“ เฮ้ เ้าหนู นี่คือม้าศึกของเหล่าขุนพล มือใหม่อย่างเ้าเอาไม่อยู่หรอก ” ชายร่างั์ร้องเตือนด้วยความหวังดี
“ ไม่เอา ยังไงชั้นก็จะเอาม้าตัวนี้ ” มาวินยังงอแงไม่เลิก คราวนี้ไม่แค่ร้องเปล่า แต่ถึงขั้นล้มตัวลงไปนอนกลิ้งเกลือก นับว่าเป็การทุ่มทุนสร้างที่ปัญญาอ่อนสุดๆ
จางสินมองเหมยลี่เป็เชิงปรึกษา เด็กสาวเลยพยักหน้าให้แทนคำตอบ ชายร่างั์จึงถอนหายใจยาว แล้วตรงไปจูงอาชาพ่วงพี
“ ฮี้…ฟี้ด…” ม้าขาวสะบัดหัวไปมาจนจางสินต้องคอยกดคอไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้อาละวาด
“ โห ท่าทางจะดุกว่าที่คิด ” เมื่อเห็นม้าขาวในระยะประชิด มาวินก็เริ่มแหยง
“ อารมณ์ของมันไม่ค่อยดีน่ะ เพราะแทนที่จะได้โลดแล่นในสนามรบ กลับมาติดแหง็กอยู่ในโรงเลี้ยงม้าโทรมๆแบบนี้ ” จางสินแจง น้ำเสียงระรื่นกว่าปกติ
“ ฮะๆ อย่างนี้นี่เอง พี่ชายคนนี้เก่งนะ อ่านใจม้าได้ด้วย ” มาวินยิ้มแห้งๆ พลางสัพยอก
ทันใดนั้นเอง เหมยลี่ก็เอาศอกกระทุ้งเอวของมาวิน พร้อมร้องแหย่
“เห็นอย่างนี้แล้ว ยังจะเอาอีกมั้ย ”
เหมือนมาวินจะจับแววประชดประชันของเหมยลี่ได้ อารมณ์จึงเริ่มขึ้นตามสันดานของคนที่แพ้ไม่เป็ เลยหันมาทำตาเขียวใส่
“ ก็เอาสิ แค่ขี่ม้าเอง มันจะยากอะไรนักหนา ”
เหมยลี่ยิ้มมุมปาก ก่อนหันไปพยักหน้าให้จางสิน ชายร่างั์จึงเปิดทางให้มาวินเข้ามาทดลอง
“ ม้าขาวจ๋า อย่าร้อง อย่าดื้อ อย่าซนนะจ๊ะ ” มาวินวิงวอนม้าขาว ราวกับว่ามันจะฟังภาษาคนรู้เื่
มาวินค่อยๆย่องเข้าไป ในที่สุด เขาก็หยุดยืนอยู่เบื้องหน้าของม้าขาว มันมีทีท่ากระสับกระส่าย หน้ายาวๆสะบัดไปมา ดวงตาเรียวและแข็งกร้าวจับจ้องมายังเด็กหนุ่ม
มาวินรู้ด้วยสัญชาตญาณว่า “ต้องเจ็บตัวแน่ ถ้าคิดจะขี่ม้าตัวนี้” แต่ด้วยศักดิ์ศรีที่ค้ำคอ เขาจึงไม่อาจถอย ทั้งที่ใจจริง อยากหนีไปให้ไกล พอเด็กหนุ่มเอื้อมมือไปจับต้นคอของอาชาขาว มันก็แสดงอาการคลุ้มคลั่งด้วยการะโสูง พร้อมยืนด้วยสองขาหลัง ปากก็คำรามดัง
“ ฮี้……….. ”
เหมือนจางสินรู้อยู่แล้วว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ เขาจึงรีบรุดเข้าไปกอดคออาชาขาวได้ทันท่วงที แต่ก็แทบจะทานกำลังเอาไว้ไม่อยู่
“ ใจเย็นๆ เ้าขาวหยุด ” จางสินออกแรงกดหัวของอาชาขาว เพื่อสยบความคลุ้มคลั่ง ซึ่งต้องใช้เวลาอยู่นานพอดู
หลังจากจางสินข่มม้าขาวลงได้ เขาก็หันมาทางมาวิน ที่บัดนี้ นั่งก้นจ้ำเบ้าอยู่บนพื้น ดวงตาเหลือกโปนด้วยความใ เลยทำให้ชายร่างั์ขบขันอยู่หน่อยๆ
“ ไง ไอ้หนู ถึงกับหมดสภาพเลยเหรอ ก็บอกแล้วไงว่าเ้าตัวนี้เป็อาชาสำหรับออกศึก ต่างจากม้าทั่วไป ว่าแต่เ้ามีสกิลขี่ม้าในระดับไหนล่ะ ”
