“ชิ” เมลฟี่กระเดาะลิ้นเล็กน้อย
นักเรียนในห้องคนอื่นๆก็ทำสีหน้าไม่ค่อยพอใจเหมือนกัน
อยู่ๆเวสต้าก็ถอนหายใจแล้วเผลอกล่าวขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
“เห้อ..รู้สึกเหมือนดวงไม่ดีแต่เช้าเลยแหะ”
อาจารย์สลิ่มหันมามองเด็กหนุ่มผมดำคนนั้นทันที
“เงียบๆ!!..ฉันกำลังสั่งสอนพวกแกอยู่..อย่าพูดแทรกเข้าใจม่ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!!!”
“เอ๋!?…อะ..เอ่อ..ครับ..ขะ..ขออภัยครับอาจารย์” เวสต้ากล่าวขอโทษพร้อมกับทำท่าลุกลี้ลุกล้น
“ทั้งที่อุตส่าห์เข้ามาเรียนในโรงเรียนที่องค์จักรพรรดิโอริเนียเป็ผู้สร้างขึ้นมาแท้ๆ ทำไมถึงไม่รู้จักสำนึกบุญคุณของพระองค์ท่านนนนนกัน…ห๊าาาาาาไอพวกสาบกีบเนรคุณแผ่นดิน..”
“…” นักเรียนทุกคนเงียบกริบ
เมลฟี่หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดน้ำลายของอาจารย์ที่กระเด็นโดนหน้าเธอ
“ฉันเช็ดให้นะ” เวสต้าหยิบผ้าเช็ดหน้าของตัวเองแล้วไปซับหน้าของเมลฟี่ให้แทน
“อืม..ขอบใจนะ >//<” เมลฟี่หน้าแดงเล็กน้อยด้วยความเขินอาย
บรรยากาศชวนให้รู้สึกถึงความโรแมนติกเล็กน้อย..แต่ทว่า
‘โป๊กกก!’
“โอ้ยยยยยยยย..เจ็บบบ”
เวสต้าเอามือกุมหัวตัวเอง เพราะรู้สึกเจ็บราวกับถูกของแข็งบางอย่างตีที่หัว
“ที่นี่คือสถานศึกษานะไอเด็กเหลือขอ..ไม่ใช่ซ่องนะเห้ย!”
อาจารย์ประจำชั้นถือแท่งดิลโด้ยาวๆ แล้วตีที่มือตัวเองเบาๆหลังจากตีหัวเวสต้า
“อาจาย์ตีหัวผมทำไมครับเนี่ย? ผมเจ็บนะครับ”
“เงียบซะ!!..ฉันาุโกว่าแกหลายขุมนัก ฉะนั้นฉันจึงมีสิทธิจะทำอะไรกับพวกแกก็ได้”
“ขะ..ขอโทษครับ” เวสต้าหลบสายตาอาจารย์ พร้อมกับทำท่าทางหดหู่เล็กน้อย
เมลฟี่ที่เห็นท่าทางแบบนั้นของเวสต้าก็รู้สึกไม่ค่อยดีขึ้นมา
“ฟังนะไอพวกสามกีบ ฉันไม่รู้ว่าพวกแกจะไปถูกเฟคนิวส์ที่ไหนล้างสมองมา แต่ว่าฉันมีประสบการณ์มากกว่าแก เพราะฉันอาบน้ำร้อนมาก่อน ฉะนั้นแกต้องฟังฉัน"
‘อาบน้ำร้อนมาก่อน = โดนต้มจนเปื่อยอะสิไม่ว่า’ เมลฟี่คิดในใจ
"องค์จักรพรรดิเป็คนดี และตระกูลราชวงศ์ลอนเดอร์รี่ก็มีพระคุณต่ออาณาจักรนี้มาก เพราะบรรพบุรุษของพวกท่านช่วยปกป้องผืนแผ่นดินของอาณาจักรนี้ไว้..”
‘จ้าๆๆ…องค์จักรพรรดิถือดาบคนเดียว แล้ววิ่งไปSoloกับกองทัพนับหมื่นตามลำพัง(ลุยเดี่ยว) โดยไม่มีพวกไพร่อย่างเราช่วยสักคนเลยอะนะเทพเกินไปมั้ยนิ?
อีกอย่างรูปองค์จักรพรรดิที่แปะตามฝาบ้าน แต่ละรุ่นก็ไม่เห็นจะมีใครพลีชีพกันสักคนเลยนิ เพราะาแต่ละครั้งพวกไพร่อย่างพวกเราก็ไปตายแทนให้ทั้งนั้น
หากนับจำนวนไพร่ทั้งหมดในประวัติศาสตร์ที่ถูกเกณฑ์ไปเป็ทหารแล้วตายในา เผลอๆตายเยอะกว่าพวกราชวงศ์เป็หมื่นๆแสนๆเท่าเลยด้วยซ้ำ แล้วพวกเขาไม่มีคุณงามความดีความชอบเลยงั้นหรอ? ทำไมถึงถูกพวกราชวงศ์เคลมไปฝ่ายเดียวล่ะ?
