ตอนที่ 8: าแของนักรบ และมนตราแห่งการเยียวยา
ควันไฟจาง ๆ ลอยอ้อยอิ่งขึ้นมาจากซากรถยนต์ที่ถูกแผดเผา บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัดลงหลังจากกลุ่มโจรที่สิ้นหวังพากันล่าถอยไปในเงามืด น้ำมนต์ยังคงนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นคอนกรีตที่แตกระแหง มือหนึ่งกุมหัวไหล่ที่าเ็ อีกมือหนึ่งพยายามค้ำยันร่างกายไม่ให้ล้มลง ลมหายใจของเขาหนักหน่วงและขาด่ราวกับคนพึ่งวิ่งมาราธอนมานับสิบกิโลเมตร
"น้ำมนต์... นายไหวไหม?" เสียงของโมนาแหบพร่า เธอพยายามพยุงร่างกายที่บอบช้ำจากแรงกระแทกของท่อนเหล็กเข้ามาหาเขา สีข้างของเธอเริ่มเปลี่ยนเป็สีม่วงคล้ำจนเห็นได้ชัดภายใต้ชุดวอร์มที่ขาดวิ่น
"ผม... ผมไม่เป็ไรครับโมนา..." น้ำมนต์ตอบพลางกัดฟันจนเส้นเืที่ขมับปูดโปน แต่ความจริงคือความร้อนแรงจาก "อาคมพุทธคุณ" ที่เขาพึ่งะเิออกไปเมื่อครู่ กำลังตีกลับเข้าสู่ร่างกายเนื่องจากพื้นฐานลมปราณที่ยังไม่แข็งแกร่งพอ
"เ้าโฮสต์หน้าโง่! เลิกปากแข็งได้แล้ว!" เอเต้ปรากฏกายขึ้นในมิติจิตของน้ำมนต์ด้วยน้ำเสียงที่เดือดดาลกว่าครั้งไหน ๆ "นายรู้ไหมว่าการะเิพลังแบบเมื่อกี้มันทำลายเซลล์ประสาทนายไปเท่าไหร่? ถ้านายไม่รีบรักษาตอนนี้ แขนขวานายได้ลีบฝ่อจนใช้การไม่ได้ไปตลอดกาลแน่! และยัยหนูโมนานั่นด้วย... ถ้าปล่อยให้เืตกในแบบนั้น อีโว-ยีนในตัวหล่อนจะเริ่มทำงานผิดเพี้ยนจนกลายเป็สัตว์อสูรไปจริง ๆ นะเว้ย!"
น้ำมนต์สะดุ้ง "เอเต้... แล้วฉันต้องทำยังไง? สอนฉันสิ!"
"ฟังนะ... ข้าจะทำการ 'ดาวน์โหลดรหัสเวทย์รักษา' เข้าไปในสมองส่วนกลางของนาย แต่นายต้องเป็คนร่ายอาคมผ่านกระแสเืเอง นี่ไม่ใช่แค่การท่องปาฏิหาริย์ แต่นายต้องใช้ 'จิต' บังคับให้เม็ดเืขาวไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ... เอาล่ะ เตรียมตัวนะ 3... 2... 1... เริ่ม!"
ทันใดนั้น น้ำมนต์รู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแรงสูงนับหมื่นโวลต์พุ่งปรี๊ดเข้าสู่สมอง ข้อมูลมหาศาลไหลหลากเข้ามาในหัวจนเขาแทบจะอาเจียนออกมาเป็แสงสีฟ้า เขาเห็นภาพโครงสร้างกล้ามเนื้อและเส้นเืของตัวเองเป็แผนผังดิจิทัลที่ซับซ้อน
เขารวบรวมพลังที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด ประนมมือที่สั่นเทาขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้ร่ายมนต์เพื่อทำลาย แต่เพื่อ "สร้าง"
"สัพพะพุทธา... สัพพะธัมมา... สัพพะสังฆา... ชะยะสิทธิ ภะวันตุ เต..."
