอยากกินอะไรก็สั่งเลย”
“พี่ใหญ่ ข้าอ่านไม่ออกเ้าค่ะ” หนิงลี่อินตอบพี่ใหญ่ นางเป็ลูกชาวบ้าน จะอ่านออกได้อยากไร
“ได้ เดี๋ยวพี่ใหญ่สั่งเอง” ต่อไปนี้นอกจากสอนนับเลข บวก ลบ เลขแล้ว ต่อไปคงต้องสอนเกี่ยวกับตัวอักษรด้วยแล้ว
สุดท้ายแล้วหนิงลู่ซือก็เลือกอาหารขึ้นชื่อของเหลาอาหารมา 3 อย่าง ได้แก่ ไก่ผัดถั่วลิสง หมูทอดราดซอสเปรี้ยวหวาน และไก่สับ
เมื่ออาหารมาวางลงบนโต๊ะ สองพี่น้องก็ลงมือจัดการกินมันลงท้องทันที คนที่อร่อยที่สุดคงจะเป็หนิงลี่อิน ดูสิกินไม่พูดไม่จาเลย แต่ก็ดีกินเยอะๆ ตัวจะได้อวบอ้วน
“ว้าย อาฉิน เ้าเป็อะไร” อยู่ๆ ก็มีเสียงใดังขึ้นจากโต๊ะหนึ่ง หนิงลู่ซือจึงหันไปมองตามเสียง เห็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งอายุน่าจะมากกว่าหนิงลี่อินสัก ปี หรือสองปี มีอาการตาเหลือกขึ้นบน ยกมือคลำลำคอตัวเอง และยังไออย่างรุนแรงอีกด้วย หญิงสาวที่คาดว่าน่าจะเป็มารดาของเด็กคนนั้นก็ทำอะไรไม่ถูกได้แต่เรียก ‘อาฉิน’ ไม่หยุด ผู้คนโดยรอบต่างแตกตื่น ไม่มีใครกล้าเข้าไปให้ความช่วยเหลือ ด้วยไม่รู้ว่าเด็กคนนั้นเป็อะไรกันแน่ แต่ไม่ใช่กับหนิงลู่ซือ อาการแบบนี้เรียกว่า ‘อาหารติดคอ’ ไม่ผิดแน่ ถ้าไม่รีบช่วย อาการอาจจะหนักจนถึงขั้นเสียชีวิตได้
หนิงลู่ซือไม่รอช้ารีบวิ่งไปยังโต๊ะของเด็กคนนั้นทันที เมื่อไปถึงโต๊ะนางก็จับตัวเด็กคนนั้นให้ยืนขึ้นโน้มตัวไปทางด้านหน้าเล็กน้อย จากนั้นหนิงลู่ซือก็มายืนทางด้านหลัง ใช้แขนสองข้างโอบลำตัว กำมือวางไว้ที่ใต้ลิ้นปี่ ดันมือลงตรงตำแหน่งลิ้นปี่อย่างรวดเร็ว เพื่อให้เกิดแรงดันในช่องท้อง หนิงลู่ซือทำเช่นนั้นซ้ำๆ ไม่นานก็มีก้อนอะไรสักอย่างหลุดออกมา
“แค่ก แค่ก” เด็กชายไอไม่หยุด ไอจนน้ำหู น้ำตาไหล เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรน่าเป็ห่วง หนิงลู่ซือก็ตั้งใจจะเดินกลับไปที่โต๊ะของตัวเอง
“ขอบคุณเ้ามากค่ะ ถ้าไม่ได้เ้าอาฉินลูกชายข้าจะเป็อย่างไรบ้างก็ไม่รู้” ผู้เป็มารดาของเด็กน้อยกล่าว
“ไม่เป็อันใดเ้าค่ะเื่เล็กน้อย อาการที่ลูกชายท่านเป็เมื่อสักครู่นี้ เรียกว่า อาหารติดคอเ้าค่ะ ถ้าวันข้างหน้าเกิดเหตุการณ์แบบเมื่อครู่อีก ก็ให้ทำแบบที่ข้าทำนะเ้าคะ เพราะถ้าช้าจะทำให้เสียชีวิตได้เ้าค่ะ” หนิงลู่ซืออธิบายเสร็จก็เดินไปนั่งที่โต๊ะ โดยมีสายตาหลายคู่มองมา
“พี่ใหญ่ ท่านเก่งมากๆ เ้าค่ะ” เมื่อนั่งลงที่โต๊ะของตัวเองแล้ว หนิงลี่อินก็เอ่ยชมพี่สาว
“พี่ใหญ่เคยบอกเ้าแล้ว ว่าพี่ใหญ่เก่ง” ได้ทีก็ขอยกยอตนเองหน่อยแล้วกัน
“ไอหยา เป็สตรีแต่กลับกอดผู้ชายกลางที่โล่งแจ้ง ช่างน่าละอายนัก” เสียงลูกค้าคนหนึ่งดังขึ้น
