"ไอ้ออโต้ วิ่งสิมึง จะอยู่รอตีนรึไงวะ" เสียงจาก แม็กซ์ หรือ ชวลิตเอ่ยขึ้นพร้อมกับดึงแขนเพื่อนรักจะให้วิ่งออกมาจากสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน ทว่าออโต้ หรือ อธิบดี กลับยังฝืนแรงเพื่อนไว้ แล้วเอ่ยในสิ่งที่คิด
"กูว่าช่วยเขาก่อนเถอะ จะตายรึเปล่าก็ไม่รู้เนี่ย"สายตาคมจับจ้องไปยังร่างของเด็กช่างฯ คนหนึ่งที่ยังนอนอยู่กับพื้นฟุตพาท
"พวกมันมาโน่นแล้ว เอาตัวมึงให้รอดก่อนมั้ยวะ"น้ำเสียงเร่งเร้าพร้อมกับชี้ให้เพื่อนดูไกล ๆ ว่ามีกลุ่มเด็กช่างที่เสื้อคนละสีกับคนที่นอนอยู่บนพื้นกำลังวิ่งตรงมาพร้อมกับมีดไม้ครบมือ
"เดี๋ยว! เอาไปด้วย"
“...” ในขณะที่ชวลิตทำหน้างงว่าจะเอาอะไรไปด้วยอธิบดีก็ตอบคำถามในความคิดของเขาเป็การกระทำ ด้วยการเข้าไปดึงร่างที่นอนกองอยู่กับพื้นขึ้นมาหิ้วปีกด้วยความทุลักทุเล
“มา...กูช่วย เร็ว ๆ เลยมึง ก่อนที่จะมีสภาพแบบเดียวกะไอ้นี่เนี่ย”
ทั้งสองหนุ่มนักศึกษามหา’ลัยในเมืองผู้โชคดี...ซะที่ไหนล่ะ (จู่ ๆ ก็มีคนมานอนสลบอยู่แทบเท้า แถมยังพกโจทก์ตามมาเอาเื่ด้วยคนที่พร้อมจะโดนลูกหลงทุกเมื่ออย่างพวกเขาสองคน จะนับว่าโชคดีได้ยังไงกัน) ช่วยกันหิ้วปีกเด็กหนุ่มผู้าเ็แล้วใส่เกียร์หมาวิ่งสุดชีวิตเท่าที่จะทำได้
“เฮ้ย! หยุดนะโว้ย ไม่แน่จริงนี่มึง หนีทำไมวะ...” เสียงจากกลุ่มคู่กรณีดังตามมาติด ๆ
“ไม่หนีก็บ้าแล้วมึงมากันซะขนาดนี้ ให้กูอยู่รอพวกมึงซ้อมกันรึ?” อธิบดีะโตอบกลับ ทั้ง ๆ ที่ขาก็ยังสาวไม่ได้หยุด
“กูว่ามึงเอาแรงที่ตอบมันมาวิ่งเข้าเถอะ” เสียงที่ส่งออกมาปนเสียงหอบเล็กๆ ไม่ต่างจากเสียงเพื่อนที่ะโออกไปเลย
“เออ ก็วิ่งอยู่นี่กูว่าเข้าซอยข้างหน้านั่นดีกว่า ขืนวิ่งทางตรง ๆ อย่างนี้เสร็จมันแน่ว่ะ” อธิบดีออกความคิด ในใจภาวนาให้ตำรวจ หรือใครสักคนที่จะสามารถช่วยเขาได้ผ่านมาหรือไม่ก็มีที่เหมาะ ๆ ให้พวกเขาซ่อนตัวได้
“เออ ไปดิ มึงเลยไอ้ออโต้ถ้าไม่เอาไอ้นี่มาด้วย ป่านนี้ไปกันถึงไหนแล้ว”
“ช่วยคนได้บุญนะโว้ยแม่มึงไม่สอนรึไง”
“แล้วแม่มึงเคยสอนมั้ยล่ะว่าจะช่วยคนต้องดูกำลังตัวเองก่อน”
“สงสัยกูจะลืมฟังว่ะ” น้ำเสียงหอบเหนื่อยเอ่ยตอบเพื่อน พร้อมกับการสาวเท้าเลี้ยวเข้าไปในซอยเล็กเพื่อหลบหลีกกลุ่มแก๊งที่ตามมา
ปี๊น ๆ...
