“ขออณุยาตินั่งด้วยนะครับ”เด็กหนุ่มผมน้ำตาลแกมแดงเอ่ยขึ้น
“เอาสิระยะทางคงอีกไกลมีคนมานั่งสนทนาจะได้ไม่น่าเบื่อ” ทหารเวทย์ซึ่งทำการบังคับเกวียนอยู่นั้นกล่าวอณุยาติพร้อมรอยยิ้มทหารเวทย์วัยกลางคนในอาภรณ์ปกติ ประกอบไปด้วยเสื้อยืดที่ทอจากไหมสีขาวแบบบางสวมไว้ภายในทับด้วยเสื้อคลุมซึ่งทำมาจากหนังสัตว์ชนิดหนึ่งพร้อมกับขนปุกปุยเล็กน้อยเพื่อความอบอุ่นพร้อมกับกางเกงขายาวเขารูปและบูทจากหนังสัตว์ปิดท้ายด้วยผ้าคลุมหลังสีดำดูผิวเผินภายนอกช่างยากเหลือเกินที่จะเชื่อว่าเป็ทหารเวทย์ของอาณาจักรแต่กลับดูคลับคล้ายสามัญชนเสียมากกว่าทว่าสิ่งซึ่งทำไห้ผู้พบเห็นเข้าใจได้ว่าเป็ทหารนั้นคือเข็มกลัดวงกลมบนเสื้อทางอกซ้ายของเ้าตัวซึ่งทำจากทองสัมฤทธิ์ที่สลักรูปกวางไว้ซึ่งเป็ที่ทราบกันดีว่านี่คือตราพระราชทานจากองค์กษัตริย์แห่งอาณาจักรโบซึ่งมอบไห้แก่ผู้ที่สำเร็จการศึกษานั่นเอง
“ผมลอนโก้ ชิรีโน่ ครับ”เด็กหนุ่มผมน้ำตาลแกมแดงแนะนำตัวพร้อมรอยยิ้มอย่างถ่อมตน
“ข้ามานิส เมนเดอร์”ทหารเวทย์แนะนำตัวตอบด้วยรอยยิ้มอย่างเป็มิตร พร้อมพูดขึ้น
“ได้ยินเ้าพูดว่านี่เป็การเดินทางไกลครั้งแรกอย่างนั้นรึ”มานิสเอ่ยถามพร้อมสายตาที่จับจ้องมายังเด็กหนุ่มข้างๆขณะที่มือข้างหนึ่งคอยจับเชือกหลายเส้นไว้ในกำมืออย่างแข็งแรง
“ใช่ครับ มันเลยทำไห้ผมหยุดไม่ได้ที่จะจ้องมองไปยังรอบๆเลยช่างสวยและแปลกตาดีจังครับ” ลอนโก้กล่าวตอบพร้อมกับสายตาที่ยังคงจ้องไปซ้ายทีขวาที ทำไห้มานิสที่ตอนนี้จับจ้องมายังเด็กหนุ่มอดยิ้มไม่ได้
“ป่าไม้ที่เ้าเห็นโดยรอบ เราเรียกว่าชิคซึ่งถ้าแปลตรงตัวนั้นหมายถึง ส่วนหนึ่งของแผ่นดิน”
“ชิค! ส่วนหนึ่งของแผ่นดิน…งั้นเหรอ มีความหมายดีจังครับ”
“เอ๋?แล้วถ้าสิ่งมีชีวิตอย่างมนุษย์เราจะเรียกว่าชิคแทนไม่ได้เหรอครับ”เ้าตัวรีบหันไปถามมานิสด้วยความใคร่รู้
“มนุษย์ เราเรียกกันว่า เวสเตอร์ส่วนความหมายของคำนี้ข้าจะไห้เ้าหาคำตอบเองคงจะดีกว่า ฮ่าๆๆ”มานิสหัวเราะลั่นพร้อมสายตาจับจ้องไปยังเส้นทางเบื้องหน้าทิ้งไว้ไห้ผู้สงสัยถึงกับคิ้วขมวดอย่างงุนงง
“โทเปีย…คงเป็สถานที่ ที่ยอดเยี่ยมมากเลยสินะครับทุกคนจึงใฝ่ฝันเพื่อไปยังที่นั่น” ลอนโก้เอ่ยถามพร้อมสายตาที่จับจ้องไปยังเบื้องหน้า
“จะว่าอย่างนั้นก็ย่อมได้ สำหรับข้าโทเปียเป็เหมือน์และนรกในเวลาเดียวกันเสียมากกว่าฮ่าๆๆ”
“หมายความว่าไงครับ?”
