ตอนที่ 319 ปลายเขตป่า
แหวะ เหม็นคาว ว่าแล้วว่าพวกอริยะมันประมาทไม่ได้ นิทานบ่นอุบในขณะที่วักน้ำจากลำธารชะล้างโลหิตบนร่าง กลิ่นโลหิตและเศษสมองที่เลอะมือทำให้เขาจำต้องล้างมือในแม่น้ำก่อนครั้งหนึ่งก่อนจะใช้สมบัติชำระล้างระดับต่ำเพื่อทำความสะอาดอีกครั้ง
คีตาในร่างเซเรนเซ่รับหน้าที่จัดการเก็บกวาดซากของจระเข้กงจักร แผลที่คอของมันหายไปโดยไร้ร่องรอย มันถึงกับเสียดายนิด ๆ เสียด้วยซ้ำที่มันต้องใช้หน้ากระดาษรักษาแผลเพียงแค่นี้
รอยแผลที่คอนั้นแม้จะเจาะโดนหลอดลมแต่ก็ไม่มากพอจะสังหารมัน หากมันอดทนรอเพียงไม่กี่นาทีแผลนั้นก็จะหายได้โดยไวด้วยยันต์รักษาระดับต่ำ ปัญหาก็คือในตอนนั้นมันยังไม่มั่นใจว่าจระเข้กงจักรนั้นตายสนิทแล้ว มันจึงจำต้องรีบรักษาโดยไวเพื่อเตรียมพร้อม
“ฟืด!”
พลังขี้โกงสุด ๆ เลย!
คีตาบ่นอย่างหัวเสีย ไม่วายเตะซ้ำศพของจระเข้กงจักรก่อนจะเก็บมันเข้าไป พลังของจระเข้ตัวนี้สร้างปัญหาให้พวกเขามากมายจริง ๆ
ในแง่ของพละกำลัง พลังจิตวิญญาณ หรือแม้แต่ความเร็ว ตัวคีตาเหนือกว่าจระเข้กงจักรทุกอย่าง แต่การผสานคำของมันนั้นกลับก่อกวนจนน่าหงุดหงิด มันสามารถคัดลอกบาดแผลที่มันได้รับให้ไปเกิดบนร่างของเป้าหมายที่มันจับจ้องได้
และที่น่ารำคาญที่สุดคือบาดแผลนั้นจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนโดยไม่สนการป้องกัน อย่างเช่นเมื่อครู่นี้หากเป็นมันตามปกติมันสามารถรับการโจมตีระดับนั้นได้อย่างสบาย ร่มปกปักหทัยที่หมุนติ้วพร้อมสายฟ้านั่นเป็นเพียงรูปแบบย่อยของวัชระดาวตกตามปกติเท่านั้น
ไม่มีทั้งเวลาในการเพิ่มการหมุนหรืออัดพลัง เพียงหมุนแบบหยาบ ๆ แล้วตบเท่านั้น แม้พลังทำลายจะสูงมากพอจะเจาะทะลุเนื้อหนังของสัตว์อสูรระดับอริยะแต่มันยังคงห่างไกลจากการทำร้ายสัตว์อสูรที่เป็นเอกด้านการป้องกัน
ปราการของคีตานั้นแข็งแกร่งมากพอให้มันกล้าตั้งรับวัชระดาวตกพลังสูงสุดเสียด้วยซ้ำ ไม่ต้องกล่าวถึงเพียงการหมุนหยาบ ๆ อย่างเมื่อครู่ แต่เพราะการผสานคำของจระเข้กงจักรทำให้รอยแผลนั้นเกิดขึ้นที่ร่างของมันโดยตรง ทะลุผ่านปราการราวกับกระดาษ โชคยังดีที่กายเนื้อของมันแข็งแกร่งเป็นทุนเดิม หอกสายฟ้านั้นจึงทำอันตรายกับมันได้ไม่มาก
จริง การผสานคำของพวกอริยะนี่ขี้โกงสุด ๆ นิทานพยักหน้า ศึกครั้งนี้ยิ่งตอกย้ำถึงเรื่องความแข็งแกร่งของอริยะ ไม่ว่าจะอริยะคนไหนก็ห้ามประมาทเด็ดขาด
ทั้งสองไม่คิดหาเรื่องไปบุกรังของตั๊กแตนแม่น้ำ นิทานอุ้มคีตาทะยานข้ามแม่น้ำด้วยก้าวเหยียบนภาโดยตรง เมื่อข้ามถึงอีกฝั่งตัวคีตาก็มีท่าทีตื่นเต้นไม่น้อย มันเริ่มได้กลิ่นของทะเลทรายอยู่ไม่ไกล
กลิ่นของความร้อนและทรายที่แห้งแล้ง กลิ่นของพืชพรรณแปลกกลิ่นที่มันไม่เคยพบมาก่อน เพียงสูดหายใจอยู่ตรงนี้กลับรู้สึกได้ถึงเม็ดทรายในอากาศ จุดมุ่งหมายแรกของทั้งสอง ทะเลทรายฝังอัญมณีอยู่ไม่ไกลแล้ว