และพวกไพร่เองก็มีพ่อ มีแม่ มีลูก มีเมีย ที่อยากกลับไปหาเหมือนกัน แต่ก็กลับไปไม่ได้เพราะเขาต้องไปตายในสนามรบ ไม่ใช่แค่ตายแทนเพื่อปกป้องประเทศชาติหรืออาณาจักรเท่านั้น แต่ก็ยังต้องตายเพื่อสังเวยความโลภของราชวงศ์ด้วย เพราะาในอดีตนั้น อาณาจักรนอร์แลนด์การ์ดก็เคยไปยึดอาณาจักรอื่น หรือไปตีหัวเมืองของอาณาจักรอื่นเหมือนกันไม่ใช่รึไง
นอกจากนี้ไพร่ก็ยังต้องทำงานปาดเหงื่อจ่ายภาษีเลี้ยงดูราชวงศ์เพื่อให้อยู่สุขสบายอีก ทำไมคุณงามความดีพวกนี้ถึงได้ไปตกอยู่ที่ราชวงศ์ฝ่ายเดียวล่ะ ทั้งที่ราชวงศ์ควรสำนึกบุญคุณไพร่แท้ๆที่อุตส่าห์ยอมสละชีวิตมากมายให้ แถมยังจ่ายเงินภาษีให้ใช้ฟรีๆอีก
ไม่ว่าจะแก้วแหวนเงินทอง เครื่องประดับ อาหารเลิศหรู ก็ล้วนมากจากเงินภาษีของไพร่ที่จ่ายให้กับทางราชวงศ์ทั้งนั้น เพื่อให้พวกเขาได้เสพสุขมากมายแท้ๆ นอกจากนี้ยังมีนางสนมหน้าตาดีคอยปรนนิบัติรับใช้และเป็เครื่องบำเรอกามคลายเครียดจากงานบริหารบ้านเมืองอีก
ฉะนั้นไม่ว่าจะมองยังไงก็อาชีพจักรพรรดิ ก็คงเป็อาชีพที่สบายที่สุดในโลกแล้วล่ะ (ถ้ามันไม่ดีจริง คงไม่มีใครกระหายแย่งกันเป็หรอกมั้ง) แถมเวลามีาก่อนที่อาณาจักรจะล่มสลาย คนที่ตายคนแรกก็คือทหาร คนที่สองก็คือไพร่ที่ถูกเกณฑ์ไปเป็ทหาร และคนที่ตายคนสุดท้ายก็คือจักรพรรดินี่แหละ'
เมลฟี่กำมือแน่นแล้วคร่ำครวญในใจพลางนึกถึงเื่ราวชุดความคิดทางประวัติศาสตร์ของอาณาจักรนี้ที่มันผิดเพี้ยนกันไปหมด
อาจารย์เสื้อเหลืองผ้าพันคอฟ้าก็สาธยายถึงคุณงามความดีมากมายขององค์จักรพรรดิต่อ ท่ามกลางความคับแค้นใจของเด็กนักเรียนหลายคน
“องค์จักรพรรดิสร้างโรงเรียน O-School แห่งนี้ให้พวกเธอเข้ามาเรียนกัน ฉะนั้นท่านก็เปรียบเสมือนพ่อของพวกเธอทุกคน แต่พวกเธอ…ไม่สิ..พวกแกบังอาจมาชูสามนิ้วซึ่งเป็การเสียมารยาทและหยามเกียรติองค์จักรพรรดิเป็อย่างมาก…ฉะนั้นฉันจะขอพูดสั้นๆเป็ครั้งสุดท้ายนะ”
อาจารย์คนนั้นสูดหายใจเข้าลึกๆแล้วะโด้วยเสียงที่ดังขึ้นยิ่งกว่าเดิม
“หากพวกเธอไม่รักพ่อ ก็ออกไปจากอาณาจักรนี้ซะ!!!! ออกจากโรงเรียนนี้ ออกจากผืนแผ่นดินนี้ไปเลย เพราะที่นี่คือบ้านของพ่อ แผ่นดินของพ่อ ไม่ใช่ของประชาชนทุกคนอย่างที่ไอพวกลัทธิสามกีบมันหลอกลวง!!!! ”
ไม่นานนักคาบโฮมรูมตอนเช้าก็จบลงด้วยการเทศนาอย่างดุเดือดของอาจารย์คนนั้น
จากเหตุการณ์ในวันนี้ทำให้พวกผมรู้ว่า ถ้าหากอยากใช้ชีวิตในโรงเรียนนี้แบบสงบสุขก็ไม่ควรแสดงออกอะไรมาก
***
#11:00น. ณ โรงอาหาร#
“อาโธ่วววว…ไออาจารย์นั่นมันเป็อะไรของมันล่ะเนี่ย..ทำไมถึงได้ดูแค้นพวกเรานักนะ” เมลฟี่หลุดโวยวายออกมา
“ไม่รู้สิ..คงเป็พวกอินกับข่าว2ทุ่มมากไปมั้ง..เื่นั้นช่างมันก่อนเถอะ..ว่าแต่พวกเราจะกินร้านไหนดีล่ะ?”