“นั่นสิ บุรุษกับสตรีไม่ควรอยู่ใกล้ชิดกัน แต่นี่นางกลับกอดกลางสายตาผู้คน” เสียงลูกค้าคนที่สองก็ดังตามมา
“นางไปกอดกับผู้ชายคนอื่นที่ไม่ใช่สามีได้เช่นไร ช่างน่าเกลียดยิ่งนัก” เสียงลูกค้าคนที่สามก็ตามมาอีก และมีเสียงอื่นๆ ตามมาอีกหลายคน
ในตอนแรกที่ได้ยินเสียงพูดคุยหนิงลู่ซือก็ไม่ได้คิดอะไรมากนัก แต่เมื่อฟังไปนานๆเ หมือนจะพูดถึงนางอย่างไรอย่างนั้น ดีที่ตอนนี้โต๊ะของเด็กคนนั้นได้เดินทางกลับบ้านแล้ว เลยไม่ต้องมาได้ยินคำพูดพล่อยๆ ของคนเหล่านี้
“คนเราต้องจิตใจสกปรกขนาดไหนนะ ถึงคิดอกุศลกับหญิงสาวที่อายุเลยวัยปักปิ่นกับเด็กชายอายุไม่ถึง 10 หนาวได้ อาอินเ้าว่าคนพวกนี้จิตใจสกปรกหรือไม่”
“สกปรกเ้าค่ะพี่ใหญ่”
“เ้าว่าใคร” ลูกค้าคนที่โดนว่าจิตใจสกปรกขึ้นเสียงใส่สองพี่น้องตระกูลหนิง
“ข้าแค่พูดลอยๆ ใครอยากรับก็รับไป”
“เหอะ ตัวเองเป็สตรีแต่กลับไปกอดบุรุษที่ไม่ใช่สามีตนเอง เช่นนี้ต่างหากที่เขาเรียกว่าสกปรก”
“ท่านรู้จักข้าหรือเ้าคะถึงมาว่าข้าสกปรก แล้วข้าจะบอกท่านให้นะเ้าคะ เมื่อครู่เขาไม่ได้เรียกกอดแต่เขาเรียกว่าการช่วยชีวิต เพราะถ้าไม่มีใครช่วย เด็กคนนั้นคงตายไปแล้ว พวกท่านต่างหากที่จิตใจสกปรก ถ้าไม่คิดจะช่วยอะไรั้แ่แรก ก็ช่วยหุบปากเน่าๆ ของพวกท่านด้วยเ้าค่ะ” นางไม่ใช่คนอ่อนแอที่จะยอมให้ผู้อื่นมายืนด่าโดยไม่คิดตอบโต้
“เ้า เ้า” เมื่อเถียงอะไรไม่ออกลูกค้าสาวที่อายุไม่น้อยแล้วก็ยกนิ้วขึ้นชี้หนิงลู่ซือ
“ข้าทำไมเ้าคะ ถ้าท่านไม่หุบปากข้าจะทำให้ท่านหุบเอง” หนิงลู่ซือเริ่มโมโหแล้ว คนพวกนี้ทำให้นางหมดอารมณ์ในการฉลองกับน้องสาวเสียแล้ว
“เ้าจะทำอะไรข้า”
“อืม ข้าจะทำอะไรท่านดีนะ หรือว่าจะทำให้อาหารติดคอท่านเหมือนเด็กคนเมื่อครู่นี้ดี หรือจะทำให้ท่านหุบปากไม่ต้องพูดสัก 2-3 วันดี” ถ้ายายป้านี้ยังพูดอีก นางจะทำให้อาหารติดคอจริงๆ ด้วย หรือไม่แน่อาจะตบจนเืกลบปากก็เป็ได้ สุดท้ายทุกอย่างก็จบลงที่ยายป้าคนนั้นเดินออกจากร้านไป พร้อมกับคนอื่นๆ ที่ว่าหนิงลู่ซือ
“อาอินมากินกันต่อเถอะ”
“เ้าค่ะ”
สองพี่น้องกลับมากินอาหารตรงหน้าต่อไม่ได้สนใจผู้ใดอีก โดยไม่รู้เลยว่าการกระทำของพวกนางนั้นได้อยู่ในสายตาของใครบางคนที่นั่งบนชั้น 2 ของเหลาอาหารตลอดเวลา
“นางน่าสนใจดีเ้าว่าไหม”
“อืม น่าสนใจ”
ฃฃฃฃฃฃฃฃ
*********************************************************************
พี่น้องตระกูลหนิงร่ำรวยแล้วเ้าค่ะ หลังจากนี้ก็จะเริ่มต้นสร้างบ้านและลงมือสร้างธุรกิจแล้วนะเ้าคะ
มาร่วมเป็กำลังใจให้พวกนางด้วยนะเ้าคะ