ตอนที่ 1 เซี่ยเพ่ยอิง
อิงอิง เ้าของร้านเสื้อผ้าแบรนด์ดังที่เพิ่งเปิดตัวได้เพียงแค่สองปีก็ทำให้เป็ที่รู้จักของคนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งถือได้ว่าเป็เสื้อผ้าแบรนด์ใหม่ที่สามารถตีตลาดเสื้อผ้าได้รวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ
ประวัติของอิงอิง...
ลี่ อิงอิง มีบิดาเป็ถึงเ้าของบริษัทส่งออกอะไหล่รถยนต์และมีมารดาเป็หญิงสาวชาวไทย
เธอเรียนจบทางด้านแฟชั่นดีไซเนอร์มาจากมหาวิทยาลัยเอกชนอันดับหนึ่งของประเทศจีน ด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง
เมื่อเรียนจบมาแล้วเธอก็ได้เปิดร้านเสื้อผ้าสร้างแบรนด์เป็ของตัวเอง จนเป็ที่โด่งดังภายในระยะเวลาเพียงแค่สองปี
แต่เกิดเหตุไม่คาดฝันในกลางดึกคืนหนึ่ง
ซึ่งเป็คืนที่มีฝนกระหน่ำตกลงมาอย่างหนัก
อิงอิงที่เพิ่งจะสะสางงานภายในร้านเสร็จ เธอได้ขับรถยนต์คันหรูกลับบ้านไปด้วยความเร็วที่เรียกได้ว่าแทบจะเป็เต่าคลาน
ถึงแม้ว่าเธอจะขับรถอย่างระมัดระวังเพียงใดก็ตาม ถ้ารถคันอื่นยังขับรถด้วยความประมาทก็สามารถทำให้เกิดอุบัติเหตุได้อยู่ดี
เพราะในขณะที่เธอขับรถมาใกล้จะถึงบ้านแล้วนั้น ได้มีรถบรรทุกคันหนึ่งวิ่งสวนเลนขึ้นมาในระหว่างทางเข้าโค้ง จึงเป็เหตุทำให้อิงอิงไม่สามารถหักพวงมาลัยหลบได้ทัน
ใน่วินาทีนั้นเธอคิดเพียงแค่ว่าหากเธอตายไป แล้วพ่อกับแม่รวมทั้งพี่ชายอีกสองคนจะเสียใจขนาดไหน
เธอได้แต่เอ่ยคำขอโทษคนในครอบครัวอยู่ภายในใจ ที่จากทุกคนไปโดยไม่ได้เอ่ยคำร่ำลาเช่นนี้...แล้วจากนั้นภาพทุกอย่างก็ดับวูบไป
แต่ใครเล่าจะรู้ว่า...การจากไปในครั้งนี้จะเป็แค่จุดเริ่มต้นของเธอ
จากอุบัติเหตุในครั้งนี้...
เป็สาเหตุทำให้ิญญาของเธอถูกดึงให้หลุดออกจากร่างโดยที่เธอไม่รู้ตัว
ิญญาของเธอได้ล่องลอยข้ามโลกข้ามมิติไปยังอีกโลกหนึ่ง ซึ่งเป็โลกที่แตกต่างและไปเข้าร่างของเด็กสาวที่มีนามว่า เซี่ยเพ่ยอิง...
เพ่ยอิงนั้นเป็เด็กสาวที่ร่างกายอ่อนแอและป่วยบ่อยมาั้แ่กำเนิด แต่โชคร้ายที่เธอมีอายุได้เพียงแค่สิบปีเท่านั้น
ในปีที่สิบของเด็กสาว เกิดเหตุการณ์หิมะตกหนักและหนาวยาวนานกว่าทุก ๆ ปีที่ผ่านมา ซึ่งปกติแล้วหน้าหนาวจะอยู่เพียงแค่สามเดือนเท่านั้น แต่ปีนี้กลับหนาวยาวนานมากว่าสี่เดือนแล้ว
ทำให้ร่างกายที่อ่อนแอของเด็กสาวนั้นอดทนต่อความหนาวเย็นต่อไปไม่ไหว และได้หมดลมหายใจไปโดยที่ไม่มีคนในครอบครัวรู้
แต่เด็กสาวก็หยุดหายใจไปได้เพียงแค่ไม่นาน...
