“ได้ยินคำพูดเช่นนี้จากเจ้าเมืองเยี่ยวันนี้ที่บ้านสกุลตู้ของข้ามาก็ถือว่าคุ้มค่ามากแล้วข้าน้อยแซ่ตู้คิดมากขี้ระแวงมากเกินไป รู้สึกผิดจริงๆ”
ตู้เจิ้นอู่ยิ้มเจื่อนๆตอนแรกเขาเองก็กังวลว่าบ้านสกุลเยี่ยจะคุมตัวหลานชายของเขาไว้เป็นตัวประกันดูท่าเป็นเขาเองที่กังวลมากไปเอง
“ฮ่าๆสหายตู้ช่างเป็นคนคิดทำอะไรตรงไปตรงมาเป็นห่วงคนในตระกูลจะเรียกว่าขี้ระแวงได้อย่างไร นี่คือการให้ความสำคัญกับครอบครัวต่างหากดีกว่าคนบางคนมากเป็นเท่าตัวเลย” เยี่ยเป่าหลินหัวเราะชอบใจเสียงดัง
“เยี่ยเป่าหลินเจ้าคิดว่ามีบ้านสกุลตู้เพิ่มมาแค่กลุ่มเดียวก็จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นได้งั้นหรือข้าจะถามเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย สิ่งที่พวกเราอยากได้ เจ้าจะให้หรือไม่ให้?” ฉินจงฉยงสีหน้าเคร่งเครียด แววตาดุดัน
……………………
“ตึงโครม!”
ภายในเหลยฉือกระแสไฟฟ้าดั่งงูเหลือมเงินเปล่งแสงหลายเส้นกระโดดโผจากสระพุ่งไฟพุ่งมาไม่หยุดเสียงประหนึ่งฟ้าผ่าดังโครมครามในเหลยฉืออย่างต่อเนื่อง เป็นพลังงานที่น่ากลัวมาก
บริเวณจุดศูนย์กลางของเหลยฉือมีก้อนกลมๆ ลูกหนึ่งที่ห่อหุ้มด้วยประกายไฟฟ้า สายฟ้ารูปร่างงูเหลือมจำนวนมากกระโจนเข้าไปบีบรัดรอบมันพลังไฟฟ้าเปรี้ยงปร้างอย่างรุนแรงโถมกระหน่ำพุ่งเข้าหาก้อนกลมๆ ลูกนี้
ภายในก้อนไฟฟ้าลูกนี้ราวกับมีสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวซึ่งกำลังดูดซึมพลังไฟฟ้าอันน่าสยองขวัญของเหลยฉือไว้อยู่
ปรากฏการณ์น่าพิศวงนี้ประหนึ่งว่าเกิดขึ้นติดต่อกันมานานแล้ว
“ครืนๆ!”
เมื่อเวลาผ่านไฟ จู่ๆ ทันใดนั้นก้อนกลมที่ห่อหุ้มด้วยไฟฟ้าก็เริ่มมีรอยแตกร้าวพลังแสงสีทองที่ห่อหุ้มไว้ด้านในจากพลังไฟฟ้าวิบวับแทรกออกมาสะท้อนกับพื้นผิวสารละลายในเหลยฉือ
ในขณะนั้นเอง บริเวณรอบๆเงาคนในก้อนพลังที่แตกร้าวก็มีอักษรยันเปล่งแสงสีทองลอยออกมาวนรอบกายเป็นรัศมี
ประกายแสงสีทองมีอักษรยันต์จำนวนมากพลุ่งพล่านออกมาภายในถ้ำแห่งนี้สว่างจ้าเป็นแสงสีทองระยิบระยับพลังปราณอันดุดันและแข็งแกร่งแผ่ซ่านไปทั่วมันน่ากลัวมากพอให้อสูรมากมายกลัวกันจนตัวสั่นได้
ภายในเวลาอันสั้นอักษรยันต์ประกายทองเหล่านี้ก็ก่อตัวรวบรวมเป็นร่างเงาของอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองกลิ่นอายของพลังอันโหดเหี้ยมแผ่กระจายอย่างสุดขีด
“ซูมๆๆ……”
ทันใดนั้นร่างเงาของอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองก็เคลื่อนไหวราวกับมีชีวิตขนนกสีทองบนร่างเงาเกิดสายใยเชื่อมต่อกับกระแสไฟฟ้าในเหลยฉือและดูดกลืนพลังไฟฟ้าอันน่าหวาดผวาเขาสู่ภายในร่างเงาของมัน
“แกว่ก!”
