แม่เฒ่าหลี่ยืนอุ้มเจียอินเฝ้ามองความครึกครื้นอยู่ด้านข้าง แผ่นหลังเหยียดตรงด้วยความภาคภูมิใจ
การมีบุตรชายมากและลูกหลานรุ่งเรือง คือความมั่นใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของตระกูลหลี่
หลี่เหลาเอ้อร์ถือสมุดรายชื่อและดินสอถ่านที่ผู้ใหญ่บ้านมอบให้ เขาคำนวณภาษีเสบียงที่แต่ละครัวเรือนต้องชำระไว้เรียบร้อยแล้วก่อนที่เ้าหน้าที่ทางการจะมาถึง
หมู่บ้านชิงสุ่ยมีประชากรไม่มาก ทางการจึงส่งเ้าหน้าที่มาเพียงสองคน
จากระยะไกล ทุกคนเห็นรถลาคันหนึ่งแล่นโอนเอนเข้ามาที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน
เมื่อรถลาเข้ามาใกล้ เ้าหน้าที่สองคนที่นั่งอยู่บนรถก็ะโลงมา คนหนึ่งสูงผอม อีกคนเตี้ยอ้วน ดูแล้วค่อนข้างน่าขัน
“โอ้! หมู่บ้านพวกเ้าปีนี้รวดเร็วดีแท้ ไม่ต้องให้พวกข้าเดินไล่ตามทวงทีละบ้านเลย”
เ้าหน้าที่ร่างสูงผอมมีใบหน้าเ้าเล่ห์และพูดจาประชดประชัน
เ้าหน้าที่ร่างเตี้ยอ้วนไม่พูดอะไร เขาเดินหน้าบึ้งตึงไปยังกระสอบเสบียงที่อยู่ใกล้ที่สุด แล้วยกเท้าขึ้นเตะเบา ๆ
“ปีนี้เก็บเกี่ยวได้ไม่เลวนี่นา เช่นนั้นภาษีเสบียงต้องส่งให้ครบ อย่าคิดว่าเคยเป็ทหารแล้วจะมาเล่นแง่กับราชสำนักเพื่อเอาเปรียบได้”
“ท่านเ้าหน้าที่ช่างล้อเล่นเก่งจริง หมู่บ้านของพวกข้าส่งภาษีเสบียงครบถ้วนที่สุดทุกปี ในปีนั้นพวกข้าสามารถหลั่งเืเพื่อราชสำนักได้ มาตอนนี้จะขาดเสบียงไม่กี่ชั่งได้อย่างไร”
ผู้ใหญ่บ้านได้ยินคำพูดที่ไม่รื่นหูจึงรู้สึกโกรธในใจ คำตอบที่ส่งกลับไปจึงแข็งกร้าว
ชาวบ้านคนอื่น ๆ ที่มองดูเ้าหน้าที่ต่างก็มีสีหน้าไม่ดี
พวกเ้าหน้าที่ที่อาศัยอำนาจผู้อื่นเหล่านี้ เป็พวกที่ไม่ได้ความที่สุด
นอกจากจะไม่มีความสามารถแล้ว วันปกติยังชอบใช้ชื่อของนายอำเภอข่มเหงชาวบ้าน
อีกทั้งเ้าหน้าที่นั้นอยู่ยงคงกระพัน แต่นายอำเภอเปลี่ยนหน้าไปเรื่อย ๆ
ไม่ว่านายอำเภอจะซื่อสัตย์หรือฉ้อราษฎร์บังหลวง เ้าหน้าที่เหล่านี้ก็ไม่ได้รับผลกระทบ และยังคงข่มเหงชาวบ้านต่อไปได้เหมือนเดิม
ชาวบ้านไม่มีที่ร้องทุกข์ จึงทำได้เพียงอดทนกล้ำกลืนฝืนทน
เ้าหน้าที่ทั้งสองย่อมเห็นสายตาของชาวบ้าน แต่พวกเขากลับไม่เกรงกลัว สายตายังคงเต็มไปด้วยความดูแคลน
ก็แค่กลุ่มคนไร้ค่าที่ถูกราชสำนักทอดทิ้ง จะก่อเื่อะไรได้ แค่มีลมหายใจร่อแร่มีชีวิตอยู่ต่อไปได้ก็นับว่าดีแล้ว
เ้าหน้าที่ร่างสูงผอมแค่นหัวเราะ พลางหยิบสมุดเล่มหนึ่งออกมา ในนั้นมีจำนวนที่ดินและประชากรของหมู่บ้านชิงสุ่ย