“ เอ่อ….อะไรคือสกิลขี่ม้า ” มาวินตอบซื่อๆ น้ำเสียงยังไม่หายสั่น
“ ฮ่าๆ ยิ่งไปกันใหญ่ นี่ไม่รู้แม้กระทั่งสกิลขี่ม้า แสดงว่าอยู่ระดับ0 แน่นอน เ้าไม่โดนมันเหยียบตาย ก็บุญแล้วนะ ไอ้หนู ” จางสินยิ่งหัวเราะดัง เมื่อพบว่าเด็กหนุ่มผู้อวดดีไม่รู้เื่อะไรเลย
“ เหอๆ ” เด็กหนุ่มหัวเราะแห้งๆ พลางแอบคิดในใจ…..ต่อไปนี้ จะไม่ขอยุ่งกับไอ้ม้าโหดอีกแล้ว
“ ว่าแต่จางสินไปได้ม้าตัวนี้มาจากไหน ” เหมยลี่ถาม จางสินจึงยิ้มมุมปาก ก่อนตอบกลับ
“ ไม่กี่วันก่อน มีนักรบจากแคว้นฉานผ่านมา เขาขายม้าตัวนี้ให้ ข้าจำเป็ต้องซื้อไว้ เพราะสงสาร อีกอย่าง นักรบผู้นั้นก็เป็คนบ้านเดียวกับเรา ”
เหมยลี่พยักหน้ารับ ส่วนมาวินเริ่มจับใจความได้บางส่วน เด็กสาวร่างสูงและจางสินน่าจะมาจากแคว้นฉาน
“ แล้วท่านจะยกมันให้ข้าได้มั้ย ” เหมยลี่พยักพเยิดไปยังอาชาขาวที่ส่ายหัว ท่าทางดุร้าย
“ ยกให้ก็ได้ แต่มันจะดีเหรอ อง เอ่อ…เหมยลี่ ” สีหน้าของจางสินฉายแววกังวล
“ ไม่เป็ไร จางสิน ข้าเริ่มถูกชะตากับมันแล้ว ” เหมยลี่มองไปที่ม้าศึกไม่วางวาย ดวงตาเปล่งประกายแวววาว
“ เฮ้อ…ข้าน้อย เฮ้ย ข้าเตือนท่านแล้วนะ ” จางสินถอนหายใจ จากนั้นก็หลีกทางให้เด็กสาว
เหมยลี่เดินเข้าไปหาอาชาขาว แต่ละย่างก้าวดูเชื่องช้าและมั่นคง ดวงตาคมเข้มประสานกับดวงตาแข็งกร้าว ทำให้ม้าศึกร่างใหญ่เริ่มสงบลง ถึงกระนั้น ใบหน้ายาวๆของมันก็ยังส่ายไปส่ายมา
มาวินซึ่งดูเหตุการณ์อยู่ไม่ห่าง ร้องเตือนด้วยอาการร้อนรน
“ ยัยโย่งอย่าเข้าไป ไอ้ม้าตัวนั้นมันโหดสุดๆ ”
แต่ไม่ทันที่มาวินจะได้พูดต่อ มือใหญ่ๆก็เอื้อมมาปิดปาก เด็กหนุ่มหันไปมอง ก็พบว่าเ้าของมือข้างนั้นคือจางสิน ั์ใหญ่เคราดกจึงกระซิบบอก ใบหน้าแย้มยิ้ม
“ อย่าโวยวาย เ้าหนู อง…เอ่อ เหมยลี่กำลังผูกมิตรกับม้าศึก ลองเป็แบบนี้ เธอน่าจะเอาอยู่ ไม่ต้องห่วงหรอก ”
มาวินไม่ตอบคำ เขาหันหน้าไปมองเหมยลี่ ในใจนึกภาวนาให้จางสินคิดถูก
เหมยลี่อยู่ห่างจากม้าขาวในระยะหนึ่งก้าว ก็ยังไม่มีปฏิกิริยาใดๆจากอาชาพ่วงพี เธอจึงค่อยๆเอื้อมมือไปจับแผงคอ ทันทีที่ััถูก ประกายตาของมันก็วาวโรจน์ พร้อมยืดคอขึ้นแผดเสียง
“ ฮี้…….. ”
วินาทีนั้นเอง เหมยลี่ก็กระโจนขึ้นไปนั่งบนหลังของอาชา ทำให้มันคลั่งหนักกว่าเดิม เด็กสาวจึงกุมบังเหียนเอาไว้แน่น พร้อมกดร่างแนบลำตัวที่ใหญ่โต นั่นยิ่งทำให้ม้าศึกพยายามโยกสุดกำลัง หวังสลัดให้หลุดออก
“ ฮี้………. ”
“ ยัยโย่งไม่ไหวแล้ว พี่จางรีบเข้าไปห้ามไอ้ม้าบ้าเืนั่นที ” มาวินขอร้องจางสิน น้ำเสียงดูร้อนรน