จากแผนการเดินทาง ทั้งสองจะยังไม่เดินทางเข้าไปยังทะเลทรายในทันที หากแต่จะเดินสำรวจบริเวณโดยรอบป่าแถบนี้ก่อน พื้นที่บริเวณนี้นั้นก็รวมอยู่ในพื้นที่ที่ผู้พันลาลันตาวงไว้ ต้นหอมแสนลี้อาจอยู่ในพื้นที่รอบ ๆ
พื้นที่บริเวณนี้มีการปนเปื้อนของพลังจิตวิญญาณน้อยลงกว่าก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด พลังอาณาเขตขยับขยายกลายเป็นสามกิโลเมตร แม้จะยังไม่เทียบเท่าก่อนหน้าแต่ก็ทำให้ทั้งสองหายใจสะดวกขึ้นมาก
การเคลื่อนไหวโดยที่ไม่รับรู้รอบตัวหลายกิโลเมตรล่วงหน้าเป็นความรู้สึกที่น่าอึดอัดยิ่ง
เมื่อพื้นที่รับรู้กว้างขวางขึ้นความกล้าและความเร็วในการเดินทางก็มากขึ้นตาม ทั้งสองเดินตัดผ่านป่าอย่างคล่องแคล่ว หลบเลี่ยงพื้นที่ที่อาจทิ้งร่องรอยได้ง่ายอย่างดินโคลนหรือซากไม้ สำรวจสัตว์อสูรโดยรอบเพื่อลอบผ่านไป
พวกเขาไม่บ้าระห่ำถึงขนาดไต่ไปตามต้นไม้ด้วยความเร็วสูง ในพื้นที่ที่อาจถูกระดับอริยะบางตัวตรวจจับโดยไม่ทันรู้ตัวเช่นนี้การไต่ต้นไม้นั้นประมาทเกินไป
ภายใต้พลังอาณาเขต คีตากลับพบว่าบริเวณส่วนลึกนี้มีนักผจญภัยมากกว่าที่พวกเขาคิดมาก พลังระดับนักสลักของหลายคนกระจายออกโดยไม่มีปิดบัง เป็นการแสดงระดับชั้นเพื่อไล่สัตว์อสูรระดับต่ำให้พ้นไป
ตัวของทั้งคู่เองไม่ได้ทำเช่นนั้น แต่กับนักสลักที่มีประสาทสัมผัสดีเป็นพิเศษก็จะแยกออกได้ไม่ยาก นิทานไม่มีความจำเป็นต้องเปลืองพลังจางหายตลอดเวลาเพื่อปกปิดระดับขั้นของตน ตัวตนเรนเดลและเขาเองนั้นเป็นนักสลักเอกทั้งคู่
นักผจญภัยทั้งหมดล้วนเป็นนักสลักโททั้งสิ้น ทุกคนล้วนปกปิดคำแห่งพลังบนร่างของตนดั่งคนมากประสบการณ์ เมื่อก้าวขึ้นเป็นนักผจญภัยระดับบุษราคัมได้การปิดบังคำแห่งพลังของตนจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็น
คีตาทำจมูกฟุดฟิด สูดดมกลิ่นของพื้นที่โดยรอบและพยายามจดจำกลิ่นของนักผจญภัยที่อยู่ไม่ไกลเกินไปนัก มันมีสีหน้าเคร่งเครียดเล็กน้อยราวกับกำลังย้ำเตือนตนเองถึงบางสิ่ง แล้วจึงสูดดมอีกครั้ง
ในคราวนี้มันเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจเล็กน้อย สติของมันถูกโยกย้ายไปยังตำแหน่งของกลิ่นที่มันจดจำได้ เพียงไม่นานหลังจากนั้นภาพจึงถูกส่งมาหานิทาน
โฟเรล? ภาพของชายหนุ่มเผ่าจิตวิญญาณผู้มีหน้าตาคมคายปรากฏขึ้น โฟเรลในขณะนี้กำลังเดินตัดผ่านผืนป่า ห่างจากรังของตั๊กแตนแม่น้ำไปไม่ไกล ดูจากทิศทางแล้วเขาสมควรเดินทางกลับไปส่งภารกิจที่เมืองศิลาลัยก่อนครั้งหนึ่งแล้วค่อยเดินทางกลับเข้าป่าอีกครั้ง
โฟเรลเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า รอบกายของเขาเลือนราง การเคลื่อนไหวของโฟเรลนั้นดูเงียบงันราวกับวิญญาณร้าย บริเวณพื้นที่ที่เขาเดินผ่านไม่ปรากฏรอยเท้าใด ๆ
