ความเงียบที่กดทับลงมานั้นหนักอึ้งเสียยิ่งกว่าพลังปราณของผู้ชำระชีพจร ทุกสายตาในห้องโถงจับจ้องไปยังวัตถุสีดำทมิฬในมือของ เฉินฟาน ราวกับต้องมนตร์สะกด
เฉินเหยียน และ หลินซู อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงระคนกับความหวาดหวั่น ส่วน ลุงเฉินลู่ ที่เคยมีท่าทีแข็งกร้าวกลับยืนตัวแข็งทื่อ ใบหน้าซีดเผือดราวกับเห็นผี
แต่คนที่ตกตะลึงที่สุดคือ โอวหยางซง เขาก้มลงมองแขนเสื้อที่ขาดวิ่นและแขนขวาที่ยังคงสั่นสะท้านไม่หาย ความรู้สึกชาวาบแล่นไปทั่วปลายนิ้ว มันไม่ใช่แค่พลังปราณที่ถูกทำลาย แต่เป็แรงอัดกระแทกบริสุทธิ์ที่เขาไม่เคยััมาก่อนในชีวิต
“เ้า...เ้าใช้กลโกงอะไร!?” โอวหยางเหวิน ที่ยืนอยู่ข้างหลังะโขึ้นมาเป็คนแรก แม้สุ้มเสียงจะดังแต่กลับแฝงความหวาดกลัวไว้อย่างปิดไม่มิด
เฉินฟาน ค่อยๆ หันกระบอกปืนไปทาง โอวหยางเหวิน อย่างเชื่องช้า ทำเอาอีกฝ่ายสะดุ้งโหยงและถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
“กลโกงรึ?” เฉินฟาน หัวเราะในลำคอ “พวกเ้าที่เอาแต่ฝึกฝนท่าร่างเก่าๆ ซ้ำไปซ้ำมาเป็ร้อยปี พอเจอเข้ากับสิ่งที่สติปัญญาของตัวเองตามไม่ทัน ก็ได้แต่ตีตรามันว่าเป็ ‘กลโกง’ หรือ ‘วิชามาร’ ช่างน่าสมเพชเสียจริง”
เขาตวัดสายตาเย็นเยียบกลับไปมอง โอวหยางซง “ท่านผู้าุโโอวหยาง ท่านคงมีชีวิตอยู่มานานหลายสิบปี แต่ดูเหมือนว่าโลกภายนอกกะโหลกของท่านคงจะหมุนเร็วจนท่านตามไม่ทันเสียแล้ว”
“หนอย! ปากดีนักนะเ้าเด็กเมื่อวานซืน!” โอวหยางซง คำรามลั่น ความอัปยศอดสูและความโกรธทำให้พลังปราณของเขาปะทุขึ้นมาอีกครั้ง “อย่าคิดว่ามีของเล่นประหลาดชิ้นเดียวแล้วจะเทียบชั้นกับผู้ชำระชีพจรได้!”
“เทียบชั้นรึ?” เฉินฟาน ยิ้มเยาะ “ท่านผู้าุโ ท่านยังไม่เข้าใจอีกหรือ? ข้าไม่ได้กำลัง ‘เทียบชั้น’ กับท่าน...ข้ากำลังมอง ‘ข้าม’ พวกท่านไปต่างหาก โลกที่พวกท่านยืนอยู่มันเก่าเกินไปแล้ว”
เขาชี้นิ้วไปยัง โอวหยางฮุ่ย ที่นอนอยู่บนพื้น “อย่างเช่นเขา ถูกทำร้ายด้วยอาวุธต้นแบบที่ข้าสร้างขึ้นจากเศษเหล็กในเวลาไม่ถึงหนึ่งวัน” จากนั้นก็ชี้ไปที่ โอวหยางเหวิน “หรืออย่างเ้า ที่ดีแต่ซ่อนตัวอยู่หลังชายชรา รอให้คนอื่นมาแก้ปัญหาให้”
แล้วเขาก็จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของ โอวหยางซง
“และสุดท้ายคือท่าน...ผู้ที่เรียกตัวเองว่าผู้าุโ แต่กลับมีปฏิกิริยาตอบสนองเชื่องช้ายิ่งกว่าเต่าคลานในโคลน หากเมื่อครู่ข้าตั้งใจจะยิงให้เร็วกว่านี้สัก 0.1 วินาที...สิ่งที่สั่นคงไม่ใช่แค่แขนของท่าน แต่เป็หัวใจที่หยุดเต้นของท่านต่างหาก”
“บังอาจ!!!”
โอวหยางซง ทนต่อไปไม่ไหว เขากระโจนเข้าใส่ เฉินฟาน อีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้ใช้กรงเล็บปราณ แต่รวบรวมพลังทั้งหมดไว้ที่ฝ่ามือ ก่อเกิดเป็ลูกบอลพลังงานสีเขียวเข้มที่หมุนวนอย่างบ้าคลั่ง!