ร่างเงาของอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองร้องแผดเสียงราวกับอยากจะโผบินขึ้นไปยังท้องฟ้าพลังที่ส่งออกมาของมันดุดันป่าเถื่อนอย่างถึงที่สุด
จากนั้นร่างเงาก็ลงมายืนอยู่บนผิวน้ำของเหลยฉือพลังแปลกประหลาดรอบตัวมันกับพลังไฟฟ้านี้เริ่มเชื่อมต่อกัน จากนั้นร่างเงาของอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองก็เริ่มกระพือปีกอย่างแรง
ทันใดนั้นเองร่างเงาของคนคนนั้นเห็นเงาเหมือนดั่งอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองในร่างคนรัศมีรอบกายดูดุดันร้ายกาจ น่าเกรงขามกว่าสิ่งมีชีวิตใดๆ ทั้งปวง!
ตอนนี้เขาเสมือนอสูรวัยเยาว์ที่กำลังพัฒนาเป็นวัยสมบูรณ์เตรียมตัวจะสยายปีกโผบิน ท่องไปในทั่วหล้าได้ดั่งใจหวัง!
“ตึงโครม!”
ทันใดนั้นร่างมนุษย์ตรงนั้นก็เริ่มขยับบ้าง เขายืดแขนสองข้างออกไปและสะบัดขึ้นลงอย่างแรงร่างเงาของอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองเองก็กระพือปีกตามในท่าเดียวกันทั้งสองใช้มือและปีกทุบตีกระแสไฟฟ้าจากเหลยฉือที่พุ่งเข้ามาโจมตีอย่างบ้าระห่ำ
พลังงานไฟฟ้าปะทุอย่างรุนแรงยิ่งขึ้นกระแสไฟฟ้าจำนวนมากโถมเข้าหาร่างเงานี้อีกครั้งพลังนี้ทำท่าราวกับอยากจะกลืนกินเงาคู่นี้ให้หมดสิ้น
“ซู่ๆ ๆ”
ขณะนั้นเอง บริเวณหน้าอกของร่างเขากระดูกหายากท่อนหนึ่งที่อยู่ใต้เสื้อผ้าเขาก็แอบดูดซับพลังไฟฟ้านี้ไปด้วย
ภายในเหลยฉือตอนนี้พลังไฟฟ้าแรงดันสูงกำลังถูกดูดซึมไปในปริมาณมาก
สุดท้ายร่างร่างนี้กำลังเพิ่มความเร็วในการดูดซึมพลังอันน่ากลัวของเหลยฉือดูดเอาพลังไฟฟ้าจากที่นี่ไปจนหมดเกลี้ยง
ภายในเหลยฉือประกายไฟฟ้าดับหายไปจนหมดสิ้น ขณะนี้มีแต่อักษรยันต์ประกายสีทองสว่างไสวในนั้นความสว่างราวกับบริเวณนี้มีแสงตะวัน
“บ่มเพาะขนสีทองบ่มเพาะร่างด้วยการฝึกร่าง!”
ร่างของคนภายในวงรัศมีอักษรแสงสีทอง จู่ๆก็ตะโกนประโยคนี้ออกมา เขากวาดแขนวาดมือร่ายพลัง ร่างเงาของอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองก็เคลื่อนไหวขยับไปมาตามท่วงท่ามันทำเหมือนว่าอยากเหินทะยานไปบนฟ้าเพื่อจะบินอยู่เหนือทุกสรรพสิ่งและจ้องมองสิ่งต่างๆ จากบนฟ้า……
จากนั้นร่างเงาของอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองก็แตกสลายกลายเป็นเพียงอักษรยันต์จากนั้นก็รวบรวมเรียงตัวกลายเป็นอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองอีกครั้ง
“แกว่ก!”