ก็ได้มีิญญาดวงหนึ่งที่ท่องเวลาข้ามมิติ ข้ามโลกมาจากแดนไกล เข้ามาผสานรวมเข้ากับร่างของเด็กสาว
“ฝากครอบครัวของข้าด้วยนะเ้าคะพี่สาว”
ิญญาของเด็กสาวเอ่ยกับร่างของตนเองตรงหน้า ถึงแม้ว่าผู้ที่เข้ามาอยู่ในร่างของเธอนั้นจะไม่ได้ยินเสียงที่เธอเอ่ยออกมาเลยก็ตาม
ิญญาของเด็กสาวก็ค่อย ๆ จางหายไป...
ว่าด้วยเื่ครอบครัวของเพ่ยอิงมีสมาชิกในบ้านทั้งหมดห้าคน คือ
เซี่ยเพ่ยอิง เป็เด็กสาวที่มีร่างกายอ่อนแอมาั้แ่กำเนิดจึงทำให้ป่วยบ่อย
เซี่ยชุนเหอ ท่านพ่อของเพ่ยอิงมีอายุสามสิบห้าปี ปกติจะทำงานเก็บสมุนไพรบนูเาเพื่อนำไปขาย แต่เมื่อหน้าหนาวปีที่แล้วพลาดท่าตกเขาลงมาทำให้ขาหัก
เหอม่อหลัน ท่านแม่ของเพ่ยอิงมีอายุสามสิบปี เป็คนที่คอยทำงานและดูแลเื่ทุกอย่างภายในบ้าน
เซี่ยต้าชุน พี่ใหญ่ของเพ่ยอิงมีอายุสิบสามปี ปกติจะเข้าป่าไปช่วยท่านพ่อเก็บสมุนไพรมาขาย แต่หลังจากที่ท่านพ่อขาหัก เขาก็ต้องขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรเพียงคนเดียว
เซี่ยหลีตี้ น้องเล็กของเพ่ยอิงอายุเพียงห้าขวบ มักจะคอยช่วยงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ภายในบ้าน
“เป็อย่างไรบ้างอิงเอ๋อร์” ท่านแม่เอ่ยถามขึ้นมาด้วยความเป็ห่วง ขณะที่ยกชามธัญพืชต้มที่ใสจนแทบจะมองไม่เห็นเมล็ดมาให้เพ่ยอิงที่นอนซมอยู่ข้างเตาไฟ
“ดีขึ้นมากแล้วเ้าค่ะท่านแม่” เพ่ยอิงตอบกลับท่านแม่ออกไป ขณะที่มองธัญพืชต้มที่ท่านแม่ของเธอยกมาให้
“เ้ากินตอนที่มันร้อน ๆ อยู่เถิด จะได้ช่วยให้ท้องเ้าอุ่นขึ้นมา”
“เ้าค่ะท่านแม่” เมื่อเพ่ยอิงที่รู้สึกตัวขึ้นมาก็ได้เอ่ยตอบรับท่านแม่ออกไป แล้วรับชามธัญพืชตรงหน้ามากิน
ถึงแม้ว่าเธอจะไม่อยากกินสักเพียงใด...แต่ก็ต้องจำใจกินเข้าไปก่อนเพื่อประทังชีวิตให้รอดพ้นไปจากหน้าหนาวนี้ให้ได้ เพราะที่บ้านก็แทบจะไม่มีอะไรเหลือให้กินแล้วนอกจากธัญพืชหยาบที่ได้ซื้อมากักตุนไว้ก่อนหน้าหนาว
ปกติแล้วพวกธัญพืชและข้าวที่ครอบครัวของเธอกักตุนเอาไว้ จะมีมากพอให้กินอิ่มไปได้ทุกมื้อจนผ่านพ้นหน้าหนาวไปได้
ซึ่งปกติหิมะจะตกอยู่แค่เดือนกว่า ๆ แต่หน้าหนาวปีนี้ช่างแตกต่างจากทุก ๆ ปีที่ผ่านมา เพราะหิมะได้ตกลงมาอย่างหนักและยาวนานมาเกือบสามเดือนแล้ว
ถ้าหยุดตกก็หยุดให้เพียงแค่ไม่นานเท่านั้น ทำให้หน้าหนาวปีนี้ยาวนานกว่าปีที่ผ่าน ๆ มากว่าหนึ่งเดือนแล้ว
อีกทั้งข้าวและเนื้อที่ซื้อมากักตุนเอาไว้ก็เพิ่งจะหมดไปเมื่อไม่กี่วันก่อน
ตอนนี้จึงเหลือเพียงแค่ธัญพืชหยาบที่ซื้อมากักตุนเอาไว้เผื่อยามฉุกเฉินเท่านั้น
จึงทำให้ต้องกินอาหารที่มีเหลืออยู่กันอย่างประหยัด เพื่อให้มีชีวิตรอดพ้นไปจากหน้าหนาวปีนี้ให้ได้
และตอนนี้อิงอิงเข้ามาอยู่ในร่างของเพ่ยอิงได้เป็เวลากว่าสามวันแล้ว...