“ในเมื่อเ้าอยากตายนัก ข้าจะสงเคราะห์ให้!”
แต่ เฉินฟาน กลับไม่ได้มีท่าทีตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เขายกปืนขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาไม่ได้เล็งไปที่ โอวหยางซง โดยตรง
“XIAN เปลี่ยนโหมด...ะุวิถีโค้ง”
คลิก!
มีเสียงกลไกดังขึ้นเบาๆ จากตัวปืน เฉินฟาน เหนี่ยวไกทันที!
ฟิ้ว!
ะุพลังงานสีน้ำเงินเข้มลูกเล็กๆ พุ่งออกจากปากกระบอกปืน แต่มันไม่ได้พุ่งตรงไปข้างหน้า มันกลับโค้งอ้อมร่างของโอวหยางซงไปอย่างน่าอัศจรรย์ แล้วพุ่งเข้าใส่ถ้วยชาที่โอวหยางซงเพิ่งวางไว้บนโต๊ะด้านหลัง!
เพล้ง!
ถ้วยชากระเบื้องชั้นดีแตกกระจายเป็ผุยผงในพริบตา โดยที่โต๊ะไม้ราคาแพงไม่ได้รับความเสียหายแม้แต่น้อย
การกระทำนี้หยุดการเคลื่อนไหวทั้งหมดในห้องโถงอีกครั้ง โอวหยางซง หยุดชะงักค้างอยู่กลางอากาศ ห่างจาก เฉินฟาน เพียงไม่กี่ก้าว เหงื่อเย็นเยียบไหลอาบแผ่นหลังของเขา
มัน...มันเล็งไปที่อื่นได้ด้วย? หากเมื่อครู่เป้าหมายไม่ใช่ถ้วยชา แต่เป็ศีรษะของโอวหยางเหวินที่ยืนอยู่ข้างหลังเล่า!?
ความกลัวที่แท้จริงเริ่มกัดกินหัวใจของผู้าุโตระกูลโอวหยางเป็ครั้งแรกในรอบหลายสิบปี อาวุธในมือของเด็กหนุ่มคนนี้...มันไม่ใช่สิ่งที่พลังยุทธ์จะรับมือได้ตรงๆ
“เป็อย่างไรบ้างขอรับท่านผู้าุโ?” เฉินฟาน เอ่ยถามด้วยรอยยิ้มที่ดูเป็มิตร แต่ในสายตาของอีกฝ่ายมันกลับน่ากลัวยิ่งกว่าปีศาจ “ชาถ้วยใหม่คงต้องรอให้ท่านกลับไปชงดื่มที่ตระกูลของท่านแล้วกระมัง...ถ้าท่านยังมีโอกาสได้กลับไปน่ะนะ”
คำขู่ที่ไม่ได้ขู่นั้นได้ผลชะงัด
โอวหยางซง ลดมือลงช้าๆ พลังปราณที่เคยพลุ่งพล่านหดหายกลับเข้าร่างจนหมดสิ้น เขาหันไปพยุงพรรคพวกของตนเองขึ้นมาด้วยใบหน้าที่ดำคล้ำราวกับก้นหม้อ
“ตระกูลเฉิน...เื่ในวันนี้ ตระกูลโอวหยางของข้าจดจำไว้แล้ว!” เขาเค้นเสียงพูดลอดไรฟัน “เ้า...แล้วเราจะได้เห็นดีกัน!”
พูดจบ เขาก็พาลูกหลานของตนเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ไม่กล้าหันกลับมามองอีกแม้แต่วินาทีเดียว ทิ้งไว้เพียงความอัปยศอดสูและห้องโถงที่กลับสู่ความเงียบอีกครั้ง
เมื่อแขกที่ไม่ได้รับเชิญจากไปแล้ว เฉินเหยียน ก็ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างหมดแรง เขามองลูกชายของตัวเองด้วยสายตาที่ซับซ้อน ทั้งใ, ภูมิใจ, และเต็มไปด้วยคำถาม
ลุงเฉินลู่ เดินเข้ามาหา เฉินฟาน อย่างเชื่องช้า ไม่มีอีกแล้วท่าทีดูแคลน มีเพียงความยำเกรงอย่างเห็นได้ชัด
แต่ก่อนที่ใครจะได้พูดอะไร เฉินฟาน ก็หันไปมองบิดาของตน
“ท่านพ่อ ท่านแม่...พวกท่านไม่เป็อะไรใช่ไหมขอรับ?”
เฉินเหยียน ส่ายศีรษะช้าๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาถามคำถามที่ทุกคนในที่นั้นอยากรู้มากที่สุด
“ฟานเอ๋อร์...สิ่งนั้นในมือของเ้า...มันคืออะไรกันแน่?”