สุดท้ายร่างเงาของอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองตัวนี้ก็ร้องแผดเสียงออกมาราวกับได้ยินเป็นเสียงของนกที่ร้องประสานกับเสียงฟ้าผ่าอักษรยันต์ลึกลับนี้ที่แผ่ออกมาเป็นพลังที่มีอานุภาพร้ายกาจและน่าสยดสยอง…………
“ตระกูลอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองนึกไม่ถึงว่าสุดท้ายจะได้เห็นพลังปราณของตระกูลอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองแถมยังเห็นมันจากร่างของมนุษย์อีก ช่างน่าอัศจรรย์เหลือเกิน!”
ในเหลยฉือ อยู่ดีๆก็มีเสียงปริศนาน้ำเสียงแห้งๆ ดังขึ้นมา จากนั้นทุกอย่างก็เงียบสงัดลง
ปรากฏการณ์น่าสยดสยองจากสระน้ำภายในเหลยฉือสงบลงแล้วร่างเงาของอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองก็หายไปแล้ว ขณะนี้มีเพียงเงาของตู้เซ่าฝู่ยืนอยู่ในเหลยฉือเพียงลำพัง
ตู้เซ่าฝู่สองตาปิดสนิทผิวบนกายทั้งหมดของเขาเริ่มเปล่งประกายเป็นแสงสีทองจ้าจนเสียดแทงลูกตา
ระดับความเข้มข้นแสงในตอนนี้เหนือกว่าแต่ก่อนมากอักษรยันต์ที่แสงอยู่ในประกายแสงก็สามารถเห็นประกายแสงวิบวับของไฟฟ้าสีเงินได้บางๆ
“โครม!”
จู่ๆ พลังปราณรอบกายของตู้เซ่าฝู่ที่นิ่งสงบก็ระเบิดออกมาเป็นคลื่นแรงเป็นภาพเสมือนสิ่งที่ถูกผนึกไว้ถูกปลดปล่อยออกมาในฉับพลัน
“ซูมๆ!”
พลังปราณรอบตัวของตู้เซ่าฝู่ที่เคลื่อนไหวเป็นคลื่นสารละลายในเหลยฉือเริ่มเคลื่อนไหว ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดและตั้งแต่เมื่อไรสารละลายในเหลยฉือจึงกลายเป็นเบาบางและมีความเหนียวหนืดที่ลดลง
ตู้เซ่าฝู่ยืนนิ่งอยู่บนเหลยฉือไม่ขยับเขยื้อน สีหน้าดูเคร่งขรึมมาก
บริเวณรอบๆก็มีคลื่นของพลังแห่งฟ้าดินที่มีความพิสดารแผ่ออกมาจากนั้นก็โถมกระโจนเข้าไปในร่าง ทำให้บริเวณรอบๆ ของตู้เซ่าฝู่เกิดเป็นวงล้อมแสงสีทอง
จากนั้นพลังที่ปริมาณหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆซัดกระหน่ำเข้าหาตู้เซ่าฝู่ บริเวณรอบๆเกิดคลื่นพลังวนจนคล้ายกับมีพายุหมุนคลุมวนอยู่รอบตัวพลังระเบิดออกมาอย่างบ้าคลั่งมาจากรอบตัวของตู้เซ่าฝู่พลังปราณของเขาแข็งแกร่งยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อถึงตอนสุดท้ายเมื่อพลังลมปราณของเขาเพิ่มสูงขึ้นจนอยู่ในระดับที่สูงมากแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนพลังลมปราณก็ค่อยๆ สงบนิ่งลง
“ซูมๆ……”
คลื่นพายุหมุนที่ปกคลุมรอบกายของเขาเริ่มอ่อนแอลงขณะเดียวกัน อักษรยันต์ประกายสีทองเริ่มเคลื่อนไหวพุ่งเข้าไปหาร่างตู้เซ่าฝู่และถูกดูดซึมเข้าผิวกายจนหายเงียบไปในที่สุด
เมื่อพลังลมปราณสงบนิ่งเหลยฉือกลายเป็นสถานที่ที่เงียบสงัด ตู้เซ่าฝู่ที่ปิดตาสองข้างไว้แน่นก็ค่อยๆคลายตัวและเปิดออกอย่างช้าๆ
“ฟู่ๆ!”