“หมู่บ้านพวกเ้าเพิ่งมีบ้านย้ายเข้ามาใหม่หลังหนึ่งใช่หรือไม่? ปีนี้่เก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงยังไม่มีผลผลิต ดังนั้นบ้านหลังนี้ให้เริ่มชำระภาษีเสบียงในปีหน้า”
เ้าหน้าที่ร่างสูงผอมพลิกหน้ากระดาษสองสามหน้าแล้วพูดกับผู้ใหญ่บ้าน
ผู้ใหญ่บ้านพยักหน้า แล้วมองไปยังคนตระกูลหลี่
หลี่เหลาเอ้อร์ก้าวออกมาได้จังหวะพอดี ในมือถือตะกร้าผิงกั่วและสาลี่ พร้อมกับเดินเข้าไปทักทายด้วยรอยยิ้ม
“ท่านเ้าหน้าที่ ท่านหมายถึงบ้านของพวกข้านี่เอง ขอบพระคุณท่านเ้าหน้าที่ที่เมตตา ผลไม้เหล่านี้ขอให้ท่านเ้าหน้าที่ทั้งสองรับไว้เถิด ไว้ทานแก้กระหายระหว่างทางจะดีมาก”
ผิงกั่วและสาลี่เหล่านี้คือสิ่งที่หลี่เหลาซื่อเก็บมาจากบนูเา
อย่าว่าแต่เ้าหน้าที่เหล่านี้เลย แม้แต่นายอำเภอแห่งอำเภอจวิ้นหยางก็อาจจะไม่ได้ทานผลไม้คุณภาพดีเช่นนี้
เ้าหน้าที่ตาถึง มองออกว่าเป็ของดี ดวงตาจึงเป็ประกายขึ้นมาทันที และเริ่มมีรอยยิ้มให้กับหลี่เหลาเอ้อร์
“เ้านี่รู้จักกาลเทศะดีแท้”
เขารับตะกร้าไปลองยกดู แล้วยิ่งพึงพอใจมากขึ้น
“เป็สิ่งที่ควรทำอยู่แล้ว ท่านเ้าหน้าที่เดินทางมาไกล ลำบากมากจริง ๆ หมู่บ้านชนบทที่ยากจนของพวกข้าไม่มีของดีอะไร มีเพียงผลไม้เหล่านี้ที่พอใช้ได้ หากท่านเ้าหน้าที่ไม่รังเกียจก็นับเป็วาสนาของพวกข้าแล้ว”
หลี่เหลาเอ้อร์ประดับรอยยิ้มบนใบหน้า คำพูดนี้แม้จะประจบแต่ไม่ทำให้คนรำคาญ ทำให้เ้าหน้าที่ทั้งสองสีหน้าดีขึ้นมาก
เ้าหน้าที่ร่างเตี้ยอ้วนเดินเข้ามา ชะโงกหน้าดูผลไม้ในตะกร้า ลำคอขยับเล็กน้อยด้วยความอยากกิน
หลี่เหลาเอ้อร์เห็นดังนั้น จึงรีบหยิบสาลี่สีเหลืองทองสองลูกออกมา เช็ดกับเสื้อผ้าจนสะอาด แล้วยัดใส่มือเ้าหน้าที่ทั้งสอง
“ท่านเ้าหน้าที่ทั้งสอง เวลานี้ยังเช้าอยู่ ไม่ต้องรีบร้อน ลองชิมสาลี่แล้วพักผ่อนสักครู่เถิด”
เ้าหน้าที่ทั้งสองย่อมไม่ปฏิเสธ พวกเขาลงมือกินคำโต รสชาติหวานฉ่ำของสาลี่ทำให้พวกเขาพึงพอใจมาก
หลี่เหลาเอ้อร์ใช้โอกาสนี้ชวนคุยเื่สัพเพเหระ ไม่นานก็เริ่มพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน
“ท่านเ้าหน้าที่อาจไม่ทราบ ครอบครัวของพวกข้าก็หนีภัยแล้งมาเช่นกัน ระหว่างทางเห็นผู้ประสบภัยอดตายมามากมาย ทางด้านนี้ยังมีผลผลิตให้เก็บเกี่ยว แต่ทางด้านโน้นแม้แต่ผักป่าหญ้าป่ายังไม่มีสักต้น พูดแล้วชาวบ้านจะเอาชีวิตรอดได้นั้นช่างไม่ง่ายเลย...”