เสียงแตรรถทำให้สองหนุ่มที่กำลังอยู่ใน่วิกฤตของชีวิตละสายตาจากพื้นระยะสั้นแล้วมองตรงไป
“ออโต้!” เสียงจากชายหนุ่มที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยรถ ชะโงกหน้าออกมาทางหน้าต่างส่งออกมาเรียกคนที่เขาคิดว่าจำได้ไม่ผิด
“พี่ป้อง!!”รอยยิ้มถูกส่งออกมาจากใบหน้าขาวซีดจากความเหนื่อยที่ปะปนไปด้วยความกลัวด้วยเช่นกัน
ไม่ต้องพูดอะไรมากไปกว่านี้ทั้งอธิบดีและชวลิตพาผู้าเ็วิ่งตรงไปขึ้นรถที่ราวกับ์ส่งมาช่วยพวกเขาทันที
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น?” ปกป้องเอ่ยถามคนที่ยังไม่ได้เชื้อเชิญแต่ก็หอบหิ้วกันขึ้นมาบนรถเรียบร้อยแล้ว
“เดี๋ยวผมเล่าให้ฟังพี่ป้องขับออกไปจากตรงนี้ก่อนสิครับ เร็ว!” น้ำเสียงเร่งเร้าที่ดังสวนมาแทบจะเป็ะโสายตาเว้าวอนสุดชีวิต
“...” ถึงจะยังคาใจ แต่ดูจากหน้าซีด ๆของทั้งสองคน กับอีกหนึ่งร่างที่หน้าตาแตกเืไหลอยู่นั้นปกป้องก็รีบใส่เกียร์เดินหน้าพารถออกจากซอยนี้ทันที
แต่แค่โผล่ออกจากปากซอยชายหนุ่มก็ได้คำตอบเบื้องต้นมาแล้ว เพราะเห็นกลุ่มนักเรียนช่างที่วิ่งสวนเข้าซอยไปพร้อมด้วยอาวุธครบมือปกป้องขับรถต่อไปไม่ได้ถามอะไรอีก จนกระทั่งมองหลังไม่เห็นกลุ่มเด็กช่างนั่นแล้ว
“เฮ้อ!”ทั้งอธิบดีและชวลิตถอนสายตาจากด้านหลัง หันกลับมานั่งทิ้งตัวพิงเบาะรถถอนหายใจด้วยความรู้สึกโล่งอกเหมือนคนที่เพิ่งจะตะเกียกตะกายขึ้นมาจากบ่อจระเข้ได้สำเร็จ
“เล่ามา!แล้วที่เราหิ้วมาด้วยนั่นเป็ใคร”ปกป้องพยักหน้าผ่านกระจกมองหลังไปยังคนที่ได้รับาเ็และยังคงไม่รู้สึกตัว
“ไม่รู้ว่ะพี่ จู่ ๆมันก็มานอนสลบอยู่ตรงหน้าผมสองคน แล้วไอ้พวกนั้นที่พี่เห็น ก็วิ่งตามมาถ้าปล่อยมันไว้อย่างนั้น มันคงได้ตายจริง ๆ”
“สรุปว่านายไม่รู้จัก ทั้งคนนี้แล้วก็ไอ้พวกนั้นด้วย”
“ใช่ครับ” อธิบดีตอบกลับรุ่นพี่หน้าทะเล้น
“เฮ้อ”ครั้งนี้กลายเป็ปกป้องเองที่เป็ฝ่ายส่ายหัวแล้วถอนหายใจเสียเอง
สรุปแล้วผู้ที่ตกกระไดพลอยโจนอย่างปกป้องก็พาผู้าเ็ไปส่งที่โรงพยาบาลและแจ้งตำรวจ ให้ปากคำอธิบายเื่ราวจนเรียบร้อย จึงได้พาสองหนุ่มกลับไปส่งบ้านแล้วจึงได้กลับไปยังบ้านของเขา ที่ตัวเขาเองตั้งใจกลับมาเยี่ยมผู้เป็แม่หลังจากที่ไม่ได้กลับมาหาท่านสองเดือนเต็ม ๆ
บ้านเดี่ยวหลังใหญ่ อาณาบริเวณกว้างขวาง ล้อมรอบไปด้วยทุ่งนาเขียวชอุ่มกับสวนผสมที่มีทั้งมะม่วง มะละกอ ขนุน และพืชผักสวนครัว ที่ปลูกไว้กินไว้ใช้ในบ้านและยังมีเหลือเผื่อแผ่ให้กับเพื่อนบ้าน ญาติสนิทมิตรสหายอีกด้วย
ปกป้องเลี้ยวรถมาตามถนนที่ทอดตรงสู่ตัวบ้านมองเห็นหญิงสูงวัย ออกมายืนรดน้ำต้นไม้อยู่ที่หน้าบ้านชะเง้อคอมองมายังทิศทางที่รถวิ่งทั้ง ๆ ที่ค่ำมืดแล้ว ก็รู้สึกอบอุ่นใจขึ้นมาทันที
“เป็ยังไงบ้างลูก เรียบร้อยดีมั้ยแล้วไปส่งน้องถึงบ้านรึเปล่า”คุณอัจฉราถามลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของตนด้วยความเป็ห่วงทั้งนี้เพราะปกป้องได้โทรมาบอกท่านไว้ก่อนแล้ว ว่าจะเข้าบ้านช้ากว่าที่บอกไว้เพราะเกิดอะไรขึ้น
ฟอดดดด...