ขณะที่ตู้เซ่าฝู่ลืมตาสองข้างพลังปราณอันแข็งแกร่งก็ซัดวืบกระจายออกรอบตัว แววตาที่เปิดออกดูสดใสเป็นประกายมีแสงสีอ่อนๆ ส่องออกมาจากนัยน์ตา แววตาดูคมเข้มและดุดัน
จากนั้นในไม่ช้า แสงสีทองที่ส่องออกมาจากนัยน์ตาตู้เซ่าฝู่ก็หายไปดวงตาที่ดุดันค่อยๆ กลายเป็นดวงตาที่ชุ่มชื้นสดใสดั่งเวลาปกติแล้ว
“บรรลุขั้นเบิกนภาในระดับขั้นสมบูรณ์แล้วสินะ”
ตู้เซ่าฝู่รู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของจุดเสินเชวี่ยภายในร่างเขาจึงรู้สึกพอใจมากจนอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ คิดไม่ถึงว่าการได้เข้ามาในเหลยฉือก็สามารถทำให้พัฒนาจากขั้นเบิกนภาในระดับขั้นถึงฟากฝั่งเป็นขั้นเบิกนภาในระดับขั้นสมบูรณ์ได้
วันที่ประลองระหว่างทายาทวัยรุ่นของสุดยอดห้าสกุลตู้เซ่าฝู่เพิ่งบรรลุถึงขั้นเบิกนภาในระดับขั้นถึงฟากฝั่งไม่นานเอง
เพียงในเวลาสั้นๆแค่สิบกว่าวันก็สามารถบรรลุได้อีกขั้นแล้ว ความเร็วขนาดนี้จะไม่ทำให้ตู้เซ่าฝู่พอใจอย่างมากได้อย่างไรนี่ขนาดยอมทำตามที่เจินชิงฉุนเตือนมาตลอด พยายามระงับข่มไว้ไม่ให้บรรลุได้ไวเกินไปฝืนให้ถึงที่สุดค่อยปล่อยให้บรรลุแล้ว
ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ตู้เซ่าฝู่รู้ดีว่าเหตุผลหลักๆเป็นเพราะตนฝึกวิชาฝึกร่าง
เพราะการฝึกในเหลยฉือครั้งนี้ตนไม่เพียงแต่สามารถพัฒนาขั้นของการฝึกฌาน จากขั้นเบิกนภาในระดับขั้นถึงฟากฝั่งไปถึงขั้นเบิกนภาในระดับขั้นสมบูรณ์ได้แต่ที่สำคัญคือสามารถฝึกวิชาการฝึกร่างของอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองสำเร็จไปขั้นหนึ่งในที่สุดก็ทำตามวิชาบ่มเพาะขนสีทองขั้นแรกได้สำเร็จ
ในที่สุดก็ทำการบ่มเพาะขนสีทองได้สำเร็จขั้นต่อไปคือการชำระล้างร่างกายที่เป็นขั้นที่สอง
เป็นเพราะการฝึกร่างทำให้ทำการบ่มเพาะขนสีทองได้สำเร็จบวกกับพลังงานอันหนาแน่นที่สะสมอยู่ในเหลยฉือทำให้การฝึกฌานของเขาได้รับผลพลอยได้ไปด้วย นี่เป็นเรื่องที่ตู้เซ่าฝู่ไม่ได้จินตนาการหรือคาดหวังไว้ก่อนหน้าเลย
ตู้เซ่าฝู่รับรู้ได้ถึงการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างภายในร่างกายเขาคิดว่าหากขณะนี้ต้องประมือกับเฉาฉี่ไท่อีกน่าจะสามารถอัดเขากระเด็นลอยไปได้เลยบวกกับที่ฝึกร่างขั้นแรกสำเร็จและเข้าสู่ขั้นของการชำระล้างร่างกายแล้วเขาน่าจะกระทืบเฉาฉี่ไท่จนสลบได้อย่างง่ายดาย
“เหลยฉือของบ้านสกุลเยี่ยมาไม่เสียเที่ยวเลยจริงๆ”
ตู้เซ่าฝู่ยิ้มยืดเส้นยืดสาย มองไปโดยรอบเหลยฉือ จากนั้นพูดออกมาเบาๆ “ท่านอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าอยู่ที่นี่หรือไม่ข้าน้อยอยากขอบพระคุณท่านอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้า”
เมื่อพูดจบ ภายในถ้ำก็มีเสียงดังขึ้นมาแต่กลับไม่ได้มีเสียงสะท้อนกลับแต่อย่างใด ภายในถ้ำเงียบสงัดไร้เสียงใดๆ
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าอยู่ที่นี่?”