“เออ..จะเริ่มยังไงดีละ” มานิสเอ่ยขึ้นพร้อมแววตาที่เผยความลังเลออกมาอย่างชัดแจ้งก่อนจะค่อยๆอธิบายขึ้น
“เอาเป็ว่า ข้าจะบอกเ้าในฐานะรุ่นพี่ก็แล้วกันนะรวบรัดและสั้นๆ กล่าวคือ ถ้าเ้าสามารถกระทำตามเกณฑ์การคัดกรองของโทเปียได้ที่นั่นก็คือ์แต่เมื่อใดก็ตามที่เ้าตามหลังคนอื่นๆที่นั่นก็คือนรกดีๆนั่นเอง”สิ้นสุดคำอธิบายจากรุ่นพี่ กลับไร้เสียงขานตอบทว่ากลับเป็เสียงของล้อที่ยังคงหมุนและเคลื่อนไปกระทบกับเศษเห็นเล็กๆน้อยๆพร้อมกับเสียงของฝีเท้าของม้าที่ก้าวไปยังพร้อมเพรียงกุบกัป! กุบกัป!มานิสรีบเอ่ยขึ้นต่อโดยที่มิไห้บรรยากาศเงียบเหงา ขณะที่ผู้รับฟังยังคงจับจ้องไปยังเบื้องหน้าพร้อมกับแววตาที่แฝงอารมณ์ชนิดหนึ่งที่อ่านยาก
“เ้าเข้าใจยากไปงั้นรึ?”มานิสเอ่ยถามพร้อมหันไปจ้องมองเด็กหนุ่มข้างๆด้วยรอยยิ้ม
“ปล่าวครับ ผมพอเข้าใจได้”เสียงตอบรับอย่างเรียบๆจากเด็กหนุ่ม
“ฮ่าๆๆ เงียบไปซะนานข้าละนึกว่า ยา…..” มานิสชงักประโยคดังกล่าว เนื่องเสียงแทรกขึ้นจากเด็กหนุ่ม
“ผมแค่สงสัย อยู่เื่นึงครับ”
“ว่ามาสิ”มานิสตอบรับพร้อมมือขวาที่ว่างอยู่ค่อยๆเอื้อมไปหยิบกระบอกน้ำที่แนบลำตัวอยู่ขึ้นมาเพื่อดับกระหาย
“ในเมื่อโทเปียที่ถูกขนานนามว่าเป็สถานที่ยอดเยี่ยมที่สุดยังเป็ได้ทั้ง์และนรกแล้วนอกกำแพงพีเทอเรียลละครับ” สิ้นสุดคำถามมานิสที่รับฟังพร้อมกับจิบน้ำไปพรางๆถึงกับสำลักออกพร้อมไอ แค็กๆทำเอาลอนโก้รีบเข้าไปไกล้พร้อมพูดขึ้น
“ข..ข..ขอโทษครับ”
“ไม่เป็ไรๆ”มานิสเอ่ยขึ้นพร้อมกับเก็บกระบอกน้ำเข้าที่ ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่พร้อมพูดขึ้น