ปกป้องเดินตรงเข้ามาสวมกอดผู้เป็แม่แล้วหอมอีกหนึ่งฟอดใหญ่ ก่อนจะตอบคำถามของท่าน
“เรียบร้อยครับแม่ ผมไปส่งออโต้ถึงบ้านแล้วด้วยครับน้าแหววยังฝากความคิดถึงมาถึงแม่ด้วยเลย”
น้าแหวว หรือ คุณกฤษณา เป็เพื่อนรุ่นน้องของคุณอัจฉราสมัยก่อนก็อยู่ในหมู่บ้านเดียวกันแต่เมื่อแต่งงานก็ย้ายไปเปิดร้านอาหารอยู่ในเมืองกับสามี จนตอนหลังสามีเสียชีวิตแต่ก็ยังเปิดร้านอาหารทำมาหาเลี้ยงชีพและส่งเสียลูกชายคนเดียวอยู่เช่นเดิม
“ดีลูก ปลอดภัยกันทุกคนก็ดีแล้ว โล่งอกไปทีแล้วไปยังไงมายังไง ทำไมน้องถึงได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับเด็กช่างพวกนั้นได้ล่ะแม่ได้ข่าวว่าน้องเรียนอยู่มหา’ลัยxxxไม่ใช่เหรอ?”
“ไปครับ เข้าบ้านกันดีกว่า ผมหิวแล้วกินไปเล่าไปดีกว่าครับ”
“เออจริง ๆ แม่ก็ลืมเลยแม่ทำกับข้าวที่ลูกชอบไว้เต็มเลย ไปลูก ไปกินก่อน” ครั้งนี้เป็คุณอัจฉราเองที่ดึงมือลูกชายเดินเข้าบ้าน
ปกป้องได้กลิ่นอาหารหอม ๆแล้วน้ำย่อยในท้องก็ทำงานอย่างหนักจนเสียงท้องร้องดังอวดแม่ของเขาทันที
“ฮ่าฮ่าฮ่า นั่งลูกนั่ง เดี๋ยวแม่ตักข้าวให้เอง”คุณอัจฉราตบบ่าลูกชายเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู ลูกชายของท่านเป็คนที่ตรงต่อเวลาเคร่งครัดกับตัวเองมาก หากไม่มีเหตุติดพันจำเป็จริง ๆคงไม่ปล่อยให้ตัวเองหิวจนท้องร้องอย่างนี้เป็แน่
“ขอบคุณครับแม่ มีแต่ของน่ากินทั้งนั้นเลยแม่นี่น่ารักที่สุด แล้วเมื่อไหร่แม่จะยอมย้ายไปทำกับข้าวให้ผมกินที่กรุงเทพฯบ้างล่ะ ผมอยากกินข้าวฝีมือแม่ทุกวันเลยครับ”
คุณอัจฉราได้ยินคำอ้อนจากลูกชายก็ยิ้มกริ่มอดนึกขำไม่ได้เมื่อเห็นลูกชายที่ไม่ได้เข้มแต่หน้า แต่ตัวตนที่เขาเป็ต่อหน้าผู้อื่นคือผู้ชายเคร่งขรึม จนบางคนมองเป็คนดุไปเสียด้วยซ้ำหากคนภายนอกมาได้ยินน้ำเสียงและท่าทางออดอ้อนของเขาที่ทำอยู่ตอนนี้คงมีแปลกใจกันบ้าง
“ไม่ต้องมาอ้อนเลยไม่ใช่ว่าอยู่ที่โน่นจะมีคนมาทำให้กินแล้วเหรอ ลูกชายแม่ออกจะหล่อขนาดนี้หัวกระไดที่บ้านโน้นจะไม่แห้งซะละมั้ง”
“ที่ไหนได้ล่ะครับแม่ ใครเขาจะมาสนทนายความจนๆ อย่างผมกัน” ปกป้องพูดไปมือก็ง่วนอยู่กับการตักปลาช่อนลุยสวนใส่จานไปด้วย
“หึหึ แหม ดูพูดเข้า ฟังแล้วน่าสงสารจัง”คุณอัจฉรายิ้มกริ่ม เอ็นดูความอ้อนของลูกชาย แต่ไม่ได้สงสารอย่างที่พูดทั้งนี้ก็เพราะรู้ดีว่าลูกชายของตนนั้นขยันขันแข็งและรู้จักเก็บออมเพียงใดแค่เงินเก็บตอนที่เรียนจบก็มีหลักแสนแล้ว นี่ก็ผ่านมาสี่ห้าปีแถมยังมีงานมีการทำเป็หลักแหล่ง แถมเงินดีอีกด้วยป่านนี้เงินเก็บไม่เป็หลักล้านไปแล้วรึ?
