ยอดคุณชายอันดับหนึ่ง

    บทที่ 1 หญิงปริศนา

            เรื่องเล่าที่เคยฟัง นิยายที่เคยอ่าน หนังสือที่เคยเรียน บ้างเป็นเรื่องจริง บ้านเป็นเรื่องแต่ง บ้างเป็นเรื่องที่มีความจริงผสมอยู่เล็กน้อย บ้างก็เป็นเรื่องจินตนาการที่ไม่มีความจริงอยู่เลย สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องราวที่คนในอดีตถ่ายทอดสู่คนรุ่นหลัง และ “หวังมู่” ก็คือคนรุ่นหลังที่เต็มไปด้วยพลังแห่งความท้าทาย เขาต้องการที่จะไปสำรวจขั้วโลกเหนือ
            สมัยยังเด็ก หวังมู่ได้ยินเรื่องของขั้วโลกเหนือมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นอากาศที่เย็นจัด สิ่งมีชีวิตที่หาดูได้ยาก แผ่นน้ำแข็งที่หนาเป็นชั้นๆ กองสุมเป็นภูเขา ซากฟอสซิลขนาดเล็กที่ถูกผนึกไว้อย่างสมบูรณ์ด้วยความเย็น หรือแม้แต่เมื่อสิบปีก่อน ก็ยังมีข่าวออกมาด้วยว่ามีชาวบ้านที่อาศัยอยู่แถวขั้วโลกเหนือพบเต่าที่ถูกแช่ไว้ในน้ำแข็ง และเมื่อนักวิทยาศาสตร์ตรวจสอบดูเต่าตัวนี้มีอายุเกือบสองร้อยปี แถมพอละลายน้ำแข็งออกมาแล้ว เต่ากลับยังมีชีวิตอยู่!
            ขอให้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับขั้วโลกเหนือ หวังมู่ที่ติดตามข่าวสารทั้งในประเทศ และต่างประเทศเป็นประจำย่อมทราบข่าวนี้เช่นกัน แต่จุดผลิกพันที่ทำให้หวังมู่ มุ่งมั่นออกเดินทางตามความฝันในวัยเด็ก ก็ด้วยสาเหตุมาจากพ่อของเขา ได้ตายจากโลกนี้ไปเมื่อสองเดือนก่อน
            “ชีวิตช่างไม่แน่นอน ความฝันที่ฉันอยากจะทำในตอนเด็ก ฉันต้องทำให้ได้” หวังมู่พูดกับตัวเองในใจ คิดได้แล้วหวังมู่ก็รีบจัดการงานในมือ มอบหมายให้คนที่ไว้ใจได้ เตรียมแผนการเดินทาง ซักซ้อมร่างกายตัวเองให้คุ้นชินกับสภาพอากาศเย็นจัด ในที่สุดคณะเดินทางของหวังมู่ก็ได้มาเหยียบแผ่นน้ำแข็งขั้วโลกเหนือแล้ว
            “เร่งมือกางเต้นท์หน่อย”
            “อย่าลืมเตรียมอาหารด้วย”
            “ก่อนกางแผ่นความร้อนอย่าลืมรองเบาะอีก 1 ชั้น”
            หวังมู่มองผู้ดูแลคณะเดินทางของตัวเองจัดการสิ่งต่างๆ ด้วยหางตารอบหนึ่ง ก่อนจะหันสายตากวาดมองไปรอบทิศ ถึงแม้อากาศจะหนาวกว่าที่คิดไว้ แต่เขาก็รู้สึกสมใจจริงๆ ราวกับชีวิตยากลำบากที่ถูกพ่อเคี่ยวเข็ญวัยเด็กได้ถูกเติมเต็มขึ้นมาแล้ว
            “คุณหวังครับ พรุ่งนี้เราจะไปทางไหนกันดี?”