“เฮ่อ…ข้าบอกเ้าแล้วว่าโทเปียเป็เช่นนั้นเพียงเพราะความคิดเห็นส่วนตัวของข้า ส่วนเื่นอกพีเทอเรียลข้าตอบเ้าไม่ได้ แต่ข้าแนะนำเ้าว่าถ้าเ้าอยากทราบคำตอบนอกพิเทอเรียลเ้าต้องทำไห้โทเปียเป็์สำหรับเ้าไห้จงได้เสียก่อน”มานิสตอบกลับพร้อมกับคำแนะนำไห้ผู้เป็รุ่นน้องด้วยรอยยิ้ม
“ขอบคุณครับ…ถึงผมจะไม่เข้าใจทั้งหมดก็ตาม”
“คุณมานิสผมอยากทราบว่าต้องเตรียมสิ่งใดบ้างเมื่อถึงโทเปีย นอกจากสำภาระของใช้ส่วนตัวแล้วอย่างอื่นที่จำเป็ละครับ” ผู้ถูกถามทำท่าคิดเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้น
“กล่องยาปรุงสมานแผลไงละ เ้ามีรึยัง”
“วิทยาลัยไม่มีไห้เหรอครับเื่ยาปรุงและพยาบาลเบื้องต้น”ลอนโก้ถามด้วยความสงสัย
“มีสิ มีแน่นอน แต่เ้ารู้มั้ยว่า ยาปรุงสมานแผลช่วยเ้าได้มากกว่าโดยที่เ้าไม่ต้องพาตัวเองทรมานเพื่อไปไห้ถึงยังห้องปฐมพยาบาลหรอกนะ”
“หมายความว่าไง?”
“เ้าเนี่ยนะ ช่างรู้น้อยจริงๆ โทเปียหนะเป็ที่ ที่มีการฝึกฝนเวทมนย์และการป้องกันตัวอยู่อย่างเสมอทั้งฝึกฝนด้วยตนเองและในคลาสเรียนด้วยดังนั้นจะขอย้ำเตือนเ้าว่าเตรียมไปซะ ฮ่าๆๆ” มานิสแนะนำจบก็หัวเราะลั่น
“นี่คุณกำลังจะบอกว่าเจ็บตัวอยู่เสมองั้นเหรอครับ?”
“แน่นอนอยู่แล้ว ข้าถึงได้เตือนเ้าไงว่าเป็ทั้ง์และนรก”
“ผมคิดว่า ผมคงต้องมองโทเปียใหม่เสียแล้วละ”ลอนโก้พูดขึ้นพร้อมแววตาสงสัย มานิสที่มองลอนโก้อยู่เริ่มเห็นว่าเ้าตัวเริ่มกลัวพร้อมกับความสงสัยที่มากมายพร้อมพูดขึ้นอย่างขำขัน
“เ้าเนี่ยน๊า…อ่อนต่อโลกเสียจริง อย่ากังวลไปเลยเป็เื่ปกติส่วนเื่ยาปรุงเอาเป็ว่าค่ำวันนี้เมื่อเราเดินทางถึงเมืองทูสที่ซึ่งคณะเดินทางจะทำการหยุดพักข้าจะอาสาพาเ้าเปิดหูเปิดตาพร้อมหาซื้อยาปรุงด้วยก็แล้วกันนะ” สิ้นประโยคดังกล่าวทำไห้ลอนโก้ที่หนักใจอยู่พักใหญ่ถึงกับตาโตพร้อมกับยิ้มกว้างก่อนจะรีบกล่าวขอบคุณพร้อมกับความตื่นเต้น
“ขอบคุณมากนะครับ!”