ทุกอย่างเงียบสงัดเพียงไม่นานก็มีเสียงทุ้มต่ำดังออกมา เป็นน้ำเสียงแหบฟังราวกับเสียงของผู้เฒ่าแต่ฟังดูดุดันและน่าเกรงขาม
เมื่อได้ยินเสียงดุดันน้ำเสียงแก่ชราดังขึ้นนัยน์ตาของตู้เซ่าฝู่ก็สั่นไหว พลันกล่าวว่า “พลังกระแสไฟฟ้าในเหลยฉือเป็นของท่านอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าซึ่งช่วยข้าน้อยอย่างมากมีคนออกแรงช่วยเหลือข้าน้อยเพิ่ม ข้าคิดว่าในนี้ นอกจากท่านอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าคงเป็นใครอื่นไม่ได้หรอก”
“ฮ่าๆ มนุษย์เอ๋ยเจ้าไม่เพียงแต่มีพรสวรรค์ แต่ยังเฉลียวฉลาดมากอีกด้วย”
เสียงหัวเราะน้ำเสียงทุ้มต่ำดังขึ้นมาทว่าน้ำเสียงยังคงสื่อถึงแรงที่อิดโรยของเจ้าของเสียง
“ข้าน้อยขอขอบพระคุณท่านอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าที่ช่วยเหลือ”
ตู้เซ่าฝู่พูดกับเหลยฉือทว่าฟังเสียงที่ตอบกลับมา ก็ยังไม่สามารถระบุได้ว่าอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าอยู่แห่งหนใดรวมถึงสัมผัสไม่ได้ว่าร่างของมันอยู่ในนี้จริงหรือไม่
“อย่างไรเสียข้าก็มีชีวิตอยู่อีกไม่นานในช่วงสุดท้ายของชีวิตได้ช่วยเหลือเจ้าบ้าง ก็ถือว่าเจ้ากับข้ามีพรหมลิขิตต่อกัน”
เสียงชราทุ้มต่ำสะท้อนอยู่ในเหลยฉือจากนั้นมันก็เอ่ยถามต่อไปว่า “เจ้าหนู เจ้าบอกข้าที เจ้าเป็นมนุษย์แท้ๆเหตุใดจึงรู้วิชาฝึกร่างของอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองได้เหตุใดมนุษย์จึงสามารถฝึกวิชาฝึกร่างของอสูรได้ล่ะ?”
“เรื่องมันยาวมากขอรับให้เล่าสั้นๆ คงอธิบายได้ยาก” ตู้เซ่าฝู่ตอบ
“งั้นเจ้าก็เล่าให้ข้าฟังหน่อยเถิดช่วงสุดท้ายของชีวิต มีมนุษย์มาคุยเป็นเพื่อนบ้างก็ดีแถมยังเป็นมนุษย์พิลึกสุดพิสดารที่สามารถฝึกวิชาของตระกูลอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองได้เป็นสิ่งที่น่าสนใจมากจริงๆ”
เมื่อเสียงชราพูดจบ ตู้เซ่าฝู่ก็แสดงสีหน้าตกใจผนังรอบถ้ำเขย่าอย่างรุนแรง เกิดประกายแสงของไฟฟ้าแวบๆ โดยรอบ จากนั้นประตูศิลาก็เปิดออก
ตู้เซ่าฝู่มองไปที่ประตูศิลามุ่งหน้าตรงเข้าไปอย่างไม่ลังเล
…………
นอกลานบ้านสกุลเยี่ยสถานการณ์กำลังตึงเครียด
เมื่อฉินจงฉยงพูดจบก็รอคำตอบของเยี่ยเป่าหลิน ทุกสายตาก็จับจ้องไปที่เยี่ยเป่าหลิน จู่ๆ แววตาของเยี่ยเป่าหลินก็กลายเป็นดุดันขั้นมากล่าวว่า “ข้าบอกแล้ว พวกเจ้าไม่มีคุณสมบัตินั้นสักคน!”
“เหอะ ก็แค่เมืองสือเฉิงเมืองเล็กๆหากไม่ยอมทำตาม จังหวัดหลิวอวิ๋นคงต้องกำจัดพวกเจ้าให้สิ้นซากแล้วล่ะ!”