            ไม่เสียเวลาให้ครุ่นคิด หวังมู่ยกมือชี้ออกไป ผู้ดูแลคณะเดินทางเมื่อหันไปตามปลายนิ้วมือก็เห็นเป็นภูเขาลูกหนึ่งที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ ประเมิณด้วยตาแล้วคาดว่าคงต้องใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 3 วันกว่าจะไปถึงตีนเขา
            “ถ้าคุณหวังต้องการไปที่นั่นจริงๆ เราคงต้องหยุดพักเท้าที่นี่ก่อนสักหนึ่งวันเพื่อเตรียมเสบียง”
            “คุณไปจัดการเถอะ”
            ผู้ดูแลคณะเดินทางร้องรับ พร้อมกับโห่ร้องในใจ คุณหวังคนนี้เป็นลูกค้ามือเติบ ร้องขอสิ่งใดไม่เคยถามเรื่องราคา คุณหวังยังบอกอีกว่าขอเพียงทำทุกอย่างไม่มีผิดพลาดจบงานนี้มันยังจะได้เงินรางวัลพิเศษ หน้าที่ของมันก็แสนง่าย แค่จัดแจงที่พักระหว่างเดินทาง เตรียมเสบียงอาหาร จัดการเดินทางต่างๆ ส่วนเรื่องความปลอดภัย มันไม่ต้องยุ่งเกี่ยว เพราะคุณหวังมีคนของเขาเอง 
            โทรศัพท์ดาวเทียมที่พกไว้ในเป้ถูกหยิบออกมา ผู้ดูแลคณะเดินทางโทรสั่งเสบียงไป พร้อมกับข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นต่างๆ ในการสำรวจภูเขา ปลายสายรับคำอย่างว่าง่าย หลังจากตกลงสถานที่กันเรียบร้อยแล้ว ในชั่วโมงที่สี่หลังจากโทรไป ก็มีเฮลิคอปเตอร์บรรจุเสบียงมาส่งถึงที่ จนบางทีผู้ดูแลคณะเดินทางก็อดปวดใจไม่ได้ว่าจะล้างผลาญเงินไปถึงไหน? ช่างเป็นการเดินทางสำรวจที่สบายจริงๆ เพราะไม่ต้องเตรียมเสบียงอาหารล่วงหน้าเผื่อการเดินทางเลย
            เมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้ว หวังมู่พร้อมคณะก็ออกเดินทางกันอีกครั้ง ขบวนเดินทางจัดเป็นรูปสามเหลี่ยม มีคนนำทางอยู่ด้านหน้าพร้อมกับผู้คุ้มกันสองคนที่ถือปืนยาวกึ่งอัตโนมัติเอาไว้ ตามมาด้วยผู้ดูแลคณะเดินทาง หวังมู่ ประกบซ้ายขวาด้วยผู้คุ้มกันอีกชั้น ปิดท้ายขบวนด้วยลูกหาบสี่คน พร้อมกับผู้คุ้มกันอีกสองคน และยังมีรถลุยหิมะเอาไว้ใช้ขนเสบียงอีกสองคัน
            ใช้เวลาเดินทางประมาณสามสิบชั่วโมง หวังมู่และคณะก็เริ่มมองเห็นตีนเขาแล้ว ด้วยสภาวะอากาศที่เปิดโล่งแบบนี้ การมองเห็นภูเขาที่อยู่ไกลๆ จึงไม่ใช่เรื่องยาก พอหาทำเลที่เหมาะสำหรับก่อเต้นท์ที่พักได้แล้ว ผู้ดูแลคณะเดินทางก็ประชุมวางแผนสำรวจภูเขาเบื้องหน้าในวันพรุ่งนี้ทันที
            “คุณหวังอยากสำรวจไปถึงยอดเขาไหมครับ ถึงเขานี้จะไม่ได้สูงถึงขนาดเอเวอร์เรส แต่จากสายตาของผมถ้าอยากจะไปถึงยอดเขาอย่างน้อยๆ ก็ต้องตั้งที่พักหนึ่งจุด”
            หวังมู่ขบคิดชั่วครู่ “ไหนๆ พวกเราก็มาถึงตรงนี้แล้ว การไปให้ถึงยอดเขาก็ไม่เลว”
            “ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้เราจะเดินไปสำรวจหาที่ตั้งจุดพักบนเขากันก่อน การปีนเขารอบนี้คงใช้เวลาประมาณสี่วัน แต่ผมขอเน้นย้ำอีกครั้ง ความปลอดภัยจะมาเป็นอันดับหนึ่ง”