รอยสักยันต์บนต้นแขนของน้ำมนต์ค่อย ๆ เปลี่ยนจากสีทองกระด้าง เป็สีเขียวนวลที่ดูอ่อนโยนและร่มเย็น เขาเอื้อมมือไปแตะที่ไหล่ของตัวเอง กายััแรกที่เขาััได้คือความเ็ปที่แหลมคมเหมือนถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทง ความเ็ปเริ่มเกาะกิน ความทรมานมันไม่ได้ปราณีชายหมุ่มแต่อย่างใด เขาได้แต่กัดฟันทนอย่างยากลำบาก แต่วินาทีต่อมา ความอบอุ่นที่เหมือนน้ำทิพย์ก็แผ่ซ่านเข้าไปในาแ คราบเืสีคล้ำที่เคยเกาะติดอยู่เริ่มสลายตัว และเนื้อเยื่อที่ฉีกขาดเริ่มถักทอเข้าหากันอย่างน่ามหัศจรรย์
"น้ำมนต์... นั่นมันอะไรกัน?" โมนาเบิกตากว้างมองดูภาพตรงหน้าด้วยความทึ่ง
"มันคืออาคมรักษาครับโมนา... มานี่... ผมจะช่วยคุณ" น้ำมนต์พูดด้วยน้ำเสียงที่ดูนุ่มนวลขึ้น แม้ใบหน้าจะเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ เขาค่อยๆ ยื่นมือไปวางลงบนสีข้างของโมนาเบา ๆ
ในวินาทีที่มือของน้ำมนต์ัักับผิวของโมนา ทั้งคู่รู้สึกเหมือนกระแสไฟฟ้าอ่อน ๆ วิ่งผ่านร่างของกันและกันความรู้สึกแปลกๆ เกิดขึ้นจากการัันี้ โดยที่ทั้งคู่ต่างก็พยามเก็บอาการที่ทั้งคู่รู้สึกแปลกๆ ไว้ แสงสีเขียวนวลไหลผ่านฝ่ามือของน้ำมนต์เข้าสู่ร่างกายของเธอ โมนาหลับตาพริ้ม ความเ็ปที่แสนสาหัสค่อย ๆ มลายหายไป แทนที่ด้วยความรู้สึกสดชื่นอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
"แหมๆ ... ดูแล้วซึ้งน้ำตาจะไหล ประหนึ่งฉากในละครหลังข่าวเลยนะพวกแก" เอเต้ขัดจังหวะพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะคึกคัก "แต่ขอโทษนะจ๊ะ ตอนนี้เราอยู่ในเขตที่เรียกว่า 'ทุ่งกระดูกกลลวง' และไอ้รังสีสีม่วงที่กำลังลอยมาจากทิศใต้นั่นน่ะ คือฝูง 'ค้างคาวกลายพันธุ์' ระดับ 3 ที่เรดาร์ข้าพึ่งจับได้! ถ้ามัวแต่รักษาความสัมพันธ์กันอยู่ตรงนี้ ได้กลายเป็กระดูกขาวโพลนกันทั้งคู่แน่!"
น้ำมนต์รีบลุกขึ้นยืนพลางดึงมือโมนาขึ้นมา "เราต้องไปแล้วครับโมนา เอเต้บอกว่ามีศัตรูใหม่กำลังมา"
"ไปไหนดีเอเต้? บอกทางที่ปลอดภัยที่สุดมา!" น้ำมนต์สั่งในใจ
"ปลอดภัยเรอะ? ในมิตินี้ไม่มีหรอกโว้ย!" เอเต้ตอบพลางฉายแผนที่สามมิติขึ้นในดวงตาน้ำมนต์ "แต่ถ้าจะพอมีโอกาสรอดและมีเสบียงล่ะก็... มุ่งหน้าไปที่ 'ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีชีวภาพ' ที่ซ่อนอยู่ใต้ซากโรงพยาบาลรกร้างนั่น ข้าััได้ถึงพลังงานของ 'กล่องพัสดุ' ที่พ่อของยัยหนูนี่พยายามส่งสัญญาณนำทางมาให้... ไปเร็ว!"
ทั้งสองคนออกวิ่งไปท่ามกลางเงามืดของเมืองที่พังทลาย โดยมีเสียงปีกของค้างคาวนับพันกระพืออยู่เื้ัราวกับเสียงพายุที่กำลังจะถล่ม!