ในตอนที่เธอฟื้นขึ้นมาและกำลังสับสนอยู่นั้น จู่ ๆ ก็ได้มีความทรงจำและความรู้สึกของเ้าของร่างคนเก่าได้เข้ามาผสานเข้ากับความคิดและความรู้สึกของเธอ
จึงทำให้เธอพบกับความจริงที่ว่า...ตัวเองได้เสียชีวิตลงไปแล้วจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ และิญญาหลุดออกมาเข้าร่างของเด็กสาวที่อยู่ในยุคและโลกที่แตกต่าง
ยอมรับว่าทำให้เธอใมากเลยทีเดียว
เพราะเื่ราวมหัศจรรย์บนโลกมีมากมาย ไม่คิดว่าหนึ่งในนั้นจะเป็เื่ของเธอ...
ทำให้เธอได้แต่ยอมรับความจริงกับสิ่งที่เกิดขึ้น และใช้ชีวิตต่อไปแทนเซี่ยเพ่ยอิงที่เสียชีวิตลงไป
อีกทั้งยังมีเื่ประหลาดอยู่อีกเื่หนึ่ง...
ที่ข้อมือของเธอได้มีกำไลที่ทำจากไม้เป็ลวดลายเถาวัลย์พันเกี่ยวกันไปมา
เธอจำได้ดีว่ากำไลวงนี้เธอซื้อมาจากร้านขายของเก่าเมื่อสองเดือนก่อน ในขณะที่เธอเดินผ่านหน้าร้านขายของเก่าร้านหนึ่งในย่านการค้าที่ผู้คนพลุกพล่าน
ไม่คาดคิดเลยว่าตัวเธอที่หลุดออกมาแต่ิญญา จะสามารถนำกำไลวงนี้มาได้ด้วย
...
เข้าอาทิตย์ที่สองแล้วที่เธอมาอยู่ในโลกที่ตนเองไม่รู้จักแห่งนี้...