            การปีนเขาลูกที่ไม่ค่อยเป็นที่นิยม มีความยากลำบากกว่าการปีนเขาลูกที่มีความนิยมเยอะมาก เพราะเส้นทางที่เดินตั้งแต่ตีนเขา ไปจนถึงยอดเขานั้นจะต้องทำขึ้นมาใหม่ แถมเส้นทางนี้ก็ไม่แน่ว่าจะถูกต้องและเป็นเส้นทางที่ดีที่สุดหรือไม่ อีกทั้งสถานที่บริเวณจุดตั้งพักก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะมันเป็นสถานที่สำหรับปรับอุณหภูมิ เพื่อให้ร่างกายคุ้นชินกับแรงกดอากาศ และออกซิเจนที่น้อยกว่าปกติ นอกจากนี้ความปลอดภัยก็สำคัญไม่แพ้กัน การที่จะต้องเตรียมความพร้อมในทุกๆ ด้านแบบนี้ ทำให้ผู้ดูแลคณะเดินทางถึงกับมีเหงื่อไหลซึมขึ้นมา ถึงแม้ว่าเวลานี้มันจะอยู่ในที่อากาศหนาวติดลบนับสิบองศาก็ตาม
            คณะเดินทางของหวังมู่แบ่งออกเป็นสองทีม ทีมแรกคือทีมพิชิตเขามีด้วยกันทั้งหมด หกคน คือหวังมู่ ผู้ดูแลคณะเดินทาง ลูกหาบสองคน และคนคุ้นกันสองคน ส่วนที่เหลือคือทีมสนับสนุนที่จะตั้งเต็นท์อยู่บริเวณตีนเขาเพื่อคอยสนับสนุนเผื่อในกรณีที่ทีมพิชิตเขาเกิดปัญหาบางอย่างขึ้นมา
            “ทีมพิชิตเขา ออกเดินทางได้!” ทั้งหกคนออกเดินทางในรูปแบบแถวเรียงหนึ่ง มีเส้นเชือกเกี่ยวกันและกันเอาไว้ เส้นเชือกนี้มีประโยชน์อย่างมาก เพราะถ้าเกิดว่าระหว่างทางมีพายุหิมะลมแรง หรือเกิดมีใครลื่นไถลหกล้ม เส้นเชือกนี้ก็สามารถฉุดรั้งพวกพ้อง และป้องกันการหลงทางได้
            “คุณหวังไม่เป็นอะไรนะครับ” คนคุ้มกันที่เดินนำหน้าถามขึ้น
            “ไม่มีปัญหา โชคดีที่ฉันเตรียมตัวมาดี” หวังมู่ตอบพลางพ่นลมหายใจที่เต็มไปด้วยควันสีขาวออกมา พลางนึกไปถึงก่อนหน้านี้ที่ตัวเองเตรียมความพร้อมให้กับร่างกาย ไม่ว่าจะวิ่งทุกเช้า หรืออยู่ในห้องพิเศษที่จำลองสภาวะอากาศน้อย และอุณหภูมิเย็นจัด
            “โชคดีที่มีคนเคยพิชิตยอดเขาลูกนี้อยู่บ้าง ทำให้เราไม่ต้องสำรวจเส้นทางใหม่ ทุกคนอดทนกันอีกนิด ด้วยความเร็วปัจจุบันของเรา เดินอีกประมาณสี่สิบนาทีก็จะถึงจุดพักแล้ว โชคดีของพวกเราที่วันนี้ลมไม่ค่อยแรง”
            ทีมพิชิตเขายังคงมุ่งหน้าอย่างต่อเนื่อง เมื่อขึ้นไปที่สูงขึ้นหิมะที่สุมบริเวณพื้นก็หนาตามขึ้นมา ทำให้จากเดิมที่คิดว่าใช้เวลาประมาณสี่สิบนาที กลับเป็นหนึ่งชั่วโมงกว่าถึงจะมายังจุดพักที่ใช้สำหรับกางเต้นท์
            ด้วยความที่ลูกหาบที่ติดตามมามีเพียงแค่สองคน หากต้องการให้เต้นท์กางเสร็จไวๆ ทุกคนก็ต้องช่วยกัน เรื่องนี้ไม่ต้องให้บอกกล่าว ทุกคนก็รู้แก่ใจเป็นอย่างดี 
            “ถ้าเสร็จจากการพิชิตยอดเขาแล้ว คุณหวังจะเดินทางต่อไหมครับ”
            หวังมู่ได้ยินเสียงก็รู้ว่าเป็นผู้ดูแลคณะเดินทาง “ผมขอคิดดูก่อน หรือว่าเหล่าฟางคิดถึงลูกเมียแล้ว?”
