ฉินซู่ถูกรัดจนแทบหายใจไม่ออก
พอหลินเจียหย่วนได้ยินดังนั้นก็รีบปล่อยมือออกปล่อยฉินซู่เป็นอิสระ เขาบิดมือด้วยท่าทางเขินอายก่อนจะพูดขึ้นมาด้วยความรู้สึกผิด
“ขอโทษด้วยนะพี่ฉินซู่ พี่ก็รู้ผมแรงเยอะควบคุมแรงตัวเองไม่ค่อยได้ พอตื่นเต้นก็เลยออกแรงเยอะไปหน่อย”
จากนั้นเขาก็หันไปมองต่งเสี่ยวเสี่ยวด้วยแววตาเป็นประกายเขาถามย้ำอีกครั้งด้วยความไม่แน่ใจ
“พี่สะใภ้ครับ โรคนี้รักษาได้จริงๆ เหรอ?”
ต่งเสี่ยวเสี่ยวยิ้มพลางอธิบายว่า“ฉันบอกว่ารักษาได้ก็คือรักษาได้สิ”
เธอไม่เคยพูดเรื่องที่เธอไม่มั่นใจ
“ดีจัง! ดีจังเลย!”
หลินเจียหย่วนถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเขาตบหน้าอกตัวเอง แล้วมองไปยังพี่สาวที่ยืนเหม่อลอยด้วยรอยยิ้มเขารู้สึกตื้นตันจนน้ำตาคลอเบ้า สูดลมหายใจเข้าลึกๆ หลายครั้งก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“พี่ พี่ได้ยินไหม? พี่สะใภ้บอกว่าโรคของพี่ได้พอพี่หายดีแล้ว ผมจะพาพี่ไปกระทืบพวกที่เคยทำร้ายพี่ให้จมดินเลย!”
ช่วงสองปีที่ผ่านมาหลินเจียหย่วนวิ่งเต้นไปทั่วทุกสารทิศ เขาใช้เงินเก็บทั้งหมดไปกับการรักษาพี่สาวแถมยังไม่มีเวลาไปจัดการกับพวกที่เป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด
รอจนกว่าพี่สาวของเขาจะหายดีเขาจะพาพี่สาวไปทวงทุกอย่างที่พวกนั้นเคยทำกับพี่สาวเขาไว้
ผู้หญิงคนนั้นน้ำตาคลอ เธอยังมีสติครบถึงจะยังไม่ได้เริ่มต้นการรักษาแต่คำพูดของต่งเสี่ยวเสี่ยวก็ทำให้เธอรู้สึกมีความหวังขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
ต่งเสี่ยวเสี่ยวพาผู้หญิงคนนั้นเข้าไปในห้องจากนั้นบอกให้เธอถอดเสื้อออกจนหมด ก่อนจะหยิบเข็มเงินที่พกติดตัวออกมาเธอมองไปยังหญิงสาวที่ใบหน้าเหม่อลอย แล้วกำชับว่า
“อาจจะเจ็บหน่อยนะคะ แต่ทนเอาหน่อยนะหลังผ่านพ้นเรื่องร้ายๆ ไปได้ อีกไม่นานเธอก็จะเป็นหายดีแล้ว!”
หญิงสาวพยักหน้าอย่างว่างเปล่า ก่อนจะค่อยๆถอดเสื้อผ้าออกอย่างทุลักทุเล
หลินเจียหย่วนยืนรออยู่ข้างนอกห้องเขาเดินวนไปวนมาด้วยความกระวนกระวาย เหงื่อเย็นผุดเต็มหน้าผากไปหมดเขามองไปยังฉินซู่ด้วยสายตาที่ร้อนรน
“พี่ฉินซู่ จะเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า?”
ฉินซู่นั่งอยู่ในลานบ้านเและกำลังล่นกับเด็กๆทั้งสามอยู่ หันมาตอบว่า
“รออยู่ข้างนอกนี่แหละ ใจเย็นๆ ก่อนเถอะ”
“ครับ”
หลินเจียหย่วนตอบรับแต่เรื่องที่เขารับปากว่าจะใจเย็นนั้นคงจะทำให้ไม่ได้
พี่สาวของเขาป่วยมาตลอดหนึ่งปีเต็มเขาพาพี่สาวไปโรงพยาบาลทั้งเล็กทั้งใหญ่มาหมดแล้ว แต่ก็ไม่มีใครสามารถรักษาเธอได้แล้วจู่ๆ ก็มีคนบอกว่ารักษาหายได้ จะให้เขามัวแต่ใจเย็นอยู่ได้ยังไงกัน
ในห้อง ต่งเสี่ยวเสี่ยวค่อยๆฝังเข็มเงินเล็กเรียวลงบนแผ่นหลังของผู้หญิงคนนั้น นอกจากนั้นบนศีรษะของเธอก็ยังมีเข็มเล็กๆ ฝังอยู่อย่างหนาแน่น
ผู้หญิงกำหมัดแน่นความเจ็บปวดอย่างรุนแรงที่ศีรษะทำให้เธอเผลอขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว
“อยู่นิ่งๆ ก่อนนะ!”
