จวนกงติ้งอ๋องเป็คฤหาสน์ใหญ่สี่ชั้นที่สร้างตามแบบเจียงหนานหลังคาโค้งงาม ระเบียงคดเคี้ยว ประตูซุ้มศิลาและสายน้ำตัดสลับกันอย่างวิจิตร
ฉู่จวินหลันเคลื่อนไหวดุจแมวป่าแคล่วคล่องซ่อนตัวไปตามมุมลับต่างๆ ของจวนเพื่อหลบองครักษ์เฝ้ายามจากนั้นมุ่งหน้าเข้าสู่เรือนใน
ตามฐานะซื่อจื่อ[1]เขาย่อมต้องพำนักในเรือนใหญ่รองจากเรือนของชายาอ๋อง
แต่เมื่อตระเวนหาจนครบก็ไม่พบตัวพบเพียงบุตรชายบุตรสาวคนอื่นของกงติ้งอ๋อง และบรรดาอนุทั้งสิบแปดนาง
ฉู่จวินหลันรีบหลบไปหลังต้นหลิวใหญ่ทันทีที่เห็นสาวใช้เฝ้ายามสองคนถือตะเกียงเดินลัดสวนผ่านมา
“วันพรุ่งซื่อจื่อก็จะเข้าพิธีแต่งงานแล้วท่านอ๋องยังไม่กลับมา พระชายาก็ยิ่งทำเป็ไม่สนใจ”
“ในเมื่อไม่ใช่ลูกของตนเหตุใดต้องสนใจกันเล่า”
“นั่นสินะ!ซื่อจื่อโง่เง่าไม่รู้ความ ทั้งยังไร้ประโยชน์ แต่เพราะเป็บุตรชายภรรยาเอกจึงแย่งตำแหน่งของคุณชายเผิงได้ เช่นนั้นจะให้พระชายานิ่งนอนใจได้อย่างไร”
“ว่าแต่เ้าได้ยินหรือไม่เมื่อครู่โรงครัวเพิ่งส่งอาหารไปยังเรือนจิ้งเซวียน แต่ซื่อจื่อกลับทำหกเสียหมด”
“เช่นนั้นก็ไม่ได้กินน่ะสิ”
“คนโง่มักทนมือทนเท้าทั้งยังทนหิว ไม่กินมื้อเดียวคงไม่ตายหรอก”
เสียงซุบซิบจางหายไปพร้อมแสงตะเกียงเหลือเพียงเสียงแมลงกลางสวน
ฉู่จวินหลันยกคิ้วเล็กน้อยดูท่าว่าคนโง่นั่นมีชีวิตไม่ต่างไปจากเ้าของร่างเดิมเลย
นางเดินลัดเลาะไปจนถึงมุมเรือนห่างไกลก็เห็น ‘เรือนจิ้งเซวียน’ที่สาวใช้สองคนนั้นเอ่ยถึงเรือนนั้นตั้งอยู่ตรงมุมตะวันออกเฉียงเหนือชิดเรือนรับแขกด้านหลังกั้นเพียงกำแพงกับตรอกเล็ก ประตูเรือนเปิดอ้าภายในภายนอกเต็มไปด้วยวัชพืชรกร้าง ซ้ำยังไม่มีองครักษ์เฝ้ายามสักคน
ฉู่จวินหลันหลบอยู่หลังหินไท่หู[2]และเฝ้าสังเกตอยู่ครู่หนึ่งครั้นแน่ใจว่าปลอดภัยแล้วจึงย่องกายเข้าไปในเรือน นางพุ่งเข้าหาบ่าวชายร่างผอมคนหนึ่งซึ่งยืนหันหลังให้อย่างรวดเร็วจากนั้นใช้นิ้วสกัดจุดที่หัวไหล่และรักแร้ คนผู้นั้นจึงตรึงค้างอยู่ตรงนั้นทันทีแม้ดวงตาเบิกกว้างแต่ไม่อาจขยับได้
แสงตะเกียงภายในเรือนส่องลอดช่องหน้าต่างกระทบพื้นฉู่จวินหลันก้าวขึ้นหลังคาโดยใช้ชายคาเป็ตัวส่ง พลิ้วกายแ่เบาราวกับใบไม้ปลิวบ่าวชายคนนั้นมองนางอย่างตกตะลึง
ฉู่จวินหลันแซะกระเบื้องออกหนึ่งแผ่นทำให้แสงไฟในห้องสาดต้องใบหน้างดงามเย็นเยียบของนาง
เครื่องเรือนภายในเก่าจนสีถลอกอย่างเห็นได้ชัดในห้องมีชายหนุ่มผู้หนึ่งนั่งอ่านตำราอยู่ตรงหน้าโต๊ะเขาสวมอาภรณ์ผ้าแพรสีขาวนวลซีดกึ่งเก่ากึ่งใหม่ ผมดำมวยครึ่งศีรษะ
ฉู่จวินหลันชะงักไปเล็กน้อย
ข้ามาผิดเรือนหรือซื่อจื่อเป็คนโง่ไม่ใช่หรือ เหตุใดกำลังอ่านหนังสืออยู่กัน
“ใคร!”