“ฮ่าๆๆ ไม่เป็ไรๆ” มานิสตอบรับด้วยอารมณ์ขันก่อนที่ความคิดบางอย่างจะแทรกเข้ามาพร้อมกับพูดอยู่ภายใน …ข้าชักอยากจะรู้แล้วละสิว่าเ้าจะได้อยู่คลาสเรียนใด…ลอนโก้…
“คุณมานิสครับ ระหว่างทางนี้ ผมสามารถถามคุณได้ทุกข้อสงสัยได้รึป่าวครับ”เด็กหนุ่มพูดขึ้นพร้อมจับจ้องไปยังมานิสด้วยแววตาจริงจังราวกับ้าทุกคำตอบเดี๋ยวนี้ทำไห้มานิสอดที่จะหัวเราะไม่ได้
“ฮ่าๆๆ เ้าเนี่ย จริงจังตลอดเลยนะเอาเป็ว่าข้าจะตอบเ้าทุกคำถามที่ข้าสามารถตอบได้แล้วกันนะ” มานิสตอบด้วยรอยยิ้ม
“ถ้างั้น ผมไม่เกรงใจแล้วนะครับ คำถามแรก คุณมานิสเป็ทหารเวทย์ระดับที่เท่าไหร่ครับ”
“ระดับสามและแน่นอนทุกคนที่มากับข้าก็อยู่ในระดับสามเช่นเดียวกัน”
“โอ้โห! ระดับสามกันหมดเลยเหรอครับ”ลอนโก้พูดขึ้นด้วยความตะลึง
“ใช่แล้ว และเพื่อความปลอดภัยเนื่องด้วยระยะทางที่ไกลเช่นนี้จึงจำเป็ต้องมีระดับสี่เข้ามาเป็หัวหน้าของคณะเดินทางนี้ร่วมกันกับเราด้วยละนะ”มานิส กล่าวตอบจบลงเด็กหนุ่มก็ค่อยๆยืดคอตัวเองพร้อมกับมองไปรอบทิศเพื่อที่ตนจะได้เห็นทหารเวทย์ระดับสี่ที่มานิสกล่าวมาข้างต้น มานิสซึ่งคอยสังเกตพฤติกรรมของเด็กหนุ่มข้างๆก็อดยิ้มไม่ได้ก่อนค่อยๆอธิบายขึ้นต่อ
“ถ้าเ้าหาระดับสี่คนนั้นอยู่ละก็ขอบอกว่ายากเลยละ ฮ่าๆๆ” ประโยคดังกล่าวเหมือนดับฝันเ้าตัว
“เอ๋? ทำไมละครับ ในเมื่อเป็หัวหน้าก็ต้องอยู่ในขบวนคณะเดินทางมิใช่เหรอครับ”
“จะบอกว่าอยู่ก็อยู่ จะบอกว่าไม่อยู่ก็ไม่อยู่ฮ่าๆๆ”
“ว่าไงนะครับ?”
“หมายความว่าการเดินทางของเราราบรื่นเพราะหัวหน้าของเราหรือผู้สั่งการระดับสี่นั่นเองซึ่งจะคอยเคลียเส้นทางไห้เราพร้อมกับส่งข่าวคราวว่าเส้นทางใดควรหลีกเลี่ยง เรียกได้ว่าระดับสี่ทำงานหนักเลยละ ราวพ่อที่คอยปกป้องลูกๆนั่นแหละทีนี้พอเข้าใจรึยังละ”
“อ๋อ เป็อย่างนี้นี่เอง ขอบคุณมากนะครับ”
“มีอีกเื่ เมื่อถึงเมืองทูสไห้เ้าระมัดระวังตัวด้วยหมู่นี้ได้ข่าวไม่ค่อยจะดีเกี่ยวกับที่นี่”
“ไม่ดี? หมายความว่าไงละครับ” ลอนโก้หันมาถามต่อด้วยความสงสัย
“ข้าจะบอกเ้ายิ่งเมืองที่ผู้คนคับคั่งมากเท่าใดความอันตรายจากรอบด้านก็มากตามด้วย หัวขโมยเอยคนร้ายเอย ไปจนกระทั่งอำนาจมืด” มานิสหยุดประโยคดังกล่าวราวกับตัวเองได้พลั้งบางสิ่งไปก่อนจะหันมาหาลอนโก้พร้อมกับยิ้มแห้งๆ
“แฮะๆ อำนาจมืด ข้าหมายถึงคนชั่วและพวกโจรูเาอะนะ”มานิสพูดเสริมด้วยเสียงที่ไร้น้ำหนัก
