“ชีวา คำว่าลูกเมียน้อย ลูกได้ยินมาจากไหน ใครเป็คนพูดกับลูก” อารยาถามอย่างไม่เต็มเสียง เพราะเธอรู้อยู่แก่ใจว่า ภรรยาคนแรกของอนินท์เรียกลูกชายของเธออย่างไร ั้แ่ครอบครัวฝ่ายนั้นรู้เื่ของชีวา ยกเว้นคุณปู่คุณย่าที่ยอมรับชีวาเป็หลานชายของพวกเขาด้วยคนหนึ่ง “แม่ก็รู้ว่า คุณนายใหญ่..ผมว่า... เราเปลี่ยนเื่คุยดีกว่าครับ แม่จะลงโทษผมอะไรก็ได้แต่ขออย่างเดียวผมจะไม่กลับไปเยี่ยมใครๆที่นั่นครับ” ชีวาลุกขึ้นเดินจากออกไปไม่กล่าวอะไรอีก
อารยาหยิบใบประกาศนียบัตรขึ้นมาอ่าน “เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง” อารยาจุมพิตใบประกาศนียบัตรพร้อมนึกขึ้นในใจ “เขาทำสำเร็จแล้ว เขาได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งสาขาฟิสิกข์” อารยาตรงเข้าไปในห้องนอนของตัวเอง เปิดตู้เสื้อผ้า ดึงลิ้นชักล่างสุดเลื่อนออกมา รูปภาพวันแต่งงานในกรอบรูปภาพสี่เหลี่ยมของเธอกับอนินท์ จิตใจเต้นระส่ำระส่าย สงสารลูกชายเป็ที่สุด สายตามองภาพของอนินท์ พวกเธอทั้งคู่สวมชุดแต่งงาน พิธีงานแต่งงานถูกจัดขึ้นในขณะที่พวกเขาเรียนที่สหรัฐท่ามกลางคณะอาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่นั่นเป็สักขีพยาน อารยากล่าวกับตัวเอง “เราจะทำอย่างไรดี”
ชีวาเดินตามหาแม่วกกลับไปในห้องนอนของเขา ไม่พบ จึ่งเคาะประตูห้องนอนของแม่ ประตูถูกเปิดพรวดเข้ามา สายตาคมกริบสำรวจไปทั่วห้องนอน พยายามมองหารูปภาพของพ่อแต่ไม่มี อารยารีบเปิดตู้เสื้อผ้าอย่างรวดเร็วในอาการใเล็กน้อย “ค่ำนี้ แม่จะไปบ้านคุณยาย พี่วิโรจน์กลับมาจากมาเลเซีย ลูกจะออกไปข้างนอกหรือว่าอยู่บ้าน” ชีวาโอบกอดร่างของเเม่แน่น “แม่หายโกรธผมแล้วเช่นไหม” ทั้งคู่สบตากัน “วันนี้ผมไม่ให้แม่ไปไหนทั้งนั้น จนกว่าแม่จะเล่าเื่การแต่งงานของแม่กับพ่อให้ผมฟังอย่างละเอียด” ชีวาปล่อยร่างแม่ จูงมือของแม่ไปที่เตียงนอน ประคองร่างแม่ให้นั่งลงบนเตียง เขาเลื่อนเก้าอี้ทรงกลมเข้ามานั่งตรงหน้าของแม่ “ผมอายุยี่สิบหกปีแล้วนะครับ แม่พูดเสมอ เมื่อไรลูกโตขึ้น แม่จะเล่าให้ฟัง”