พอต่งเสี่ยวเสี่ยวพูดออกมาแบบนั้นผู้หญิงคนนั้นก็ไม่กล้าขยับเขยื้อน
เมื่อเห็นว่าผู้หญิงคนนั้นอยู่นิ่งแล้วต่งเสี่ยวเสี่ยวจึงอธิบายว่า
“บนหัวฝังเข็มเอาไว้ ต้องรออีกสักพักห้ามแสดงสีหน้ามากเกินไป ถึงจะเจ็บแค่ไหนก็ต้องทนเอาไว้นะคะ”
ที่นี่อุปกรณ์ทางการแพทย์ไม่พร้อมไม่มีแม้แต่ยาชา ดังนั้นจึงทำได้เพียงกัดฟันทนเอาไว้เท่านั้น
ผ่านไปครึ่งชั่วโมง ต่งเสี่ยวเสี่ยวก็ค่อยๆดึงเข็มเงินที่ศีรษะออกอย่างระมัดระวัง
ถึงผลลัพธ์จะไม่ชัดเจนเท่าไหร่แต่ดวงตาของผู้หญิงคนนั้นก็ไม่ได้เหม่อลอยเหมือนเมื่อก่อน มันดูสดใสขึ้นมากน้ำลายที่ไหลย้อยออกมาจากมุมปากก็หยุดลงแล้ว แถมยังสามารถพูดได้อีกด้วย
“ขอบคุณค่ะ!”
ถึงคำที่พูดออกมามันจะยังดูไม่เป็นธรรมชาติไปสักหน่อยแต่ผู้หญิงคนนั้นก็รู้สึกพอใจมาก เธอรู้สึกซาบซึ้งใจจนน้ำตาไหลพราก
เป็นเวลาหนึ่งปีเต็มในที่สุดเธอก็สามารถพูดได้อีกครั้ง
ต่งเสี่ยวเสี่ยวพาผู้หญิงคนนั้นออกมาจากห้องก่อนจะเรียกหลินเจียหย่วนพอเขาเห็นดวงตาที่สดใสของพี่สาว ก็ตื้นตันจนน้ำตาคลอเบ้าน้ำเสียงของเขาเริ่มสั่นเครือ เขาอยากจะเข้าไปกอดฉินซู่ที่อยู่ข้างๆ
ฉินซู่มีบทเรียนจากครั้งที่แล้วเขาหลบหลีกอย่างรวดเร็ว ทำให้หลินเจียหย่วนได้แต่คว้าลม
“พี่!”
“เจียหย่วน”
หญิงสาวพูดสองคำออกมาอย่างยากลำบาก
หลินเจียหย่วนดีใจจนพูดไม่ออกเขาวิ่งวนไปมาในลานบ้านหลายรอบ ก่อนจะหยุดตรงหน้าต่งเสี่ยวเสี่ยวเขาทรุดตัวลงคุกเข่าทั้งสองข้าง แล้วโขกศีรษะลงบนพื้นอย่างแรงสามครั้ง
“พี่สะใภ้ พี่คือผู้มีพระคุณของฉันจริงๆ!”
ต่งเสี่ยวเสี่ยวมองอย่างระอา“ลุกขึ้นก่อน อย่าคุกเข่าโขกหัวให้ใครพร่ำเพรื่อแบบนี้”
หลินเจียหย่วนลุกขึ้นจากพื้นทันทีเขาเกาหัวอย่างแก้เขินเล็กน้อย ก่อนจะอธิบายด้วยความกระอักกระอ่วน
“ฉันแค่ตื่นเต้นไปหน่อยพี่สะใภ้อย่าถือสาเลยนะ”
“อาการของพี่สาวนายจะว่าซับซ้อนก็ไม่ซับซ้อนจะว่าง่ายก็ไม่ง่าย ต้องรักษาต่อเนื่องแต่ฉันแนะนำให้นายพาพี่สาวไปตรวจสมองเฉพาะส่วนที่โรงพยาบาลก่อนพอได้ผลตรวจแล้วค่อยเอามาให้ฉันดู ฉันจะได้วางแผนการรักษาขั้นต่อไปได้”
ต่งเสี่ยวเสี่ยวค่อยๆ อธิบายอย่างใจเย็น
หลินเจียหย่วนพยักหน้า“อืม!”