“แม่ก็สงสารสิครับ จะได้ไปอยู่กับผมไง”
“ไม่ไหวหรอกลูก นาน ๆ ไปทีก็ได้อยู่แต่ถ้าให้ย้ายไปอยู่นาน ๆ แม่กลัวจะตายผ่อนส่ง ที่นั่นมีแต่ควันพิษ รถก็เยอะแยะมองแล้วตาลาย สู้มองทุ่งนามองต้นไม้ในสวนเราไม่ได้ สบายตากว่ากันเยอะ”
“เออ แล้วนี่เ้านพไปไหนครับเนี่ยั้แ่มาผมยังไม่เห็นเลย” ปกป้องหมายถึง นพชัย ลูกของคุณอัยรา น้องสาวแท้ ๆของคุณอัจฉรา ซึ่งเสียชีวิตไปด้วยอุบัติเหตุ การดูแลอุปการะนพชัยจึงตกมาเป็ของผู้เป็พี่สาวที่ยินดีจะดูแลหลานชายคนนี้แทน
“เข้านอนแล้วลูกน้องทำงานส่งครูดึกมาสองคืนติด วันนี้เลยนอนแต่หัวค่ำเลย”
สามเดือนต่อมา
บ้านหลังกะทัดรัดในเมืองใหญ่ ปกติก็ดูเงียบเหงาโดดเดี่ยวเพราะสมาชิกในบ้านมีอยู่คนเดียว แต่บัดนี้กลับดูครึกครื้น เมื่อคุณอัจฉรานำทีมแขกอีกสี่คนมาถึงบ้านของลูกชายสุดที่รัก
ปกป้องกลับมาจากทำงานก็ต้องแปลกใจกับรถที่มาจอดอยู่ในบ้านเมื่อลงจากรถมาเสียงจากคนที่อยู่ในบ้านพูดคุยกันสนุกสนานเฮฮาก็ลอยมาเข้าหูทันที คิ้วคมเข้มทั้งสองข้างขยับแทบจะชนกันด้วยความสงสัยระคนไม่พอใจเท่าใดนักเนื่องจากชายหนุ่มไม่ชอบให้ใครเข้ามายุ่มย่ามในบ้านซึ่งถือว่าเป็โลกส่วนตัวของเขา จนกระทั่งมีเสียงหนึ่งที่ทำให้เขาคลายจากความกังวลเปลี่ยนเป็ดีใจแทนนั่นคือเสียงของคนที่เขาคิดถึงและอยากหาเวลาว่างไปหาอยู่ทุกวันชายหนุ่มให้กุญแจบ้านกับแม่ของเขาไว้หนึ่งชุด ดังนั้นจึงไม่แปลกใจหากท่านจะเข้าไปอยู่ในบ้านของเขาได้
“เซอร์ไพรส์ลูกชาย”ทันทีที่ปกป้องเปิดประตูเข้ามาในตัวบ้าน เสียงจากคุณอัจฉราก็ดังขึ้นเรียกรอยยิ้มจากคนถูกเซอร์ไพรส์ได้ทันที
“สวัสดีครับแม่ สวัสดีครับน้าแหวว มากันนานแล้วเหรอครับ”ปกป้องยกมือไหว้ทุกคน แล้วตรงเข้าไปนั่งโซฟาตัวยาว ข้างแม่ของตนเองกอดหอมท่านให้หายคิดถึง แล้วมองหน้าน้าแหววด้วยความแปลกใจระคนสงสัย แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยถามอะไรเสียงทักทายก็ดังขึ้นเสียก่อน
“หวัดดีครับพี่ป้อง”เสียงดังพร้อมกันราวกับนัดกันมาประสานเสียงจากเด็กหนุ่มสองคนนั่นคืออธิบดีและนพชัย ที่เดินถือจานขนมใส่ไส้ มาพร้อมกับน้ำดื่ม
“หวัดดี มาด้วยเหมือนกันเหรอเนี่ยวันนี้ไม่ได้เรียนกันเหรอ”
“วันนี้ผมมีเรียนแค่่เช้าครับ”นพชัยตอบก่อน
“ส่วนผมไม่ได้เรียนแล้วครับ”คำตอบของอธิบดีฟังขัดหู จนปกป้องอดที่จะถามต่อไม่ได้