ผมกับเมลฟี่มองไปยังร้านอาหารหลากหลายจำนวนมาก
ณ โรงเรียน O-School แห่งนี้จะมีโรงอาหารเป็อาคารขนาดใหญ่อยู่ 2 ชั้น โดยชั้นที่1นั้นจะเป็อาหารแจกฟรี ซึ่งก็ไม่ได้แย่นัก (อย่างน้อยก็พอๆกับร้านอาหารข้างนอกล่ะนะ)
เนื่องจากเศรษฐกิจของอาณาจักรนอร์แลนด์การ์ดดิ่งลงเหวมาเกือบ30ปี จากการบริหารของนายกสีตู่ผิงทำให้ประชาชนในอาณาจักรมีฐานะยากจนขึ้นมาก นอกจากนี้สิ่งของเครื่องใช้และค่าครองชีพต่างๆก็ยังสูงขึ้นอีกเมื่อเทียบกับค่าแรงอันน้อยนิดที่แทบจะไม่พอแดก นี่อาจเป็สาเหตุนึงที่เด็กในอาณาจักรส่วนใหญ่อยากสอบเข้าโรงเรียนนี้ก็ได้ เพราะว่าที่นี่มีข้าวฟรี3ให้มื้อยังไงล่ะ ซึ่งก็คือโรงอาหารชั้น1 นี่แหละ
“พวกเราจะลองขึ้นไปดูชั้น2กันไหม?” เวสต้าถาม
“อือ..ก็ได้นะ” เมลฟี่ตอบแล้วเดินตามเวสต้าขึ้นบันไดไป
เมื่อยิ่งเดินขึ้นบันไดมากเท่าไหร่ ความหรูหราของสิ่งรอบตัวก็ยิ่งเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น
จนในที่สุดก็ขึ้นมาถึงชั้น2ที่มีคนอยู่น้อยนิดมากๆ
“โอ้..หรูจังแหะ” เวสต้าอุทานขึ้นมา
“อือ..นั่นสิ..แต่ว่า…” เมลฟี่ปากสั่นเล็กน้อย
บรรยายการของชั้น2นี้แทบไม่ต่างจากภัตตาคารหรูระดับมิชิลิน10ดาวเลย
แถมยังมีเชฟแต่งชุดดูดีมากๆคอยปรุงและเสริมอาหารให้ถึงตามโต๊ะด้วย
พื้นเต็มไปด้วยพรมหรูหราดูสะอาดตาสุดๆ
โต๊ะมีทั้งผ้าปู และโครงเหล็กอลูมินอยด์ส่องประกายแวววับที่เป็ชั้นเสริฟเมนูของหวานคล้ายงานเลี้ยงน้ำชาของชนชั้นสูง
ส่วนเก้าอี้ก็เป็เบาะนุ่มทรงสูงที่มีพนักพิงอย่างดี นอกจากนี้ยังมีเ้าหน้าที่แต่งชุดสูทมาคอยยืนต้อนรับด้วย
“นี่คือเมนูในแต่ละร้านครับ จะรับอะไรดีครับ?” พนักงานใส่สูทโค้งหัวให้อย่างสุภาพ
เวสต้ารับใบเมนูพร้อมกับทำหน้าตกตลึง แม้จะเคยอ่านในคู่มือปฐมนิเทศมาก่อนว่าโรงอาหารชั้น2นั้นจะเป็อาหารที่ต้องเสียเงินซื้อ แต่ก็คิดเพียงแค่ว่าเป็เพียงร้านอาหารตามสั่งทั่วๆไป ไม่คิดว่าจะเป็ร้านอาหารระดับแพลตตินั่มขนาดนี้
‘นี่มันบ้าอะไรกันเนี่ย..ไม่สิ..ต้องบอกว่าสถานที่นี้มันควรมีอยู่ในโรงเรียนมัธยมด้วยหรอ…ไม่น่าเชื่อ..ถ้างั้นแล้วราคาล่ะ?!!’