หิมะก็ได้หยุดตกไปั้แ่สามวันก่อน และไม่มีทีท่าว่าจะตกลงมาอีก ตอนนี้เธอจึงนั่งเหม่อมองออกไปทางด้านนอกหน้าต่างในห้องของตัวเอง ที่ไม่มีหิมะตกลงมาอย่างเช่นทุก ๆ วันที่ผ่านมา
โชคดีที่เมื่อก่อนท่านพ่อเป็คนขยันทำงานหาเงินเก่ง จึงทำให้มีเงินเหลือมาสร้างบ้านขนาดสามห้องนอน หนึ่งห้องครัว และหนึ่งห้องส้วม ที่แข็งแรงออกมาได้
เมื่อก่อนในวัยเด็กเธอมักจะออกไปเล่นหิมะนอกบ้านถึงแม้ว่าอากาศจะหนาวเย็นก็ตาม แต่เธอก็ยอมใส่เสื้อกันหนาวหนา ๆ หลายชั้นเพื่อที่จะได้ออกไปเล่น
แต่พอโตขึ้นมาก็เอาแต่เรียน พอเรียนจบก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงานตามความฝันของตัวเอง เพื่อที่จะได้มีแบรนด์เสื้อผ้าที่เป็ที่รู้จักของคนทั้งในประเทศและต่างประเทศ
จึงทำให้ไม่ได้กลับไปทำตัวเป็เด็กที่เมื่อถึงหน้าหนาวทีไรก็ตั้งหน้าตั้งตารอให้หิมะตกเพื่อที่จะได้ออกไปเล่น
ตอนนี้เราก็กลับมาเป็เด็กอีกครั้งแล้ว...น่าจะออกไปเล่นหิมะบ้าง
คิดได้ดังนั้นเพ่ยอิงก็เดินออกไปจากห้องของตัวเอง เพื่อไปขออนุญาตท่านพ่อกับท่านแม่
เมื่อเธอเดินเข้ามาในห้องโถงก็เห็นท่านพ่อกับท่านแม่นั่งอยู่พอดี จึงเอ่ยปากขอออกไป
“ท่านพ่อท่านแม่เ้าคะ ข้าขอออกไปเล่นหิมะด้านนอกนะเ้าคะ” เธอทำสายตาออดอ้อนต่อท่านพ่อกับท่านแม่
“หิมะเพิ่งจะหยุดตก เ้าก็จะออกไปเล่นซนแล้วหรือ” ท่านพ่อถาม
“แม่ว่าอย่าดีกว่านะอิงเอ๋อร์ ร่างกายของเ้าไม่ค่อยจะแข็งแรง หากออกไปเจออากาศหนาว ๆ ข้างนอกจะทำให้ไข้กลับเอาได้นะ” ท่านแม่กล่าวออกมาด้วยความเป็ห่วง
“แต่ท่านแม่เ้าคะ ข้ายังไม่เคยออกไปเล่นหิมะด้านนอกเลยนะเ้าคะ” เพ่ยอิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อนและทำหน้าตาน่าสงสาร
“ข้าร่างกายอ่อนแอมาั้แ่เด็ก เมื่อถึงหน้าหนาวทีไรก็ได้แต่นอนซมอยู่ภายในห้อง จะออกไปไหนก็ไม่ได้ มาหายอีกทีก็ตอนที่หิมะละลายใกล้หมดแล้วทุกที ปีนี้โชคดีที่ข้าหายป่วยเร็ว ให้ข้าได้ออกไปเล่นหิมะด้านนอกบ้างเถิดนะเ้าคะท่านแม่” เพ่ยอิงยังไม่ยอมแพ้
“แต่แม่ว่า...”
“ให้ลูกออกไปเถอะม่อหลัน”
ท่านแม่กล่าวยังไม่ทันจบท่านพ่อก็เอ่ยขัดขึ้นมาเสียก่อน ด้วยความที่เห็นท่าทางของลูกสาวแล้วช่างน่าสงสารยิ่งนัก จึงทำให้ตนใจอ่อนขึ้นมา
“ให้ข้าออกไปเล่นด้านนอกบ้างเถิดนะเ้าคะท่านแม่” เพ่ยอิงทำสายตาออดอ้อนและน่าสงสารจ้องมองไปที่ท่านแม่เพื่อให้ท่านเห็นใจ