ทันใดนั้นชายหนุ่มผู้นั้นก็เงยหน้าขึ้นอย่างตื่นตัวพร้อมจ้องมาทางนาง
ดวงตาฉู่จวินหลันหดแคบลง
ตรงหน้าคือบุรุษหนุ่มรูปงามคมคายคิ้วเรียวดั่งคมดาบ ดวงตาเปี่ยมอำนาจนั้นฉายแววเ็าดุดันดุจเหยี่ยวทำให้ผู้ถูกมองขนลุกซู่ไปทั้งแผ่นหลัง
ฉู่จวินหลันทะลุหลังคาลงมาจนกระเบื้องแตกกระจายนางพุ่งเข้าหาเขา เพียงพริบตาก็ปะทะกันหลายสิบกระบวนท่านางดันเขาชิดกำแพงก่อนจะใช้วิชาสกัดจุดจนกักตัวเขาได้ในที่สุด
“ท่านคือเซียวซวี่ใช่หรือไม่”
“เ้าเป็ใคร!” เซียวซวี่หอบหายใจแรงพิษที่กดข่มไว้พลันปะทุขึ้นอีกครั้งอีกทั้งยามนี้จุดสำคัญถูกตรึงจนบ่าไหล่ทั้งสองข้างหมดเรี่ยวแรง
ตรงหน้าเขาคือสาวงามผู้หนึ่งโฉมหน้างามสะท้านแต่กลับแฝงไว้ด้วยความอำมหิต ดวงตาคมคายแข็งกร้าวราวกับสัตว์ร้ายที่พร้อมจะขย้ำคอเขาได้ทุกเมื่อ
“เ้าเป็ใครกันแน่!”
“แสดงว่าท่านคือเซียวซวี่จริงๆ สินะ”
ฉู่จวินหลันยกยิ้มบางดวงตาโค้งทอประกายระยับ “ไม่ใช่ว่าท่านเป็คนโง่หรอกหรือ”
เซียวซวี่เม้มปากแน่นหวังฉวยจังหวะที่ฉู่จวินหลันเผลอยกเท้าถีบนางทว่าฉู่จวินหลันเบี่ยงกายหลบอย่างว่องไวจากนั้นยกเข่ากระแทกเข้าจุดสำคัญตรงต้นขาด้านในอย่างแรง
แข้งขาเซียวซวี่พลันอ่อนแรงทิ้งตัวพาดลงบนขาของนาง
เซียวซวี่ซึ่งใบหูร้อนผ่าวพยุงตัวขึ้นพอเงยหน้าก็สบเข้ากับดวงตาระยับวาวราวผืนน้ำใสสะท้อนแสงดาวของนาง ความร้อนแล่นวาบแน่นในอกจนต้องรีบหลุบตาลงทว่าสิ่งที่สะท้อนในตาครั้งนี้กลับกลายเป็ริมฝีปากอิ่มสีแดงสดแทนลมหายใจพลันติดขัด บรรยากาศรอบกายก็อึดอัดขึ้นมาอย่างประหลาด
ฉู่จวินหลันโน้มกายแนบชิดจนหน้าอกชิดกับอกกว้างฝ่ามือบอบบางทาบทับลงบนมือหยาบกร้าน ขาแนบประสานกันสนิทร่างบุรุษส่งกลิ่นหอมเย็นบางเบาราวหิมะเจือกลิ่นสนทำให้นางที่เปี่ยมไปด้วยแรงอาฆาตเมื่อครู่ค่อยๆ สงบลงส่วนกลิ่นกายของนางหอมสดชื่นเจือสมุนไพรขมบางเบาโอบล้อมประสาทััของเขาอย่างไม่ให้ตั้งตัวความร้อนวาบแล่นพล่านทั่วร่างจนต้องเม้มปากแน่นพลางเบือนหน้าหนี
ฉู่จวินหลันหัวเราะเบาๆก่อนจะก้มลงกระซิบข้างหูด้วยเสียงนุ่มคล้ายสายลมยามราตรี “ข้าชื่อฉู่ จวิน หลัน”
เซียวซวี่เบิกตาจ้องนางด้วยแววตาไม่อยากเชื่อใจเต้นถี่รัวไม่เป็จังหวะ
ฉู่จวินหลันหัวเราะหยันนางลังเลเพียงชั่วครู่ ก่อนจะเอามือทั้งสองข้างที่กักร่างเขาอยู่ลง จากนั้นหมุนกายเดินไปนั่งบนเก้าอี้ไท่ซือ[3]ที่สีถลอกด้านข้าง
เงาร่างอ่อนช้อยตัดกับความเก่าโทรมของเก้าอี้ยิ่งขับให้ความงามน่าหวาดหวั่นของนางเด่นชัดขึ้น