เ้าหน้าที่ร่างสูงผอมได้ยินดังนั้นจึงถามว่า “บ้านพวกเ้ามาจากที่ไหน?”
“นอกด่านขอรับ” หลี่เหลาเอ้อร์รีบตอบ
“หนีภัยแล้งเดินเท้าอยู่เดือนหนึ่ง โชคดีที่พบกุ้ยเหรินช่วยพาครอบครัวของพวกข้านั่งเรือมา จึงมาถึงที่นี่ได้”
เ้าหน้าที่ร่างสูงผอมพยักหน้า พลางถอนหายใจ
“บ้านท่านลุงของข้าก็อยู่นอกด่าน เมื่อวันก่อนได้ข่าวว่าคนตายหมดแล้ว พวกเ้าช่างโชคดีจริง ๆ ”
“ท่านเ้าหน้าที่โปรดทำใจให้สบาย เพื่อนบ้านทางด้านโน้นสิบคนเหลือรอดไม่ถึงหนึ่ง คนที่รอดชีวิตมีน้อยเหลือเกิน”
หลี่เหลาเอ้อร์ถอนหายใจ อาศัยโอกาสนี้สร้างความประทับใจ
“หากวันหน้าท่านเ้าหน้าที่อยากทานอาหารนอกด่านอย่างอื่น เชิญมานั่งเล่นที่บ้านข้าได้นะขอรับ”
“ข้าก็แค่พูดไปอย่างนั้นเอง” เ้าหน้าที่ร่างสูงผอมแทะสาลี่ในมือจนหมด แล้วลุกขึ้นตบไหล่เพื่อนร่วมงาน
“ไปคำนวณยอดเถอะ จะได้รีบกลับไปส่งงาน”
เ้าหน้าที่ร่างเตี้ยอ้วนกินเสร็จตั้งนานแล้ว เมื่อได้ยินดังนั้นจึงลุกขึ้นหยิบถังตวงเตรียมชั่งเสบียง
ตามธรรมเนียมปีก่อน ๆ ถังตวงต้องตักให้พูน แล้วต้องเตะหนึ่งที ให้เสบียงที่หกเลอะเทอะบนพื้นแล้วเก็บขึ้นมาใหม่ นั่นแหละคือผลประโยชน์ของพวกเขา
แต่ขณะที่เ้าหน้าที่ร่างเตี้ยอ้วนกำลังจะยกเท้า กลับถูกเ้าหน้าที่ร่างสูงผอมดึงไว้
“ปีนี้ช่างมันเถอะ”
เ้าหน้าที่ร่างเตี้ยอ้วนขมวดคิ้ว การ 'เตะถัง' นี้เป็สิ่งที่ต้องทำทุกปี
ท่านนายอำเภอเป็คนฉลาด วันปกติพวกเขาไม่มีผลประโยชน์อะไรมาก ต้องพึ่งพาการเตะถังในฤดูใบไม้ร่วงเพื่อให้ถุงใส่ของพองโต
เ้าหน้าที่ร่างสูงผอมไม่ได้อธิบายอะไรมาก แล้วเริ่มคำนวณเสบียงที่แต่ละบ้านส่งมาตามจำนวนในสมุดลงทะเบียน
ชาวบ้านก็ไม่ได้โง่ ทุกคนดูออกว่าเ้าหน้าที่ร่างสูงผอมถูกหลี่เหลาเอ้อร์ 'ซื้อตัว' ไว้แล้ว จึงรีบชั่งน้ำหนัก บรรจุใส่กระสอบ และยกขึ้นรถลาอย่างรวดเร็ว
หลังจากส่งเ้าหน้าที่ทั้งสองกลับไป ทุกคนต่างดีใจที่ได้เสบียงส่วนเกินที่ประหยัดไว้ได้ และพากันเข้ามาขอบคุณหลี่เหลาเอ้อร์
“ต้องขอบคุณอวี่เซิงจริง ๆ ไม่เช่นนั้นปีนี้พวกเราคงถูกหักเสบียงเพิ่มอีกแน่ ๆ !”