พลังปกปิดของเขายังคงเปิดใช้งานเช่นเคย แต่ในครั้งนี้ที่คีตารับรู้วิธีการตรวจสอบแล้วมันจึงไม่พลาดเช่นเดิมอีก
เร็วมาก คำแห่งพลังสายมิติ? หรือมีพรรคพวกรอรับของอยู่ในป่า? นิทานขมวดคิ้ว เผ่าจิตวิญญาณคนนี้เคลื่อนไหวผ่านตัวป่าได้เร็วจนเกินไป หลังจากที่นิทานพบโฟเรลจนจัดการจระเข้กงจักรและกงจักรหวนจนถึงตอนนี้เป็นเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น
ในเวลาเพียงเท่านั้นโฟเรลกลับสามารถเดินทางกลับไปยังเมืองศิลาลัยและมุ่งหน้ามาจนเกือบถึงแม่น้ำได้ นั่นเป็นความเร็วในระดับที่สูงเกินไปสำหรับนักสลักที่ต้องเดินทางผ่านป่าที่เต็มไปด้วยสัตว์อสูร
เขานึกถึงคำแห่งพลังของโฮโจที่ทำให้โฮโจสามารถเดินทางกลับมายังจุดเดิมได้ บางทีอาจเป็นพลังจำพวกที่คล้ายกัน
นิทานย้ำเตือนคีตาให้จับตาดูโฟเรลเอาไว้ ทั้งสองยังคงไม่เชื่อใจคนแปลกหน้าผู้นี้เต็มร้อย โดยเฉพาะคนแปลกหน้าที่ดูจะมีคำแห่งพลังที่ชนะทางพวกเขา
ภาพของกลุ่มคนอีกสองกลุ่มถูกส่งมาอย่างต่อเนื่อง หนึ่งคือนักผจญภัยสองคนที่ปลดปล่อยพลังระดับนักสลักโทออกมา จุดที่ทำให้สองคนนี้โดดเด่นกลับไม่ใช่ระดับขั้นของการขีดเขียนชะตาแต่เป็นเผ่าพันธุ์
สตรีทั้งสองคนนี้หนึ่งคือเผ่าไร้หาง หูหมีเล็ก ๆ บนหัวและขนตามตัวคือสัญลักษณ์ที่ง่ายต่อการจำแนก อีกหนึ่งคือสตรีเผ่าครึ่งสัตว์ที่มีปีกค้างคาวเล็ก ๆ งอกออกมาจากกลางหลัง บริเวณข้างหัวมีหูหนาใหญ่ของค้างคาวปรากฏอยู่ เป็นภาพแปลกตาที่เห็นสองเผ่าพันธุ์นี้เดินทางร่วมกัน
ทั้งสองเผ่าพันธุ์นี้ล้วนเป็นเผ่าพันธุ์ชั้นรองทั้งสองเผ่าและไม่ค่อยถูกกันนัก เผ่าครึ่งสัตว์นั้นเกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของทายาทลูกครึ่งจากหลากเทพอสูรและเผ่าพันธุ์ทรงปัญญา พวกเขาจึงมีกำลังคนและผู้แข็งแกร่งที่ไม่ได้อ่อนแอกว่าเผ่าพันธุ์ทรงปัญญานัก
ทางด้านของเผ่าไร้หางนั้นต่างออกไป พวกเขาถือกำเนิดขึ้นจากเทพอสูรหมีไร้หาง ในอดีตเทพอสูรหมีไร้หางนั้นไม่ถูกกับเทพอสูรกลุ่มนั้น เธอจึงแยกตัวออกมา ก่อกำเนิดเผ่าไร้หาง
จะเรียกว่าความขัดแย้งข้างเดียวก็ไม่ผิดนัก เพราะในสายตาของเผ่าครึ่งสัตว์แล้วพวกเขาไม่มองว่าเผ่าไร้หางเป็นศัตรูเลย เผ่าไร้หางนั้นแข็งแกร่งในระดับหนึ่ง หากก็ไม่อาจเทียบเปรียบกับเผ่าครึ่งสัตว์ที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่เผ่าพันธุ์ชั้นรองได้ เผ่าไร้หางจึงมักเกลียดอีกฝั่งข้างเดียว
คู่รักต่างเผ่า? งั้นเราอย่าไปยุ่งเลย มันเสียมารยาท ภาพที่คีตาส่งมาคือภาพที่ทั้งสองจับมือกันเดินทาง นักผจญภัยทั้งสองต่างทำหน้าที่เฝ้าระวังและตรวจจับรอบตัวอย่างขยันขันแข็ง หากมือทั้งสองที่จับกันอยู่นั้นก็ไม่ได้ปล่อยเลย