“ท่านถูกพิษสองชนิด หากข้าเดาไม่ผิดคงมีผู้คิดจะใช้พิษสองตัวนี้หักล้างกัน...ช่างไร้เดียงสานัก!คิดว่าพิษจะหักล้างกันได้จริงหรือ ร่างกายมนุษย์นั้นลึกล้ำยิ่งนัก เวลาผ่านไปนานเข้าพิษสองชนิดนี้จะกัดกินรากฐานเวลาพิษกำเริบก็เป็เช่นที่ท่านเผชิญอยู่ มีวรยุทธ์ก็ไร้เรี่ยวแรงจะเอาชนะข้าได้”
“เ้าเป็ใครกันแน่”ใบหน้าเซียวซวี่เคร่งขรึม แต่ในดวงตากลับมีแววสั่นไหวเล็กน้อย ในความทรงจำเขาฉู่จวินหลันเป็เพียงคนป่วยหลับใหลในห้วงภวังค์ แม้จะหายดีแล้วก็เป็แค่สตรีห้องหอธรรมดา ไม่อาจััเพียงเล็กน้อยก็ล่วงรู้ชีพจรเขาได้เช่นนี้
“ข้าบอกท่านไปแล้วนี่ ความจำสั้นหรือไรหรือว่าท่านไม่พอใจในคำตอบ อยากให้ข้าเป็โจรชิงสตรี?”
“เ้า...ไร้ยางอายยิ่งนัก!”สีหน้าเซียวซวี่เคร่งขรึมยิ่งกว่าเดิม เขานั่งลงอีกฝั่งของโต๊ะก่อนจะเอ่ยถาม “เ้ามาที่นี่ด้วยเื่อันใด”
ฉู่จวินหลันหลุบตาลงก่อนที่เ้าของมือดุจหยกขาวชั้นเลิศจะกล่าวว่า “เดิมทีข้าตั้งใจจะฆ่าเ้าแต่เห็นว่าเ้ายังพอดูเข้าตาข้าอยู่บ้างอีกทั้งยังไม่ใช่คนโง่เขลาที่ไม่รู้อะไรเลย เช่นนั้นก็ช่างเถิด”
เซียวซวี่เม้มปากเงียบ นั่งตัวยืดตรงทว่าท่วงท่าสง่างามกลับแผ่กลิ่นอายเ็าโดดเดี่ยวและแข็งกร้าวออกมาจนฉู่จวินหลันนึกไม่ออกเลยว่าเวลาเขาแสร้งทำตัวเป็คนโง่จะเป็เช่นไร
“วันพรุ่งท่านกับข้าก็ต้องเข้าพิธีแต่งงานกันแล้วแต่ดูเหมือนในจวนท่านจะไม่มีการเตรียมการใดๆ เลยนะ”
“คนโง่แต่งงานกับคนนอนนิ่งราวกับศพเ้าคิดว่ายังต้องเตรียมสิ่งใดอีกหรือ” เซียวซวี่เอ่ยอย่างเย้ยหยันก่อนจะมองนางตรงๆ “เ้ามองออกหรือไม่ว่าพิษในกายข้ามาจากที่ใด”
“ข้าบอกท่านตามตรงเลยแล้วกันข้าสามารถถอนพิษในกายท่านได้” ฉู่จวินหลันพูดพลางมองหน้าของเซียวซวี่แต่สีหน้าเขากลับไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆทว่าเมื่อนางเห็นว่าไม่อาจคาดเดาความรู้สึกจากสีหน้าเขาได้จึงยิ่งรู้สึกสนใจ “หากท่าน้าแต่งกับข้าก็จงยกเกี้ยวใหญ่แปดคันมาสู่ขออย่างถูกต้องตามธรรมเนียมและเลิกคิดจะหาม้าสี่ตัวเพื่อยกข้าเข้าประตูข้างไปเสีย”
เมื่อเห็นเซียวซวี่นางกลับไม่อยากฆ่าเขาอีกต่อไป บุรุษผู้นี้มีอดีตและเื่ราวซ่อนอยู่มากมายทำให้นางอยากรู้ยิ่งนัก
ทันใดนั้นฉู่จวินหลันก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเบาราวเงาใกล้เข้ามาคิดว่าคงเป็องครักษ์ของเซียวซวี่ นางจึงะโออกทางหน้าต่างอย่างว่องไวเพียงไม่กี่ก้าวก็ขึ้นไปบนกำแพงสำเร็จก่อนที่ร่างนั้นจะเลือนหายไปในความมืดราวกับิญญา
“ซื่อจื่อ ซื่อจื่อขอรับ!”