“ข่าวคราวพวกนี้ก็มีมาเสมอๆไม่ใช่เหรอครับ”ลอนโก้ตอบกลับพร้อมสายตาที่จ้องเขม็งไปยังมานิส ทำเอาเ้าตัวถึงกับสะดุ้งเฮือก
“อ.อ…อย่ามองข้าแบบนั้นสิ”
“คุณเพิ่งบอกผมเองว่ามีอำนาจมืดด้วยไม่ใช่เหรอครับ?”ลอนโก้ที่ถามซ้ำ เล่นทำเอามานิสถึงกับไปต่อไม่ถูก ก่อนจะค่อยๆพูดขึ้นเบาๆ
“เ้านะเ้า ถามเยอะพร้อมกับความจำยังเป็เลิศด้วย…เฮ่อ ข้าจะบอกแต่เ้าต้องสัญญากับข้าว่าจะไม่พูดหรือบอกกับใครเกี่ยวกับเื่นี้”มานิสพูดขึ้นด้วยแววตาที่แฝงอารมณ์ชนิดหนึ่งที่อ่านยาก
“ฉันขอสัญญาด้วยคน!!”เสียงของแขกผู้ที่ไม่ได้รับเชิญแทรกขึ้นจากทางด้านหลังของทั้งสองทำเอาลอนโก้ถึงกับใพร้อมกับหันหลังตามเสียงดังกล่าวเช่นเดียวกับมานิสที่ตอนนี้แววตาแสดงออกชัดเจนว่ามีปัญหาเข้ามาอีกแล้ว
“พริสโต้!”เ้าของนามพริสโต้มองหน้าผู้เป็เพื่อนพร้อมรอยยิ้มเ้าเล่ห์
“โถ่วๆๆ!! พวกเ้าก่อปัญหาไห้ข้าแล้ว” มานิสถึงกับกุมขมับตัวเองทันที
“ก็บอกแล้วไงครับว่าสัญญา”ผู้มาเยือนเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าหงุดหงิดเล็กน้อย
“เฮ่อ…ช่างเถอะๆ มาถึงขั้นนี้แล้ว”ทำเอามานิสถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ พร้อมพูดขึ้น
“เื่ที่ว่าหนะ ความจริงไม่ใช่ความลับสุดยอดอะไรหรอกนะแต่อย่างพวกเ้าที่ยังไม่ได้รับการรับรองว่าเป็นักศึกษาของทางโทเปียจึงยังไม่เหมาะที่จะรับรู้และอีกอย่างพวกเ้ายังไม่ได้รับการฝึกฝนการใช้ความสามารถของตนเองอย่างเหมาะสมดังนั้นพวกเ้าก็ควรที่จะทำตัวไห้สบายเหมือนประชาชนคนทั่วไปส่วนเื่ความสงบสุขไว้ไห้เป็หน้าที่ทหารอย่างพวกเราและแน่นอนพวกเราจะปกป้องประชาชนของอาณาจักรโบเอง”
“แน่นอนอยู่แล้วเื่การปกป้องเป็หน้าที่ของพวกคุณแต่ชีวิตเป็ของเรานะก็แค่เื่สิ่งมีชีวิตประหลาดที่มีเป้าหมายชีวิตต่างจากมนุษย์อย่างเราพูดไม่เห็นจะยากเลยนี่นา”พริสโต้พูดขึ้นพร้อมกับทำหน้าตาเบื่อหน่ายกับสิ่งที่มานิสกล่าวมาทั้งหมด
“เ้าพูดเหมือนเ้ารับรู้เื่ดังกล่าวด้วยงั้นรึ”มานิสเอ่ยถามพริสโต้
“ข้ารับรู้มาจนเบื่อเลยละ และไม่ได้ใส่ใจด้วยตราบที่เ้าพวกตัวประหลาดนั่นไม่ล้ำเส้นข้า ข้าก็ไม่สนอยู่แล้ว”
“ออสคูล! พวกคุณเรียกกันแบบนั้นไม่ใช่รึ”พริสโต้เอ่ยขึ้นพร้อมจ้องมองไปยังมานิสมานิสเมื่อได้ยินเช่นนั้นถึงกับออกอาการตลึงงันไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“เ้ารู้จักชื่อนี้ได้อย่างไรกัน!”
“ถึงหน้าตาเ้านี่จะออกกอาการหื่นอยู่บ่อยๆแต่ก็เป็ถึงลูกชายของทหารเวทย์ระดับสี่เลยนะ ขอบอก ฮ่าๆๆ” เสียงเล็กๆของใครบางคนแทรกขึ้นอีกครั้งพร้อมทิ้งท้ายด้วยเสียงหัวเราะ พริสโต้หันควับ!มายังต้นเสียงพร้อมเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าหงุดหงิด ราวกับรับรู้ว่าเ้าของเสียงเป็ผู้ใด
“มาสโซ่! แกว่าฉันทำไมฟ่ะ”
“ว่า.เว่อ อะไรกัน ฉันแค่แนะนำตัวนายไห้สมกับฐานะก็เท่านั้นเอง” เด็กหนุ่มร่างอ้วนท้วมเอ่ยขึ้นด้วยวาจากระเซ้าเย้าแหย่
ขณะที่ทั้งสองยังคงจ้องตากันราวจะกลืนกินกันอยู่นั้นอีกสองคนที่เหลือกลับตลึงงันกับประโยคเมื่อสักครู่ซึ่งมาสโซ่กล่าวแนะนำตัวพริสโต้เอาไว้
“หมายความว่า…!!” ลอนโก้อุทานขึ้นด้วยความตกตลึง
“ฮ่าๆๆ ไห้ข้าเดาน่ะข้าว่าเ้าหนะคงเป็ลูกชายของปีเตอร์สินะ” มานิสกล่าวขึ้นด้วยความเริงร่า ก่อนจะกล่าวต่อ
“ใบหน้าและแววตาช่างไม่ต่างกันเลยเสียจริงเพียงแต่…”
“แต่เต่ออะไรกันเล่าข้าไม่ได้อยากเหมือนพ่อข้าสักนิดเดียว”พริสโต้เอ่ยขึ้นตัดบทพร้อมเบือนหน้าหนีไปทางอื่นอย่างหงุดหงิด ขณะที่ทุกสายตาจับจ้องมายังพริสโต้ ก่อนบรรยากาศจะตรึงเครียดลงไปมาสโซ่ก็เอ่ยขึ้น
“ทีนี้ก็หายจากความสงสัยแล้วสินะ ว่าทำไมเ้านี่ถึงได้ทราบเื่ดังกล่าว”
“เอาละๆ ยังไงพวกนายก็ระมัดระวังด้วยละอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อจากนี้เราคงถึงเมืองทูสกันแล้วล่ะ”มานิสกล่าวขึ้นพร้อมส่งรอยยิ้มไห้กับเด็กหนุ่มทั้งสาม
“มาสโซ่ แกกลับเข้าไปเลย แกชอบมากไม่ใช่รึเื่นอน”พริสโต้กล่าวไล่เพื่อนที่ขณะนี้ส่วนหัวยื่นออกมาจากม่านกั้นระหว่างส่วนหัวของเกวียนและลำตัวเกวียน
“แน่นอนฉันชอบเื่นอนพอๆกับแฉเื่ของแกด้วยล่ะน่ะ ฮ่าๆๆ”มาสโซ่กล่าวทิ้งท้ายยั่วยุคนตรงหน้าพร้อมกับรีบปิดม่านลงทันที
“แก!!!”
“เอาละๆ พอได้แล้วเ้าหนุ่ม” มานิสเอ่ยขึ้นเพื่อห้ามปรามพริสโต้เอาไว้ พร้อมพูดขึ้นต่อ
“คราวนี้ข้าอยากจะรู้จักเ้าบ้างลอนโก้ ฮ่าๆๆ”มานิสเอ่ยขึ้นพร้อมเสียหัวเราะ ขณะเดียวกันพริสโต้ก็เอ่ยขึ้นต่อพร้อมขยับตัวเข้าไกล้ลอนโก้ทันที
“นั่นสิ ฉันก็อยากรู้จักนายไห้มากขึ้นด้วย”
“ยังไงดีละครับ ฮ่าๆ”ลอนโก้ตอบกลับด้วยท่าทีประหม่าเล็กน้อย
“ได้ยินเ้าบอกว่ามาจากศูนย์รับเลี้ยงเด็กกำพร้างั้นรึ”มานิสเอ่ยถามทันทีเพื่อลดความเขินอายของเด็กหนุ่ม
“ใช่ครับ ผมเติบโตจากที่นั่น”เด็กหนุ่มกล่าวตอบด้วยสีหน้าเริงร่า
“ได้ยินแบบนี้มันมันทำไห้ข้าอดนึกถึงใครบางคนไม่ได้จริงๆ”มานิสเอ่ยขึ้นพร้อมั์ตาของเขาประกายด้วยรอยยิ้ม
“แล้วพ่อแม่นายละ” พริสโต้ถามขึ้น
“ท่านทั้งสองเสียชีวิตั้แ่ข้ายังแบเบาะแล้วละแม่ใหญ่บอกข้าไว้แบบนั้นหนะ เออ..ฉันหมายถึงผู้ดูแลศูนย์รับเลี้ยงหนะเขาเลยรับฉันมาเลี้ยงที่ศูนย์” ลอนโก้ตอบพร้อมกับรอยยิ้มเล็กๆที่ดูแล้วกลับมีความสุขอย่างบอกไม่ถูกออกมา
“เสียใจด้วยลอนโก้และขอโทษที่ฉันได้ถามนายไปแบบนั้นยด้วยล่ะ..”
“ไม่เป็ไรๆ ฉันชินแล้วล่ะเพื่อน”ลอนโก้ตอบกลับพร้อมหันไปยังเ้าตัวที่ถามประโยคดังกล่าวพร้อมส่งรอยยิ้ม
“แต่ฉันอยากเหมือนนายนะลอนโก้ ฮ่าๆ”พริสโต้พูดขึ้นพร้อมเสียงหัวเราะอันดังลั่น ทำเอาคนทั้งสองถึงกับคิ้วขมวดพร้อมๆกัน
“หมายความว่าไง?” ลอนโก้ถามกลับด้วยความใคร่รู้
“ถ้านายมีพ่อแม่นะ นายจะรู้ว่านรกมีจริง!!”พริสโต้พูดขึ้นพร้อมสายตาที่จับจ้องไปยังมานิสที่นั่งบังคับเกวียนทางขวามือของเ้าตัวพร้อมเอ่ยถามขึ้น
“จริงมั้ยครับ” แววตาที่มาพร้อมความเ้าเล่ห์แฝงด้วยรอยยิ้ม
“นี่ๆ ข้าไม่ใช่และไม่ได้เหมือนพ่อของเ้านะพ่อหนุ่ม” มานิสตอบกลับพร้อมยิ้มแห้งๆตอบ
“คุณ มานิส ผมยังติดใจเื่ ออสคูล อยู่เลยครับ”บรรยากาศการสนทนาถูกเปลี่ยนกะทันหัน เมื่อคำถามที่ยังไม่ได้รับคำตอบอย่างชัดแจ้งถูกถามขึ้นอีกครั้ง เมื่อทั้งสองที่ได้ยินเช่นนี้ พริสโต้รีบตอบกลับทันที
“นี่ลอนโก้ ฉันอยากแนะนำนายว่าตอนนี้ไห้นายชื่นชมบรรยากาศรอบตัวนายไว้ไห้มากๆน้อยนักที่นายจะได้เห็นใบไม้หลากสีสันที่งดงามเช่นนี้ของฤดูใบไม่ร่วงนะเพื่อน”พริสโต้กล่าวแนะนำพร้อมส่งยิ้มกว้างอย่างเป็มิตร
“เอ่อ…ก็จริงนะ ฮ่าๆ”ลอนโต้ตอบพร้อมรอยิ้มและเสียงหัวเราะ
“ส่วนเื่ที่นายสงสัยทุกเื่ไว้ฉันจะเป็คนบอกนายเองเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ฉันสัญญา”พริสโต้เอ่ยขึ้นพร้อมตบบ่าผู้เป็เพื่อนเบาๆ
“อย่าลืมเอาเวลาว่างตอนนี้ของพวกเ้านั่งทบทวนว่าสิ่งจำเป็ใดที่พวกเ้าขาดเมืองทูสเป็สถานที่เดียวที่คณะเดินทางจะหยุดพักเพื่อเตรียมสิ่งจำเป็ต่อสำหรับการเดินทางพรุ่งนี้” มานิสกล่าวแนะนำเด็กหนุ่มทั้งสอง
“ครับ” เด็กหนุ่มทั้งสองขานตอบอย่างพร้อมเพรียง
“เอาละ ลอนโก้ ฉันขอตัวก่อนละไปนั่งทบทวนสิ่งที่ฉันจะซื้อดีกว่า ฮ่าๆ” พริสโต้กล่าวทิ้งท้าย พร้อมเสียงหัวเราะก่อนจะหันมาทางลอนโก้อีกครั้งพร้อมเอ่ยขึ้น
“ไว้ถึงทูส ฉันจะพานายไปทำอะไรสนุกๆดีกว่า ฮ่าๆ” ประโยคทิ้งท้ายก่อนจะเดินจากไปทำเอาผู้เป็เพื่อนถึงกับคิ้วขมวด
“???”
..............................................................................................................................................................................................
ทูสถือเป็เมืองใหญ่และสำคัญเมืองหนึ่งที่ตั้งอยู่บนเหนือสุดของอาณาจักรโบและยังเป็เมืองที่นับว่าใหญ่ที่สุดเมื่อเทียบกับทุกเมืองซึ่งตั้งอยู่ใกล้ชายแดนระหว่างดินแดนมนุษย์กับดินแดนอื่นๆเมืองทูสยังถูกขนานนามและเรียกอีกชื่อว่า ดวงตาแห่งโบเนื่องด้วยมีเหล่านักปราชญ์และผู้รอบรู้มากมายที่ได้รับตำแหน่งที่สูงและคอยเป็ที่ปรึกษาไห้กับบุคคลสำคัญต่างๆกระทั่งกษัตริย์ด้วย ผู้รอบรู้เ่าั้กำเนิดและเติบโตจากเมืองนี้เป็จำนวนมาก เมืองทูสคับคั่งไปด้วยผู้คนที่มากหน้าหลายตาจากทุกๆสารทิศอันเนื่องจากเมืองทูสเป็เมืองซึ่งเหมาะสมแก่การพักผ่อนจากการเดินทางตลอดการเตรียมเสบียงสำหรับเหล่านักเวทย์และนักเดินทางตลอดจนนักสำรวจจากทุกสารทิศ