“เฮ้อ...ก็ได้ แม่ให้เ้าออกไปก็ได้ แต่เ้าต้องใส่เสื้อผ้าหนา ๆ ออกไปนะ เข้าใจหรือไม่”
ในที่สุดท่านแม่ก็อดทนต่อท่าทางที่น่าสงสารของเพ่ยอิงไม่ไหว
“ท่านแม่ ข้าก็อยากออกไปเล่นกับพี่รองด้วยนะขอรับ” น้องเล็กร้องบอกด้วยอีกคนหนึ่งหลังจากที่ฟังพี่สาวขอท่านแม่ได้สำเร็จ
“ก็ได้...แต่ทั้งสองคนก็ต้องไปใส่เสื้อผ้าให้หนา ๆ กว่านี้แล้วค่อยออกไปเล่น”
“เ้าค่ะ/ขอรับ” เพ่ยอิงกับน้องเล็กรีบวิ่งเข้าไปในห้องเพื่อใส่เสื้อผ้าเพิ่มขึ้นอีกให้หนา ๆ
“แล้วเ้าล่ะไม่อยากออกไปเล่นกับน้อง ๆ บ้างหรือ” เซี่ยชุนเหอหันไปถามลูกชายคนโต
“ไม่ดีกว่าขอรับ แต่ข้าจะออกไปช่วยดูแลน้อง ๆ ให้ดีกว่านะขอรับ”
“อืม ตามใจเ้าแล้วกัน”
จากนั้นเซี่ยต้าชุนก็เดินเข้าไปในห้องของตัวเองเพื่อใส่เสื้อผ้าให้หนาขึ้นด้วยอีกคนหนึ่ง
เพียงไม่นานทั้งสามคน ก็ออกมาจากห้องด้วยตัวที่ใหญ่กว่าเดิมถึงสองเท่า จากนั้นก็พากันเดินออกไปนอกบ้าน
เมื่อเดินออกมาด้านนอกบ้านแล้ว เพ่ยอิงกลับไม่รู้สึกว่าหนาวอย่างที่คิดเลยแม้แต่น้อย
คงเป็เพราะใส่เสื้อผ้าหนาหลาย ๆ ชั้นจึงทำให้อบอุ่นขึ้นมาได้
แต่เอาจริง ๆ แล้วั้แ่ที่เธอฟื้นขึ้นมาในร่างนี้ก็ไม่มีวันไหนที่เธอรู้สึกหนาวเลย
“นะ หนาวววว~ ขนาดใส่เสื้อผ้าหลายชั้นแล้วยังหนาว” น้องเล็กที่ปากสั่นตัวสั่นเอ่ยออกมาพลางมองไปที่พี่ใหญ่กับพี่รองแล้วร้องถามขึ้น
“พี่ใหญ่กับพี่รองไม่หนาวหรือขอรับ”
“หนาวสิ แต่ข้าทนได้ น้องรองหนาวหรือไม่ ถ้าทนไม่ไหวเรากลับเข้าบ้านกันก่อนดีกว่า” พี่ใหญ่ถามออกมาด้วยความเป็ห่วง เพราะกลัวว่าเพ่ยอิงที่เจออากาศหนาวด้านนอกแล้วจะทำให้ไข้กลับมาได้
ส่วนตัวของเขานั้นทนได้ เพราะเมื่อก่อน่ที่หิมะหยุดตกแล้วเขากับท่านพ่อก็มักจะออกจากบ้านฝ่าดงหิมะไปเก็บสมุนไพรจึงทำให้สามารถทนหนาวได้
แต่ปีนี้เขาคงต้องออกไปเก็บสมุนไพรเพียงคนเดียว เพราะท่านพ่อเกิดอุบัติเหตุตกเขาขณะขึ้นไปเก็บสมุนไพรบนเขาเมื่อหน้าหนาวปีที่แล้ว
เนื่องจาก่นั้นเป็่ที่หิมะเพิ่งหยุดตกใหม่ ๆ ทำให้หิมะปิดหลุมปิดบ่อตามธรรมชาติไปเสียหมด ทำให้เดินพลาดเหยียบทางเดินที่เป็แอ่งบนเขาแล้วทรงตัวไม่อยู่จนทำให้ตกลงมาจากเขา ส่งผลให้ขาหักเดินไม่ได้มาร่วมปีแล้ว
เงินที่หามาได้ก็ลดลงมากเพราะหน้าที่หาเงินของครอบครัวตกมาอยู่ที่ต้าชุนที่เป็ลูกชายคนโตแทน