เมื่อองครักษ์ทั้งห้าคนเห็นผู้ติดตามของซื่อจื่อนามจิ่งอวี้ยืนตัวแข็งอยู่ในลานเรือนก็ถึงกับใจนแทบสิ้นสติ
พวกเขารีบรุดเข้ามาในห้องแต่กลับเห็นคุณชายของตนยังนั่งอยู่ข้างโต๊ะสีหน้าเ็าของเขากลับปรากฏรอยแดงน่าสงสัยอยู่จางๆ พอเข้าไปใกล้ก็คล้ายจะได้ยินเขาพึมพำเสียงเบา
“เกี้ยวใหญ่แปดคัน...สู่ขอตามธรรมเนียม...”
ฉู่จวินหลันที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยความอาฆาตพยาบาทบัดนี้หายไปจนสิ้น พอกลับถึงจวนฉู่ตามเส้นทางเดิม ฟ้าก็เริ่มสว่างรำไร
คนของหน่วยัน้ำกำลังทยอยถอนตัวยามนี้บิดาของนางฉู่ไฉเหลียงกับอารองฉู่ไฉจวิ้นกำลังกล่าวขอบคุณเหล่าคนของหน่วยัน้ำกับกองบัญชาการปัญจทิศรักษานครอยู่หน้าประตู
นางเลี่ยงที่จะเข้าทางประตูใหญ่และเลือกที่จะปีนเข้าทางกำแพงด้านหลังแทนจากนั้นมุ่งหน้าไปทางซากเรือนที่พังทลายของตนเพียงแค่เข้าใกล้ก็ได้ยินเสียงแหบพร่ากรีดร้องวิงวอนอย่างสิ้นหวัง “ขอร้องล่ะหลันหลันต้องไม่ตาย! นางต้องไม่ตาย!”
เสียงนั้นแฝงด้วยความทุกข์ระทมจนฉู่จวินหลันได้ยินแล้วยังปวดใจคนผู้นั้นคือฉู่หวาถิง พี่ชายร่วมมารดาของนาง ผู้เคยเป็อัจฉริยะเยาว์วัยทว่าเพราะถูกลอบทำร้ายจนตาบอด เส้นทางราชการจึงถูกตัดขาดสิ้น!
“พี่ชายใหญ่ในเมื่อน้องสาวสามจากไปแล้วท่านก็ทำใจเสียเถิดเ้าค่ะ”เสียงหวานเย้ายวนดังขึ้นปลอบโยนอย่างเศร้าสร้อย“น้องสาวสามมีชีวิตอยู่ก็ทุกข์ทรมานการจากไปครั้งนี้อาจเป็การปลดปล่อยนางก็ได้ไม่ใช่หรือ”
“ใช่แล้วหวาถิงเ้าร่ำไห้คร่ำครวญอยู่ที่นี่แล้วจะมีประโยชน์อันใด เ้าเองก็มองไม่เห็นจะเข้าไปขุดศพออกมาได้อย่างไร” อีกเสียงหนึ่งอ่อนหวานเยียบเย็นแต่กลับแฝงด้วยการเย้ยหยันอย่างชัดเจน
ฉู่หวาถิงทรุดกายคุกเข่าท่ามกลางแอ่งน้ำสกปรกยกสองมือกำผมบนศีรษะแน่น พร่ำเอ่ยด้วยความสิ้นหวัง “เป็ความผิดข้าข้าไม่ได้ปกป้องนาง เป็ความผิดข้า...หลันหลัน พี่ชายจะไปอยู่กับเ้าจะตามไปอยู่กับเ้าเดี๋ยวนี้” พูดพลางพยายามยันตัวลุกขึ้นอย่างโซซัดโซเซ
จื่อเยียนรีบเข้าไปประคองฉู่หวาถิงไว้แม้อยากบอกความจริง แต่ก็กลัวว่าจะทำให้คุณหนูของตนเสียการใหญ่
เป่าเล่อบ่าวคนสนิทของฉู่หวาถิงร้องไห้จนตาบวมคุกเข่าลงกอดเอวฉู่หวาถิงแน่น “คุณชายใหญ่ ท่านอย่าทำเช่นนี้เลยคุณหนูสามย่อมไม่อยากให้ท่านเป็เช่นนี้ นี่ไม่ใช่ความผิดของท่านเหตุใดท่านต้องทำถึงเพียงนี้ด้วย!”
“ใช่ นี่ไม่ใช่ความผิดของท่านเหตุใดท่านต้องอยากตายเล่า” เสียงอ่อนหวานของสตรีพลันดังขึ้นทางด้านหลังพวกเขา
ทุกคนหันกลับไปมองพร้อมกันเห็นหญิงสาวผมยาวสยายในชุดสีขาวหม่นเพราะเปื้อนฝุ่นยืนพิงอยู่ที่ประตูโค้งใต้แสงจันทร์ริมฝีปากยกยิ้มบาง สายตาเยาะเย้ย
“กรี๊ด!” ทันใดนั้นคุณหนูรองฉู่เมิ่งอิ๋งคุณหนูห้าฉู่อวิ๋นเจียว และคุณหนูเจ็ดฉู่เพ่ยซานต่างพากันกรีดร้องออกมา
อนุหวัง อนุซุน และอนุซูยิ่งสีหน้าราวกับเห็นผีจนแทบล้มลงไปก้นกระแทกพื้น
คุณชายสี่ฉู่หวาจางฝืนทำใจกล้าเอ่ยถามเสียงสั่น “เ้า...เป็คนหรือผีกันแน่!”
“เหตุใดน้องชายสี่ถึงหวังให้ข้าเป็ผีเล่าหากข้าเป็ผี ก็คงเป็ผีอาฆาตที่จะกัดกินคนแน่แท้!”
ฉู่จวินหลันเอียงคอพลางเล่นกับปอยผมก่อนกวาดสายตามองขึ้นลงราวกับสัตว์ร้ายกำลังมองหาที่ลงเขี้ยวทำเอาฉู่หวาจางรีบยกมือปิดอกแล้วถอยหลังไปสองก้าวด้วยความหวาดหวั่น
“เร็วเข้า! เร็วเข้า! จับนางไว้!นางเป็ผี!”
“ใช่! นางเคยนอนนิ่งราวกับผีตอไม้แต่บัดนี้กลับเคลื่อนไหวพูดจาได้ ย่อมถูกผีสิงแน่นอน จับนางไว้!”
อนุหวังกับอนุซูกรีดร้องลั่น
ฉู่เมิ่งอิ๋งถึงกับร้องไห้โฮและเอาแต่หลบอยู่ด้านหลังอนุหวังไม่ยอมโผล่หน้าออกมา “ท่านต้องรีบให้คนไปหานักพรตมาโดยด่วนนะเ้าคะน้องสาวสามต้องถูกผีร้ายเข้าสิงแน่ๆไม่เช่นนั้นไฟลุกโหมถึงเพียงนั้นนางจะรอดมาได้อย่างไรกัน!”
[1] ซื่อจื่อ หมายถึง ผู้สืบทอดบรรดาศักดิ์เป็คำเรียกในเชิงยกย่องให้เกียรติ ไม่ใช่คำเรียกอย่างเป็ทางการ
[2] หินไท่หู หมายถึงหินปูนลักษณะแปลกประหลาดที่เกิดจากการกัดเซาะของน้ำเป็เวลานานทำให้มีรูพรุนและรูปทรงซับซ้อน มักจะนำมาใช้ประดับสวนหิน
[3] เก้าอี้ไท่ซือ หมายถึงเก้าอี้ไม้พนักสูงแบบโบราณ เดิมเป็ที่นั่งของขุนนางชั้นผู้ใหญ่นิยมใช้ในหมู่ชนชั้นสูง