“น้องสะใภ้ ขอบคุณนะ”
หญิงสาวน้ำตาคลอเบ้า เธอพูดขอบคุณอีกครั้ง
ต่งเสี่ยวเสี่ยวยิ้มอย่างอ่อนโยนเธอใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาบนใบหน้าของผู้หญิงคนนั้น ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“ไม่ต้องขอบคุณหรอกค่ะการช่วยเหลือคนคือหน้าที่ของฉัน ช่วงนี้ลองออกกำลังกายดูบ้างนะไม่ได้ขยับเขยื้อนร่างกายมาตั้งหนึ่งปี กล้ามเนื้อของเธอเริ่มฝ่อแล้วถ้าปล่อยไว้นานๆ พอกลไกการทำงานของร่างกายไม่ไหวแล้วก็จะกลายเป็นผักนอนติดเตียงพูดไม่ได้ไปตลอดชีวิต”
ร่างกายของคนเราจะเกิดภาวะกล้ามเนื้อฝ่อเมื่อไม่ได้ออกกำลังกายเป็นเวลานาน
“อืม”
ผู้หญิงคนนั้นพยักหน้า
หลินเจียหย่วนเกาหัวแก้เขินเขาพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงกระอักกระอ่วนใจ
“คือว่าพี่สะใภ้ค่ารักษาฉันขอติดไว้ก่อนได้ไหม? ตอนนี้ฉันไม่มีเงินติดตัวเลยสักหยวนเดียวถ้าหามาคืนไม่ได้จริงๆ ฉันจะไปขายเลือดที่โรงพยาบาล แล้วก็ไปทำงานหาเงินมาให้ครบแล้วค่อยเอามาให้พี่สะใภ้นะ”
ต่งเสี่ยวเสี่ยวส่ายหน้า“เรื่องเงินไม่ต้องรีบหรอก ส่วนเลือดน่ะก็ไม่ต้องขายฉันได้ยินจากสามีมาว่านายขายเลือดมาหลายครั้งแล้ว เพราะไม่มีเงินถึงร่างกายจะแข็งแรงแค่ไหน ก็ทนการขายเลือดบ่อยๆ แบบนี้ไม่ไหวหรอก!”
ถึงหลินเจียหย่วนดูสูงใหญ่ รูปร่างกำยำแต่เดินเหินไม่ค่อยมั่นคง ดูเหมือนว่าเขาจะมีภาวะโลหิตจาง
ต่งเสี่ยวเสี่ยวให้สองพี่น้องสกุลหลินพักอยู่ที่บ้านเพราะผู้หญิงคนนั้นยังต้องทำการรักษาระยะยาว ดังนั้นเธอจึงต้องพักอยู่ที่นี่ก่อน
พอดีกับช่วงนี้ที่ต่งเสี่ยวเสี่ยวต้องไปทำธุระที่ในตัวอำเภอเธอจึงรู้สึกวางใจที่มีคนช่วยดูแลเด็กๆ ทั้งสามที่บ้าน
“พี่สะใภ้วางใจได้เลยพี่สาวผมถนัดเรื่องดูแลเด็กๆ!”
หลินเจียหย่วนพูดด้วยรอยยิ้ม
จากเรื่องที่หลินเจียหย่วนเล่าให้เธอฟังต่งเสี่ยวเสี่ยวได้รู้ว่าก่อนหน้านี้หญิงสาวเคยเป็นพี่เลี้ยงเด็กในเมืองเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวแถมยังดูแลเด็กหลายคนอีกด้วย เธอจึงเป็นคนที่มีประสบการณ์ด้านนี้เป็นอย่างดี
ผู้หญิงคนนั้นพยักหน้าพลางพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “น้องสะใภ้วางใจได้เลยนะฉันจะดูแลเด็กๆ ให้เอง ยังไงฉันก็ไม่ได้ทำอะไรอยู่แล้ว”
เด็กๆ ทั้งสามคนเป็นเด็กว่านอนสอนง่ายแถมยังน่ารักน่าเอ็นดูมากกว่าเด็กซนๆ ที่เธอเคยดูแลมาก่อน
“ตกลงค่ะงั้นฉันคงต้องฝากเธอช่วยดูแลเด็กๆ ก่อน เดี๋ยวฉันจะจ่ายค่าจ้างให้นะ”
ช่วงนี้เธอต้องขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรแถมยังต้องไปในเมืองอีกด้วย เธอจึงยุ่งจนแทบไม่มีเวลาหายใจ การดูแลเด็กๆทั้งสามจึงเป็นเรื่องที่เกินกำลังเธอไปหน่อย