            “ฮ่าๆ” เหล่าหวังหัวเราะ ส่ายหัวเล็กน้อย “คุณหวังก็ทราบ งานนี้เป็นงานสุดท้ายของผมแล้ว เลยอยากทำให้ดีที่สุดน่ะ”
            ถึงฟางเสียนจะอายุไม่ถึงหกสิบ แต่ด้วยการที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมเย็นจัด ส่งผลให้การเจริญเติบโตของร่างกายในบางด้านบกพร่องไป ทำให้ดูแก่เกินวัยไปพอสมควร ด้วยเหตุนี้คนในหมู่บ้านจึงพาเรียกเขาว่า “เหล่าฟาง” ความตั้งใจของเหล่าฟางก็คือหลังจากจบงานนี้ มันก็จะหาอะไรทำเล็กๆ น้อยๆ ในหมู่บ้านเพื่อที่จะได้ใช้เวลาอยู่กับเมีย และลูกชายที่กำลังโต
            ใช้เวลาไม่นานเต้นท์สองหลังก็กางเสร็จในเวลาไล่เลี่ยกัน หลังจากนอนพักเอาแรงเรียบร้อย ทีมพิชิตเขาก็พร้อมไปต่อ โดยทิ้งลูกหาบสองคนไว้ดูแลสัมภาระที่จุดพัก ส่วนอีกสี่คนมุ่งหน้าเดินทางเพื่อพิชิตยอดเขา
            รูปแบบการเดินยังคงเป็นแถวตอนเรียงหนึ่ง มีเชือกสั่งทำพิเศษผูกติดทุกคนเอาไว้ ระยะห่างระหว่างแต่ละคนประมาณหนึ่งเมตร กลางหลังของทุกคนแบกกระเป๋าเป้คนละใบ ด้านในบรรจุอาหาร อุปกรณ์ยังชีพ ออกซิเจนกระป๋อง และสิ่งของจำเป็นอีกมากมาย
            เหล่าฟางที่เดินนำอยูด้านหน้าสุด มันก้าวขาอย่างระมัดระวัง เสียงลมหวีดหวิวดังมาเป็นระยะๆ วันนี้ลมแรงกว่าเมื่อวานเยอะทีเดียว พอเดินไปอีกไม่กี่ก้าว เหล่าฟางรู้สึกได้ทันทีว่าลมที่พุ่งเข้ามาปะทะนั้นมีกำลังมากขึ้น มันรีบย่อตัวลงพร้อมตะโกนออกไป
            “ทุกคนย่อตัวลง”
            ไม่มีใครสงสัยว่าทำไมเหล่าฟางถึงสั่งให้ย่อตัวลง ทุกคนทำตามอย่างพร้อมเพรียง ผ่านไปประมาณสิบวินาที เหล่าฟางก็รู้สึกว่าลมที่เคยปะทะหน้าตัวเองจนชาด้านนั้นเริ่มอ่อนกำลังลง มันจึงค่อยๆ เหยียดกายขึ้น พร้อมกับกระตุกเชือกข้างเอวเล็กน้อย เป็นสัญญาณว่าให้ทุกคนไปต่อ แต่พอเดินไปได้ไม่กี่เมตร ร่างของเหล่างฟางพลันหายไป 
            “เฮ้ย!” คนคุ้มกันที่เดินอยู่เป็นคนที่สองพลันร้องขึ้นอย่างกระทันหัน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตกใจที่อยู่ๆ คนก็หายไป หรือเพราะจู่ๆ ก็มีแรงฉุดหลายสิบกิโลเบื้องหน้า ทว่าด้วยอาชีพคนคุ้มกัน ปฏิกิริยาตอบสนองจึงไวมาก ไม้เท้าปีนเขาถูกผลักออกไปพร้อมกันนั้นก็ใช้มือขวารวมรั้งเชือกข้างตัวเอาไว้เพื่อต้านแรงฉุดรั้ง
            ด้านหวังมู่ และคนคุ้มกันที่เดินปิดท้ายก็สัมผัสถึงความผิดปกติเช่นกัน จึงรีบจับเชือกไว้พร้อมกับออกแรงดึงต้าน “เฉียวอี้ เกิดอะไรขึ้น?” หวังมู่ตะโกนถามออกไป
            “นายน้อย เหมือนว่าเหล่าฟางจะตกหลุมหิมะครับ”
            “รีบดึงเขาขึ้นมาเร็วเข้า!” 