“ใช่แล้ว! อวี่เซิงเก่งจริง ๆ ช่วยพวกเราประหยัดเสบียงได้ตั้งเยอะ!”
“คนตระกูลหลี่เป็คนดีกันทั้งบ้านเลย หลายวันมานี้ช่วยพวกเราไว้มากจริง ๆ !”
เมื่อได้ยินคำชมของชาวบ้านทีละประโยค คนตระกูลหลี่ต่างก็มีความสุข ความเหนื่อยล้าจากการทำงานตลอดทั้งเช้าหายวับไปในทันที
่บ่าย ชาวบ้านพากันนำของมาส่งให้ตระกูลหลี่อีกระลอก
บ้านที่มีที่ดินมากก็ให้ข้าวฟ่างสิบยี่สิบชั่ง บ้านที่ความเป็อยู่ไม่ดีก็นำผักแห้งหรือเห็ดมาให้ สรุปคือทุกคนต่างมอบให้ตามกำลังและความตั้งใจ
ตระกูลหลี่รับไว้ด้วยความยินดี ทำให้ชาวบ้านยิ่งรู้สึกว่าตระกูลหลี่เป็คนที่คบหาได้จริง ๆ
วันที่สองหลังจากชำระภาษีเสบียง อุณหภูมิลดฮวบ ฝนฤดูใบไม้ร่วงที่มาพร้อมกับความหนาวเหน็บเทกระหน่ำลงมา
ชาวบ้านสามารถหลบฝนอยู่ในบ้านได้อย่างสบายใจ แต่ครอบครัวหลิวกลับตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก
ก่อนหน้านี้ครอบครัวของพวกเขาต้องรับมือกับภาษีเสบียง ภายใต้การเร่งรัดทั้งวันทั้งคืนของสะใภ้กัว หลิวเถี่ยจู้จึงจำใจไปเก็บเกี่ยวเสบียงบางส่วนกลับมา
เดิมทีคิดว่าเมื่อส่งภาษีเสบียงเสร็จแล้ว เสบียงที่เหลือก็ค่อย ๆ เก็บเกี่ยวทีละน้อย
นึกไม่ถึงว่าฝนฤดูใบไม้ร่วงครั้งนี้จะทำลายแผนการทั้งหมด
“ข้านี่มันสร้างกรรมอะไรไว้ ถึงได้มีพวกเ้ากลุ่มตัวซวยที่ผลาญสมบัติแบบนี้? เสบียงดี ๆ ไม่ยอมไปเก็บ ปล่อยให้ฝนซัดจนหมด...”
สะใภ้กัวนึกถึงเสบียงในทุ่งนาที่ยังเก็บเกี่ยวไม่ทัน จึงนั่งตบขาโวยวายร้องไห้อยู่บนเตียงดินเผา
เสบียงเพียงน้อยนิดที่เก็บมาได้ก็ส่งภาษีไปหมดแล้ว ในบ้านไม่มีเสบียงสะสมเลยแม้แต่นิดเดียว ครอบครัวของพวกเขาจะผ่านฤดูหนาวนี้ไปได้อย่างไร!
“ท่านแม่ ท่านพูดแบบนี้ให้ใครฟัง? เถี่ยจู้ปวดเอวอยู่ เก็บเสบียงสำหรับส่งภาษีกลับมาได้ก็นับว่าดีแล้ว กลับเป็น้องรองที่เอาแต่เที่ยวเตร่ในตัวอำเภอ ไม่ได้ทำอะไรเลยสักอย่าง!”
ซู่เหนียงได้ยินสะใภ้กัวพูดเช่นนั้น ก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาทันที