ลู่โม่เห็นหลินเสวี่ยจู๋มีท่าทีโกรธเคืองเล็กน้อยก็ไม่กล้าส่งเสียง
ผ่านไปนานเขาถึงค่อยพูดขึ้นอย่างระมัดระวัง “พี่สะใภ้ ข้าสำนึกผิดแล้ววันหน้าข้าจะไม่ประมาทอีกแล้วขอรับ”
หลินเสวี่ยจู๋ถอนหายใจ “ตอนนี้สามีข้ายังบาดเจ็บอยู่คนในครอบครัวเราที่พอจะต่อสู้ได้ก็มีแค่เจ้าคนเดียว หากเจ้าได้รับบาดเจ็บเมื่อพบเจออันตรายขึ้นมา ผู้ใดจะปกป้องพวกเรากันเล่า?”
ในนิยายบอกไว้ว่าฮ่องเต้สุนัขสั่งให้คนหักขาของหยวนซิวทั้งสองข้างหวังให้เขาอยู่ไม่สู้ตายไปตลอดชีวิต ไม่นึกเลยว่าหลินเสวี่ยหลานจะได้พบโจวเซินอี้ แล้วโน้มน้าวให้เขานำโอสถหวนคืนวสันต์มารักษาอาการบาดเจ็บของหยวนซิวจนหายดีจากนั้นทั้งสองคนก็ฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการจนไปถึงชายแดนเหนือได้สำเร็จ
เมื่อฮ่องเต้สุนัขทราบเรื่องก็นั่งไม่ติดจึงส่งมือสังหารไปตามฆ่าหยวนซิวที่ชายแดนเหนือ ผลลัพธ์คือหยวนซิวที่เข้าสู่ด้านมืดแล้วนั้นพละกำลังและสติปัญญาย่อมเหนือกว่าคนทั่วไป ไม่เพียงแต่สามารถกำจัดมือสังหารได้เท่านั้น แต่ยังรวบรวมกำลังพลที่ชายแดนเหนือสุดท้ายก็ยกทัพกลับเมืองหลวงเพื่อสังหารฮ่องเต้สุนัข
เพียงแต่ทั้งหมดนี้เป็นเนื้อเรื่องเดิมในนิยาย
นับตั้งแต่หลินเสวี่ยจู๋ทะลุมิติมาเนื้อเรื่องก็เปลี่ยนไปมากโข
ผู้ใดจะรู้ว่าฮ่องเต้สุนัขอาจเปลี่ยนใจกะทันหันแล้วส่งมือสังหารมากำจัดหยวนซิวล่วงหน้าหรือไม่?
ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นนางหรือหยวนซิวต่างก็ต้องการลู่โม่
แต่เด็กหนุ่มผู้นี้กลับไม่รู้จักถนอมตนเองคิดว่าการทำเพื่อพี่ชายและพี่สะใภ้ให้มากที่สุดคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับพวกเขา
เวลานี้เด็กหนุ่มลู่โม่ทั้งละอายใจทั้งโทษตนเอง
เขาไม่ได้โง่เขาเข้าใจในสิ่งที่หลินเสวี่ยจู๋กังวล จึงได้แต่กล่าวขอโทษอย่างจริงใจ “พี่สะใภ้ ข้าเข้าใจแล้ววันหน้าจะไม่ทำอีกแล้วขอรับ”
หลินเสวี่ยจู๋เห็นท่าทางน่าสงสารของเด็กหนุ่มก็อดใจอ่อนไม่ได้
นางพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “จำไว้ว่าขอเพียงคนยังอยู่ ทุกอย่างย่อมมีความหวังครอบครัวของพวกเราต้องไปถึงชายแดนเหนืออย่างปลอดภัยดังนั้นไม่ว่าจะเกิดอันใดขึ้นอย่าได้เลือกที่จะเสี่ยงอันตราย”
เมื่อเห็นเด็กหนุ่มพยักหน้าหลินเสวี่ยจู๋ก็ยิ้มออกมา
คนหนุ่มก็ดีเช่นนี้เรียนรู้ได้รวดเร็วและไม่ดื้อรั้น
นางนึกถึงผักกูดที่เจียงฉีซวงพูดถึงจึงเอ่ยชวนลู่โม่ “ไป ไปเก็บผักกูดกับพี่สะใภ้กันเถิด”
ลู่โม่เห็นพี่สะใภ้หายโกรธแล้วก็ร่าเริงขึ้นมาทันที
ทั้งสองคนเดินตามกันไปที่ป่าใกล้ๆเพื่อหาผักกูด
หลินเสวี่ยจู๋ชอบกินผักกูดแต่นางก็รู้ว่าในผักกูดมีพิษอยู่ปริมาณน้อย หากกินมากไปย่อมไม่ส่งผลดี แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ยังคงเก็บไปเรื่อยๆทั้งยังฉวยโอกาสตอนที่ลู่โม่ไม่ทันสังเกตเก็บเข้าสู่มิติ
ถึงอย่างไรอาหารก็ต้องมีความหลากหลาย
ทั้งสองคนเก็บไปสักพักจนกระทั่งตะกร้าของหลินเสวี่ยจู๋เต็มจึงหยุด ทันใดนั้นพวกเขาก็เห็นว่าเหยียนต้าพาหูอี้ถ่งเดินถือแท่งไม้ไผ่หลายแท่งเข้ามาใกล้ท่าทางดูระมัดระวังราวกับกำลังจะไปปล้นทรัพย์สิน
“คุณหนูเสวี่ยจู๋พวกเรามาแล้ว”
เหยียนต้าวางแท่งไม้ไผ่ลงแล้วมัดแท่งไม้ไผ่เหล่านั้นให้ติดกันด้วยเชือกป่านโดยมีหูอี้ถ่งคอยช่วย
ทั้งสองคนออกแรงพันเชือกป่านอยู่หลายทบกว่าจะมั่นใจว่าแน่นหนาดีแล้วจากนั้นก็ลองนำแท่งไม้ไผ่ไปจิ้มกิ่งไม้บนต้นไม้ใหญ่เมื่อพบว่าไม่หักจึงเดินเข้าไปในถ้ำ
การควบคุมแท่งไม้ไผ่ไม่ใช่เรื่องง่ายเหยียนต้ากับหูอี้ถ่งใช้มือทั้งสองข้างช่วยกันประคองอยู่ค่อนวันกว่าจะทำสำเร็จ
หลินเสวี่ยจู๋กับลู่โม่ยืนอยู่ด้านข้างเตรียมพร้อมที่จะรับรังนกที่ร่วงลงมาทุกเมื่อ
ผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วยามทั้งสี่คนก็เก็บรังนกได้สิบสองรัง ตะกร้าสองใบที่เหยียนต้ากับหูอี้ถ่งนำมาล้วนเต็มไปด้วยรังนก จากนั้นหลินเสวี่ยจู๋ก็นำผักกูดสองกำมือมาวางทับรังนกเอาไว้เพื่อบดบังสายตาของผู้คน
ทั้งสี่คนหักแท่งไม้ไผ่ทิ้งแล้วเดินกลับค่าย
“หลินเหนียงจื่อพวกเจ้าไปได้ของดีอันใดมาอีกเล่า?”
สตรีผู้หนึ่งสายตาเฉียบคมเมื่อเห็นทั้งสี่คนถือตะกร้ามาสามใบ แต่ละใบล้วนมีของอยู่เต็ม จึงอดไม่ได้ที่จะซักถาม
หลินเสวี่ยจู๋ชี้ไปยังทิศทางที่ตนเองมา “เดินไปทางนั้นตรงป่าข้างถ้ำมีผักกูดอยู่เยอะเลย”
พูดจบก็มีผู้คนมากมายลุกขึ้นยืน
ทุกคนต่างดวงตาเป็นประกายปรารถนาที่จะเก็บผักกูดให้ได้เยอะๆ
เมื่อทุกคนไปกันหมดแล้วหลินเสวี่ยจู๋ก็ให้เหยียนต้ากับหูอี้ถ่งนำตะกร้าสองใบที่ใส่รังนกไปซ่อนไว้ในรถม้าส่วนอีกตะกร้าที่ใส่ผักกูดนางยื่นให้พวกแม่นมหม่านำไปล้าง
หลินเฉิงจางมองตะกร้าผักกูดก่อนจะเอ่ยถาม “ลูกสาว เจ้าเก็บอันใดมาหรือ?”
“ของดีเจ้าค่ะ” หลินเสวี่ยจู๋ตอบพลางยิ้ม
ข้างกองไฟมีหม้อที่ใส่น้ำผสมกับเครื่องในวัวอยู่ใบหนึ่งทุกคนกำลังรอพวกเขากลับมา เมื่อคนพร้อมหน้าก็จะได้เริ่มกินอาหาร
หลินเสวี่ยจู๋กลั้นหัวเราะพลางกวาดตามองทุกคน
ดูสิตอนแรกที่นางบอกว่าจะกินเครื่องในหมู พวกเขาล้วนมีท่าทีรังเกียจ ทว่าตอนนี้กลับดีใจทั้งครอบครัวตั้งหน้าตั้งตารอที่จะกินเครื่องในวัวกระทิง นางสงสัยว่าหากนางยังไม่กลับมาพวกเขาคงควบคุมความหิวโหยเอาไว้ไม่อยู่เป็นแน่
หลินเสวี่ยจู๋หัวเราะพลางหยิบถุงใส่น้ำไปตักน้ำที่ลำธารจู่ๆ นางก็บังเอิญไปเห็นแผ่นหินเรียบๆ แผ่นหนึ่งอยู่ในลำธาร นางหยิบแผ่นหินนั้นขึ้นมาแล้วถือกลับไปที่กองไฟ
“ลูกสาวเจ้าเก็บแผ่นหินกลับมาทำไม?” หลินเฉิงจางถามด้วยความสงสัย
“วันนี้จะทำอาหารรสชาติใหม่ๆให้พวกท่าน จะลองทำเนื้อย่างบนแผ่นหินเจ้าค่ะ” หลินเสวี่ยจู๋ตอบพลางกวักมือเรียกเหยียนต้ากับสามพี่น้องสกุลหูให้เข้ามาใกล้
หลังจากนางอธิบายขั้นตอนให้ฟังคร่าวๆพวกเขาก็เข้าใจทันที จึงแยกย้ายกันไปเก็บก้อนหินที่ลำธารแล้วนำมาก่อเป็นเตาแบบง่ายๆ ตรงกองไฟ จากนั้นก็วางแผ่นหินลงไปบนเตาน้ำที่เกาะอยู่บนแผ่นหินระเหยกลายเป็นไอ ก่อให้เกิดเสียงฉ่าๆ
“ท่านพ่อเครื่องเทศอยู่ที่ไหนเจ้าคะ?” หลินเสวี่ยจู๋ถาม
หลินเฉิงจางหยิบห่อใบไม้ออกมาจากอกเสื้ออย่างระมัดระวังแล้วส่งให้หลินเสวี่ยจู๋
หลินเสวี่ยจู๋คีบลำไส้ใหญ่วางลงบนแผ่นหิน
ไขมันจากลำไส้ใหญ่ไหลลงแผ่นหินดังฉ่าพร้อมกับมีกลิ่นหอมปนเหม็นลอยฟุ้งขึ้นมา
“ใช่แล้วๆกลิ่นแบบนี้ล่ะ” หลินเฉิงจางพึมพำเสียงเบา
หลินเสวี่ยจู๋อดหัวเราะออกมาไม่ได้
หลินเฉิงจางมองท้องฟ้าอย่างเขินอายส่วนเหวินซิ่วชิงก็กลอกตาใส่เขาเป็นเชิงตำหนิ
เมื่อไขมันจากลำไส้ใหญ่ไหลซึมไปทั่วแผ่นหินแล้วหลินเสวี่ยจู๋ก็คีบเครื่องในอื่นๆ ลงไปวางบนแผ่นหิน ไม่ว่าจะเป็นหลอดลม หัวใจและผ้าขี้ริ้ว
เสียงฉ่าๆ ดึงดูดแมลงตะกละในท้องของทุกคน
สามพี่น้องสกุลหูต่างจ้องมองแผ่นหินพร้อมกับกลืนน้ำลายไม่หยุดก่อนหน้านี้พวกเขาสามคนได้กล่าวขอบคุณฟ้าดินไปแล้วที่ได้กินขนมปังสีดำมากขึ้น แต่ตอนนี้คุณหนูเสวี่ยจู๋กลับยอมให้พวกเขากินข้าวพร้อมกับทุกคน
อาหารของครอบครัวคุณหนูเสวี่ยจู๋อร่อยมากจริงๆคนในครอบครัวของคุณหนูเสวี่ยจู๋ก็ใจดียิ่งนัก ไม่เคยวางท่าใส่พวกเขาเพียงเพราะครอบครัวของพี่ใหญ่เหยียนเป็นบ่าวรับใช้และไม่เคยโยนงานทุกอย่างให้บ่าวรับใช้ทำเพียงเพราะตนเองเป็นเจ้านาย พวกเขาอยากติดตามคุณหนูเสวี่ยจู๋ไปตลอดชีวิตหากเป็นเช่นนี้พวกเขาก็จะมีข้าวกิน และไม่ต้องทนทุกข์ทรมานอีก
หลินเสวี่ยจู๋ไม่รู้ความคิดของสามพี่น้องสกุลหู
นางเห็นแม่นมหม่าพาชุ่ยเอ๋อร์กับกู้เจินเหนียงกลับมาจากริมลำธารแล้วจึงชี้ไปที่ตำแหน่งข้างๆ เหยียนต้า “มานั่งเร็วเจ้าค่ะ อาหารชุดแรกใกล้จะสุกแล้ว”
แม่นมหม่ายื่นตะกร้าผักที่ล้างสะอาดแล้วให้กับหลินเฉิงจาง
หลินเฉิงจางหยิบผักขึ้นมาจำนวนหนึ่งแล้วส่งต่อให้เหวินซิ่วชิง
เมื่อทุกคนได้ผักกันครบแล้วหลินเสวี่ยจู๋ก็ยกตะเกียบขึ้นแล้วพูด “กินได้แล้วเจ้าค่ะ”
ตะเกียบนับสิบคู่ยื่นไปที่แผ่นหินร้อนอย่างพร้อมเพรียงกวาดเอาอาหารที่ย่างสุกแล้วจนเกลี้ยงในชั่วพริบตา
หลินเสวี่ยจู๋มองอย่างตกตะลึงรีบวางอาหารชุดใหม่ลงไป
ไอ๊หยา กินกันไวเช่นนี้ก่อนที่ชุดถัดไปจะย่างสุกเกรงว่าซอกฟันของทุกคนคงจะสะอาดเกลี้ยงเกลาเป็นแน่
.............................