“ ฮ่าๆ ไม่จำเป็ ลองเข้าท่านั้นได้ อง เอ่อ…เหมยลี่ต้องเอาอยู่แน่ ” จางสินกอดอก ท่าทางมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม ทว่ามาวินยังเคลือบแคลง
“ ไหวจริงเหรอ…… ”
ม้าศึกดิ้นพล่านอยู่พักใหญ่ ก็อ่อนแรงลง เหมยลี่เห็นจังหวะดี เธอจึงตวาดดัง พร้อมตบฝ่ามือขวาลงไปที่หัวของมัน
“ ย่าห์! ”
ทันทีที่เจอกระบวนท่านี้เข้าไป มันก็พลันสงบลงและยืนนิ่งให้เหมยลี่ขี่ ดวงตาที่เคยแข็งกร้าว ก็กลับกลายเป็สงบนิ่ง
“ เย้…เยี่ยมไปเลย ยัยโย่งสุดยอดที่สุด ” พอเห็นว่าเพื่อนสาวทำสำเร็จ มาวินก็ะโโลดเต้นไปมาด้วยความดีใจ เด็กสาวจึงยิ้มนิดๆ ก่อนจะกล่าวกับจางสิน
“ ขอบใจมาก ”
“ ไม่เป็ไร อง…เอ่อ เหมยลี่ ” จางสินยิ้ม พร้อมก้มหัวให้เล็กน้อย
มาวินสังเกตเห็นแววตาที่เปลี่ยนไปของอาชาขาว เขาจึงรู้สึกโล่งอก
“ ฮะๆ แบบนี้ค่อยน่ารักหน่อย ในที่สุดก็เชื่องแล้วสินะ ” เมื่อกล่าวจบ เด็กหนุ่มก็เอื้อมมือออกไป หมายัักายของอาชา แต่ก่อนจะแตะถูก มันก็พุ่งงับมือด้วยอาการดุร้าย
“ ฮี้……. ”
“ เหวอ! ไอ้ม้าบ้า แกจะกัดชั้นเรอะ! ” มาวินรีบชักมือหลบและถอยหลังหนี
“ ฮ่าๆ ” จางสินและเหมยลี่หัวเราะพร้อมกัน เพราะรู้สึกขบขัน
“ จะขำอะไรนักหนา ชั้นไม่ใช่จำอวดนะเฟ้ย ” มาวินโวยดัง แต่กลับทำให้ทั้งสองหัวเราะหนักกว่าเดิม
เหมยลี่นั่งอยู่บนม้าศึกได้พักหนึ่ง เธอก็นึกสนุก อยากลองความเร็วของอาชาขาว จึงหันไปมองหน้าจางสิน ชายร่างใหญ่เข้าใจเจตนาของอีกฝ่ายดี เลยสนองตอบทันควัน
“ ไปเถอะขอรับ แล้วอย่ากลับดึกล่ะ ”
เหมยลี่ยิ้มนิดๆ แต่ก่อนจะโลดแล่น เธอก็ฉุกคิดบางอย่าง จึงหันกลับไปสั่งจางสิน
“ ฝากเ้าลิงหัวเขียวด้วยนะ ”
“ ได้เลย ระหว่างนี้ข้าจะฝึกเ้าหนูให้พอมีสกิลขี่ม้าเบื้องต้น ว่าแต่ท่านจะตั้งชื่อมันว่าอะไร ” จางสินยิ้มรับ เหมยลี่เลยนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงตบไปที่แผงคอของมันเบาๆ พร้อมขนานนามใหม่ให้อาชาขาวที่องอาจ
“ ม้าขาว ต่อไป ชั้นจะเรียกเ้าว่า “วายุ” นะ ”
อาชาขาวผงกหัวเล็กน้อย คล้ายจะรับรู้ เหมยลี่จึงชักบังเหียนให้วายุหันไปยังทิศทางที่้า จากนั้นก็ถีบส้นเท้าเข้าไปที่สีข้าง เพื่อกระตุ้นให้พุ่งทะยาน ซึ่งมันก็วิ่งได้เร็วสมชื่อ เพียงพริบตาเดียว ก็นำพาเด็กสาวให้หายไปจากจุดสตาร์ท ราวกับเสก
หลังเหมยลี่จากไป จางสินก็หันกลับมามองมาวิน ที่ตอนนี้ ได้แต่ยืนตะลึงกับความเร็วของวายุ
“ เอาล่ะ ถึงตาของพวกเราแล้ว ไปฝึกขี่ม้ากัน เ้าหนู ”
“ เอ่อ ได้เลย พี่จาง ” มาวินตอบกลับแบบตื่นๆ
………………………..
เวลาต่อมา จางสินและมาวินได้มายืนอยู่กลางทุ่งหญ้ากว้าง มือขวาของชายร่างั์จูงม้าอ้วนเตี้ยที่ดูน่าเกลียด แถมขนของมันยังกระดำกระด่าง เด็กหนุ่มจึงถามเบาๆ ท่าทางไม่แน่ใจ
“ เดี๋ยวนะ พี่จาง อย่าบอกนะว่าจะให้ชั้นฝึกกับเ้าตัวนี้ ”
จางสินพยักหน้ารับ เขาลูบหัวม้าแคระสีประหลาด ปากก็กล่าวอธิบายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ ใช่แล้ว เ้าตัวนี้มีชื่อว่าสังกะสี ขอเพียงมีสกิลขี่ม้าระดับหนึ่ง ก็ขี่ได้แล้ว มันเป็ม้าอารมณ์ดี แต่ออกจะอ้วนและี้เีอยู่หน่อยๆ ฮะๆ ” จางสินหัวเราะร่า มือลูบหัวสลับเกาคาง ซึ่งเ้าสังกะสีก็ดูชอบใจ เพราะมันกำลังแยกเขี้ยวกว้าง ท่าทางคล้ายคนแย้มยิ้ม
“ เหอๆ ดูจากสภาพ ไม่ใช่แค่อ้วนแล้วล่ะมั้ง อย่างนี้แถวบ้านเรียกว่าท้อง ส่วนที่ว่าี้เีไปนิด น่าจะไม่ใช่ เพราะเมื่อกี้เห็นว่ามันแอบหาวอยู่หน่อยๆ ” มาวินนึกสมเพชอยู่ในใจ
“ เอาล่ะ เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า ” จางสินเปิดฉาก
“ เอาเลยครับ ลูกพี่ ” มาวินรับคำเบาๆ ท่าทางตื่นเต้น
“ เริ่มจากท่าขึ้นม้าก่อน ” จางสินพูดจบ ก็เหยียบบังโกลน ก่อนตวัดร่างขึ้นไปนั่งบนหลังม้าอย่างชำนาญ จากนั้นก็เอ่ยถามเด็กหนุ่ม
“ มองทันมั้ย เ้าหนู ”
“ ทันสิ ให้ชั้นลองเลยมั้ย พี่จาง ” มาวินพยักหน้ารับคำ
“ ขึ้นมาได้เลย เ้าหนู ” จางสินร้องบอก มือก็รั้งบังเหียนไว้ เพื่อบังคับม้าให้ยืนนิ่งๆ
เด็กหนุ่มหัวเขียวเอาเท้าเหยียบบังโกลน ส่วนมืออีกข้างก็รั้งสายบังเหียน แล้วเหวี่ยงตัวขึ้นไปนั่งบนหลังม้าตามแบบจางสิน
“ โอ้ ไม่เลวนี่ เ้าหนู เห็นเพียงครั้งเดียว ก็ขึ้นม้าได้ถูกวิธี ” จางสินโห่ร้องชมเชย
“ ฮะๆ ไม่เท่าไหร่หรอก พี่จาง ” มาวินหัวเราะเขินๆ เพราะถูกชมในระยะประชิด (มาวินนั่งหน้า จางสินนั่งหลัง)
“ ฮะๆ หัวไวดีนี่ งั้นไปต่อเลย คราวนี้ข้าจะสอนวิธีบังคับม้า ดูให้ดีล่ะ ” จางสินตอบด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ
“ จัดมาเลย ลูกพี่จาง ” มาวินร้องบอกเสียงดัง
หลังจากนั้น จางสินก็เริ่มทำให้ดู ซึ่งก็เข้าทางมาวิน เพราะการเรียนรู้ที่เด็กหนุ่มทำได้ดีที่สุดก็คือปฏิบัติ ชายเคราดกสาธิตการบังคับพื้นฐานทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็เดินหน้า หันซ้าย หันขวา ถอยหลัง หยุด
“ เอาล่ะ ต่อไปนี้คือการควบม้า ” จางสินบอกยิ้มๆ เหมือนจะให้มาวินเตรียมใจแต่เนิ่นๆ
“ เย้ รออยู่เลยลูกพี่ ควบให้สุดฝีเท้าเลยนะ ” มาวินร้องตอบ ท่าทางร่าเริง โดยส่วนตัว เขาถนัดอะไรที่มันเกี่ยวกับความเร็วอยู่แล้ว
“ เอาล่ะ ย่อตัวไปข้างหน้าอีกนิด เวลาควบต้องทิ้งน้ำหนักแบบนี้ ” พอจางสินพูดจบ มาวินก็ปฏิบัติตาม
“ จากนั้นก็กระทุ้งส้นเท้าเข้าที่สีข้าง มันจะเริ่มวิ่ง ” จางสินทำอย่างที่สอน ทันทีที่ถูกกระตุ้น ม้าแคระก็พุ่งทะยานไปข้างหน้า
“ โว้…นี่ขนาดม้าห่วยๆ ยังวิ่งได้เร็วขนาดนี้ ย้าฮู้ สะใจจริงๆ ” มาวินรู้สึกยินดี
“ ฮะๆ สนุกใช่มั้ยเล่า ถ้าอยากเร่งความเร็ว ก็แค่กระทุ้งส้นเท้าให้ถี่กว่าเดิม ” จางสินพูดจบ ก็ทำให้ดู เ้าสังกะสีเลยวิ่งเร็วขึ้น
“ ฮ่าๆ สะใจที่สุดเลย ยิบปี้ ” มาวินโห่ร้องดีใจ ราวกับตนเป็คาวบอยหนุ่มผู้คึกคะนอง
……………………
พอได้เห็นการบังคับม้าในรูปแบบต่างๆ จางสินก็ปล่อยให้มาวินฝึก โดยยืนแนะนำอยู่ห่างๆ เด็กหนุ่มเลยแสดงอัจฉริยภาพในการเรียนรู้ออกมาอีกครั้ง เขาสามารถบังคับม้าขั้นพื้นฐานได้อย่างง่ายดาย ทำให้ชายเคราดกรู้สึกทึ่ง
“ โห…ข้าสอนขี่ม้ามายี่สิบกว่าปี ยังไม่เคยเจอใครที่เรียนรู้ได้เร็วขนาดนี้ เพียงชั่วโมงเดียว ก็เข้าใจพื้นฐานจนหมด เยี่ยมจริงๆ ” จางสินตบมือชมเชย นั่นทำให้มาวินดูจะยืดนิดๆ เพราะโดยพื้นฐาน เขาเป็คนบ้ายอขนาดหนักอยู่แล้ว
จางสินปล่อยให้มาวินทบทวนการขี่ม้าเบื้องต้นอยู่หลายชั่วโมง ่ท้ายๆ เด็กหนุ่มเก่งขึ้นจนถึงขั้นทำให้เ้าม้าจอมี้เีควบต่อเนื่อง พออาทิตย์ใกล้ตก ชายร่างั์ก็ยุติการสอน
“ ฮะๆ วันนี้โคตรสนุกเลย พี่จางเป็ครูฝึกที่สุดยอด แค่วันเดียว ก็ทำให้ชั้นรุดหน้าขนาดนี้ ” มาวินบังคับม้าเดินเคียงจางสิน ที่ตอนนี้อยู่บนพื้น
“ ฮ่าๆ อย่ายกความดีให้ข้าเลย เ้าต่างหากที่เรียนรู้ได้เร็วอย่างน่าใ” จางสินหัวเราะลั่น
“ เหอๆ ” มาวินหัวเราะแห้งๆ พลางคิดในใจ จะไม่เรียนรู้เร็วได้ไง เพราะสำหรับเขา การขี่ม้าไม่ได้ยากไปกว่าการขี่มอเตอร์ไซด์เลย
ทั้งสองเดินกลับทางกลับ ไม่นาน ก็ถึงที่พัก มาวินเลยนึกอะไรขึ้นมาได้
“ อ้าว แล้วยัยโย่งกลับมารึยัง ลูกพี่จาง ”
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/jalando.darksidewriter.version2