            น้ำหนักตัวของเหล่าฟางนั้นอยู่ที่ราวๆ เจ็ดสิบกิโลกรัม แต่ถึงจะหนักมากกว่านี้ ผู้ชายรูปร่างกำยำทั้งสามคนอย่างหวังมู่ กับคนคุ้มกันทั้งสองก็สามารถดึงรั้งขึ้นมาได้อย่างไม่ลำบากยากเย็น นี่ถ้าหิมะที่เท้าไม่หนามาก คงจะไม่รู้สึกลำบากเท่าไหร่ด้วยซ้ำ
            “นึกว่าจะต้องตายเสียแล้ว ขอบคุณ ขอบคุณทุกคน”
            เหล่าฟางไม่เคยเฉียดตายมากขนาดนี้มาก่อน มันนั่งก้นจ้ำเบ้าไปกับหิมะ หลับตาผ่อนลมหายใจ ฉับพลันนั้นมันรู้สึกว่าตัวเองหายใจได้ไม่คล่องเท่าไหร่ จึงรีบหยิบเอาออกซิเจนในกระเป๋ามาสูด
            “เป็นยังไงบ้าง เหล่าฟาง?” 
            เหล่างฟางยกมือขึ้น สูดลมหายใจยาวจากออกซิเจนกระป๋องจนเต็มปอด หากแต่คำที่ออกจากปากของเหล่าฟางไม่ใช่ประเภท ‘ผมสบายดี’ หรือ ‘ผมไม่เป็นไร’ แต่ดันเป็น “ขอผมลงไปในรูหิมะอีกหน!”
            หวังมู่ พร้อมกับคนคุ้มกันทั้งสองต่างมองหน้ากันไปมา ไม่รู้ว่าฟังผิดไปหรือเปล่า “เหล่าฟาง คุณพูดว่าอะไรนะ?”
            “ผมจะลงรูหิมะที่ผมเพิ่งตกลงไปเมื่อกี้!”
            ชัดเจน ไม่ได้ฟังผิดไปจริงๆ หวังมู่รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง จึงถามขึ้นอย่างอดไม่ได้ “มีอะไรหรือเปล่าเหล่าฟาง?”
            “คุณหวัง ขอผมลงไปอีกครั้งก่อนแล้วผมถึงจะบอกนะ”
            เห็นความแน่วแน่ของเหล่าฟาง หวังมู่ก็ไม่ถามต่ออีก แต่เริ่มสั่งการอย่างระมัดระวัง รอบนี้จะเป็นการโรยตัวเพื่อสำรวจรูหิมะที่เหล่าฟางได้ตกลงไป เพื่อความไม่ประมาทจึงมีการตอกหมุดยึด พร้อมกับใช้คาราบิเนอร์ร้อยเข้ากับเชือกไว้อีกทีนึง
            ร่างของเหล่าฟางค่อยๆ ถูกหย่อนลงไปช้าๆ เมื่อลงไปได้สักประมาณสองเมตรมันก็ตะโกนร้องบอกให้หยุด หมวกไฟฉายของเหล่าฟางสาดไปรอบทิศจนกระทั่งไปหยุดที่จุดหนึ่ง ซึ่งปลายทางของแสงไฟชี้ไปยังแผ่นน้ำแข็งที่อยู่ใต้ดิน และสิ่งที่อยู่ใต้ชั้นแผ่นน้ำแข็งก็ทำให้เหล่าฟางรู้สึกหวาดกลัวเกินบรรยาย เพราะสิ่งนั้นไม่ใช่อะไรนอกจากหญิงสาวคนหนึ่ง ไม่สิ ถ้าจะพูดให้ถูกเป็นหญิงสาวท้องแก่คนหนึ่งต่างหาก!