“แม่ต้องไปส่งยาให้คุณยายและพี่วิโรจน์้าใช้รถยนต์ แม่จะเอารถยนต์ไปคืนบ้านคุณยาย” ชีวาจ้องดวงตาของแม่ “ได้โปรด แม่ขอร้อง” ชีวาปล่อยมือของแม่ นับครั้งไม่ถ้วนที่แม่พยายามเลี่ยงการตอบคำถามของเื่นี้ ชีวารู้คำตอบว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเซ้าซี้แม่ของเขา เขาจึงกล่าวออกไปอย่างตรงไปตรงมา “ก็ได้ครับ ผมจะไม่ขอร้องให้แม่เล่า แต่ ผมขอร้อง แม่ต้องไม่สั่งผมไปที่นั่นด้วยครับ ” น้ำเสียงที่หงุดหงิดขึ้นมากกว่าเดิม ชีวาลุกขึ้นเดินออกจากห้องนอนของแม่ทันที
“ชีวา ฟังแม่ก่อนลูก”
อารยาเช็ดน้ำตาของตนเองด้วยชายผ้าส่าหรีนั่งทบทวนเื่ราวที่เกิดขึ้นั้แ่นาทีแรกที่เธอขอดูใบประกาศนียบัตรจนมาถึงเวลานี้ “ที่แท้ลูกไม่ภูมิใจกับสิ่งที่เขาทำสำเร็จแม้แต่นิดเดียว คงจะเป็เพราะค่าเลี้ยงดู ค่าเล่าเรียนมาจากอนินท์ โอ้ เราไม่ควรบอกเขาั้แ่เด็กเื่พ่อของเขาเลย เราสร้างความทุกข์ให้กับชีวิตน้อยๆที่บริสุทธิ์...เราจะทำอย่างไรดี” อารยาคว้ากระเป๋าสตรีใบใหญ่พร้อมกุญแจรถ เสียงปิดสวิทซ์ไฟตามด้วยเสียงบานประตูปิดให้สนิท เสียงรองเท้าส้นสูงดังผ่านหน้าห้องหนังสือ อารยาพลักบานประตูที่แง้มไว้ให้เปิดกว้าง “ชีวา..แม่ลืมบอกลูกไปว่า จูลี่มาหาลูกที่นี่ เธอฝากห่อของขวัญที่วางที่มุมห้องบนโต๊ะตัวนั้นให้ลูก แม่ขอตัวไปบ้านคุณยายก่อน ถ้าลูกต้องจะเข้านอน ช่วยล็อคประตูบ้านทั้งหมด แม่มีกุญเเจบ้านอีกชุด”
ชีวาััห่อของขวัญกระดาษเนื้อดีสีชมพู เขาหยุดที่ริมหน้าต่าง เฝ้ามองผ่านกระจกบานใหญ่ รถยนต์รุ่นใหม่ที่กำลังแล่นออกไปอย่างช้าๆ “จูลี่ อยู่อินเดีย” ชีวาวางห่อของขวัญลง หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เลื่อนหาชื่อของอดีตเพื่อนรักที่เคยอาศัยในละแวกบ้านด้วยกัน “สวัสดี แม่มดน้อย” เสียงทักทายที่อีกฝ่ายไม่เคยลืมไปจากความทรงจำและรอคอยมานานแสนนาน “ว๊ายยยย ชี...วา เธอกลับมาแล้ว เย้ เย้” เสียงกรี๊ดร้องดังลั่นหูฟังทำให้ชีวาต้องะโโต้กลับไป “เบาๆหน่อยครับ แก้วหูแทบแตก”
“เธออยู่ที่ไหน ฉันจะหาเธอตอนนี้” จูลี่ะโโลดเต้นบนเก้าอี้นวมในห้องพักโรงแรมหรูเเห่งหนึ่งใกล้ๆบ้านของชีวา “เธอพักอยู่ที่โรงแรมทาว์วอเตอร์ใช่ไหม” ชีวามองหากุญแจรถมอเตอร์ไซด์คันโปรดของเขา “ช่าย เธอจะมาหาฉันใช่ไหม สุดหล่อ” จูลี่ทิ้งปลายเสียงหวานก่อนจะเปลี่ยนเื่ “เจอคนรักหรือยังจ๊ะ”
“สั่งอะไรอร่อยๆรอฉันและขอเครื่องดื่มแรงๆด้วย อีกสิบนาทีเราเจอกัน”