“คือยังไง ไม่ได้เรียนแล้ว?”ปกป้องถามคนที่ถือจานขนมมาวางไว้ที่โต๊ะ แล้วไปนั่งข้าง ๆ คุณกฤษณา หรือ น้าแหวว
“น้าให้พักการเรียนไว้เองละจ้ะจะให้โอนหน่วยกิตแล้วย้ายเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ แล้วก็ั้แ่ที่พ่อป้องไปช่วยน้องไว้จากกลุ่มเด็กช่างนั่น ก็มีพวกเด็กช่างเวียนมาแถวร้านอยู่เรื่อยน้าเห็นแล้วรู้สึกไม่ค่อยดี ถ้าเจอเป็ต้องให้ออโต้หลบตลอดน้ากลัวว่าจะเป็พวกนั้น ตามมาทำร้ายออโต้เพราะคิดว่าเป็พวกเดียวกับคนที่ช่วยไว้รึเปล่าสิ พอสอบปลายภาคเสร็จน้าก็เลยให้ทำเื่ย้ายหน่วยกิตเข้ามาเรียนมหา’ลัยในกรุงเทพฯนี่ซะเลยจ้ะ ปลอดภัยไว้ก่อนน่ะ”
“อ้อ” ปกป้องพยักหน้ารับทราบ ไม่ได้ถามอะไรต่อหันกลับมาจะคุยกับแม่ของตัวเองบ้าง คุณกฤษณาก็เอ่ยต่อ
“บ้านป้องน่าอยู่ดีนะ อยู่คนเดียวเหรอ”สายตาของผู้สูงวัยมองไปรอบ ๆ ด้วยความชื่นชมที่บ้านของชายหนุ่มมีความสะอาดสะอ้านเป็ระเบียบเรียบร้อย และ้าฟังคำยืนยันจากปากของเ้าของบ้านเองด้วยหลังจากที่ได้ฟังคุณอัจฉราบอกมาแล้วครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ก็เพราะว่าเกรงใจเ้าของบ้านหากไม่สะดวกก็จะได้ให้ลูกชายออกไปอยู่หอตามความคิดเดิม
“ครับ อยู่คนเดียวครับแต่ว่าผมจ้างแม่บ้านเข้ามาทำความสะอาดให้อาทิตย์ละสองครั้งสภาพบ้านก็เลยจะดูสะอาดเป็ระเบียบอย่างนี้ละครับ”ปกป้องที่มองตามสายตาของผู้าุโไป ก็พอจะเดาความคิดของท่านออกจึงได้จัดการไขข้อข้องใจให้
“ดีนะ แล้วป้องอยู่คนเดียวไม่เหงาเหรอจ๊ะถ้าน้าจะขอฝากออโต้ให้อยู่ที่นี่ด้วยอีกสักคนป้องจะอนุญาตมั้ย เป็เพื่อนกันไงจะได้ไม่เหงา”
“...” ปกป้องถึงกับทำหน้างงเหมือน้าความกระจ่างมากกว่านี้ จนผู้เป็แม่อย่างคุณอัจฉราต้องเป็ผู้ขยายความให้
“หึหึ คือว่าวันนี้ที่พากันมานี่ก็เพราะเื่นี้ละ คือเ้าออโต้เขาย้ายเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯก็ต้องมาหาที่พักที่นี่ แม่ก็เลยว่าจะไปเช่าให้เปลืองเงินเปลืองทองทำไมมาอยู่กับป้องที่นี่ก็ได้ ป้องก็อยู่คนเดียวอยู่แล้ว จะได้มีเพื่อนด้วยไงแล้วเวลาที่ป้องไปทำงาน ถ้าน้องไม่มีเรียนก็ยังอยู่ช่วยดูบ้านให้ได้แม่ได้ข่าวว่าน้องทำอาหารอร่อยด้วยนะ ได้เชื้อมาจากแม่ของเขาเต็ม ๆ เลยละ แม่เห็นเราบ่นอยากมีคนทำอาหารให้กินไม่ใช่เหรอน้องนี่ไง ดีไหมล่ะ ให้น้องอยู่ด้วยคนนะ”
คนที่แอบลุ้นในคำตอบเหลือบมองหน้าชายหนุ่มเ้าของบ้านด้วยหัวใจที่คันยุบยิบ