แต่ก็ยังถือว่าไม่ลำบากนักเพราะรายได้จากการเก็บสมุนไพรขายก็พอใช้ได้ในครอบครัว อีกทั้งยังมีเงินเก็บที่ท่านพ่อหามาได้อยู่อีกมากทีเดียว
“ข้าไม่หนาวเลยนะเ้าคะ ออกจะอบอุ่นด้วยซ้ำไป” เพ่ยอิงบอกกับทั้งพี่ใหญ่และน้องเล็ก จึงทำให้ทั้งสองมองมาที่เธอด้วยความประหลาดใจ
“เ้าจะกลับเข้าบ้านไปก่อนหรือไม่น้องเล็ก”
“เอ๊ะ!! พอข้าเดินเข้ามาใกล้พี่รองก็ไม่หนาวแล้วนะขอรับ” หลีตี้กล่าวออกมาทันทีที่เดินเข้ามาใกล้เพ่ยอิง
“ข้าไม่หนาวแล้วขอรับ!! ข้าสามารถเล่นหิมะได้แล้วขอรับพี่ใหญ่ พี่รอง” น้องเล็กร้องบอกออกมาด้วยความดีใจโดยที่ไม่ติดใจสงสัยอะไร
ส่วนต้าชุนที่สงสัยก็เดินเข้ามาใกล้กับน้องรองบ้าง...แล้วเขาก็ต้องพบกับความประหลาดใจเพราะเป็อย่างที่น้องเล็กบอกจริง ๆ
“จริง ๆ ด้วย พอเข้าใกล้น้องรองแล้วก็อบอุ่นขึ้นมาทันที”
“จริงหรือเ้าคะ!” เพ่ยอิงเองก็แปลกใจเช่นเดียวกัน
“ถ้าเช่นนั้นก็ดีแล้วเ้าค่ะ ทุกคนจะได้เล่นหิมะกันโดยที่ไม่ต้องทนหนาว” แม้ว่าเพ่ยอิงจะสงสัย แต่เธอก็ไม่ได้คิดจะหาคำตอบตอนนี้
ถึงแม้ว่าต้าชุนจะประหลาดใจ แต่ก็ไม่ได้กล่าวอะไรออกมาต่อ
ได้แต่เก็บความประหลาดใจเอาไว้เท่านั้น...
ซึ่งการออกมาเล่นหิมะในครั้งนี้ทั้งสามคนไม่ได้ออกมาไกลบ้านมากนัก จะอยู่กันแค่บริเวณหน้าบ้านเท่านั้น
“พี่รองปั้นตัวอะไรหรือขอรับ หน้าตาประหลาดนัก” น้องเล็กที่มานั่งมองได้สักพักแล้วถามขึ้นมาด้วยความสงสัย
หลีตี้นั่งมองพี่รองปั้นเ้าก้อนประหลาดที่มีหิมะกลม ๆ สองลูกมาวางซ้อนทับกัน แต่ลูกข้างบนจะเล็กกว่าลูกข้างล่างหน่อย แถมพี่รองยังไปหากิ่งไม้มาเสียบไว้ทั้งสองข้างอีกด้วย
“ข้ากำลังปั้นตุ๊กตาหิมะ” เพ่ยอิงเอ่ยตอบน้องเล็กที่นั่งทำหน้าสงสัยอยู่ด้านข้าง
“ตุ๊กตาหิมะมันคืออะไรหรือขอรับ”
“มันก็คือตุ๊กตาที่ทำขึ้นมาจากหิมาอย่างไรเล่า”
“ถึงจะดูหน้าตาประหลาด แต่ข้าจะช่วยพี่รองปั้นเยอะ ๆ เลยนะขอรับ” เมื่อน้องเล็กกล่าวจบ ก็ทำการช่วยพี่รองปั้นเ้าตุ๊กตาหิมะตัวใหม่ขึ้นมาทันที ซึ่งพี่ใหญ่ก็เข้ามาช่วยด้วยอีกคนหนึ่ง จึงกลายเป็ว่าทั้งสามคนได้ช่วยกันปั้นตุ๊กตาหิมะขึ้นมา อีกทั้งยังมีการแต่งตาแต่งจมูกให้กับตุ๊กตาที่ช่วยกันปั้นกันขึ้นมาด้วย
ในการปั้นเ้าตุ๊กตาหิมะครั้งนี้ ทุกคนจะไม่ออกห่างจากเพ่ยอิงเลยแม้แต่น้อย เพราะทั้งหลีตี้และต้าชุนได้ลองออกห่างจากตัวของเพ่ยอิงแล้ว ก็พบว่าอากาศหนาวขึ้นมาทันที จึงทำให้ทั้งสองคนต้องทำตัวให้ติดกับเพ่ยอิงอยู่ตลอดเวลา