อีกกลุ่มหนึ่งกลับเป็นกลุ่มของนักสลักเอกถึง 5คน พวกเขานั้นดูเครียดกว่าคู่รักก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด ความเร็วในการเดินทางเชื่องช้า หวาดระแวงทุกฝีก้าว ตัวเกร็งตั้งท่าถืออาวุธพร้อมต่อสู้ตลอดเวลา
ในพื้นที่ป่าที่ติดกับทะเลทรายฝังอัญมณี เขตแดนที่มีสัตว์อสูรระดับอริยะอยู่มากมาย นักสลักเอกกลุ่มนี้เดินทางมาแถวนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการหาเรื่องตาย ฉายาพงไพรภายในอุ้งมือทีรานที่ป่าแห่งนี้ได้รับไม่ใช่ฉายาที่ตั้งไว้เพื่อขู่
นักสลักโทคู่รักสองคนก่อนหน้าเต็มไปด้วยประสบการณ์และการเตรียมตัว ถึงจะเจอระดับอริยะพวกเธอย่อมสามารถหลบหนีได้ แต่กับนักสลักเอกกลุ่มนี้นิทานไม่เห็นความพร้อมและสมาธิที่มากพอสำหรับเอาตัวรอดในป่านี้แม้แต่น้อย
ความคิดอยากช่วยเหลือผุดขึ้นมาในหัวหากเขาก็รีบละทิ้งมันไปอย่างรวดเร็ว เขาจะช่วยในกรณีที่เขาช่วยได้เท่านั้น ในสถานการณ์ที่เสี่ยงถึงชีวิตจนเกินไปเขาจะไม่นำตัวเขาเองและคีตาไปหาเรื่องตาย
นักผจญภัยกลุ่มนั้นล้วนเป็นผู้ใหญ่แล้ว ไม่มีใครมีอายุน้อยกว่า 50ปี พวกเขาเลือกทางเดินชีวิตของพวกเขาเอง การรับภารกิจนี้ก็เป็นพวกเขาตัดสินใจเอง แม้จะมีรางวัลมากเพียงใดความเสี่ยงที่พวกเขาเผชิญพวกเขานั้นก็เลือกเอง
นักผจญภัยคืออาชีพที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนคนหนึ่งได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปในด้านที่ดีหรือด้านที่แย่ การรับภารกิจครั้งหนึ่งนั้นมีผลตอบแทนที่สูงกว่าการทำงานประจำไม่รู้เท่าใด แต่ความเสี่ยงก็เพิ่มพูนขึ้นเช่นกัน
นักผจญภัยหลายคนที่ประมาณตนและค่อย ๆ เติบโตย่อมสร้างฐานรากให้อนาคตของตนเองได้อย่างแข็งแกร่ง อย่างกลุ่มของพวกราตรีที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่กับนักสลักเอกกลุ่มนี้ที่ไม่ประมาณตัว ผลกระทบจากความผิดพลาดหมายถึงชีวิต แต่ถ้าพวกเขารอดออกไปได้พวกเขาย่อมได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า
ถ้าพวกเขารอดออกไปได้..
‘จากพี่สาวผู้มีความสุข สเตลล่า’
‘ถ้ารักผมน้อยกว่านี้ก็คงจะดีนะครับ’
เสียงหยดน้ำตาของโดรานที่กระทบลงกับพื้นและสัมผัสของแผ่นกระดาษแผ่นเล็กยังคงอยู่ในใจของนิทาน ชีวิตของนักผจญภัยหลายครั้งก็ไม่ใช่เกิดจากการตามล่าความฝัน แต่เป็นการวิ่งหนีจากฝันร้าย ไม่ใช่การไขว่คว้าแสงแดดยามเช้า แต่เป็นการต่อสู้กับพิรุณยามเย็น
ราคาของความฝันนั้นต่างกันไปในแต่ละบุคคล สำหรับบางคนแล้วมันอาจราคาถูกเป็นอย่างยิ่ง เพียงใช้เงินตราที่เรียกว่าความพยายาม กับบางคนนอกจากความพยายามแล้วอาจต้องจ่ายด้วยโชค แต่กับบางคนแล้วจะให้จ่ายด้วยชีวิตก็คงจะไม่เพียงพอ
ในครั้งนี้นิทานเลือกจะปล่อยผ่าน ก่อนจากไปเพียงภาวนาจากเบื้องลึกขอให้พวกเขากอบกุมความหวังไว้ได้