"นั่นอันตรายมากไม่ใช่หรือ"หยางเจียจุ้น
"ที่จริงมันมีร่มสำรองน่ะ แต่ฉันเอ๊ยข้าลืม"อันดายังคงไม่สะทกสะท้านกับความบ้งของตัวเอง
"เ้านี่...."ยังไม่ทันพูดจบ
"ท่านแม่ทัพขอรับ รองแม่ทัพถูกโจมตีาเ็สาหัส"พลทหารเข้ามารายงาน
“อะไรนะ! เกิดอะไรขึ้น” คนสนิทของแม่ทัพหยางถาม
“ท่ารองแม่ทัพเห็นว่าท่านแม่ทัพออกมานานจึงออกไปลาดตระเวน ท่านเห็นสิ่งผิดปกติเลยจะเข้าไปซุ่มดูไม่คิดว่าเป็กับคัดของพวกนั้น แต่เราก็ฝ่าลงล้อมออกมาได้ แต่ท่านแม่ทัพถูกธนู ตอนนี้ท่านหมอได้รักษาอาการอยู่แต่ว่า..” พลทหารที่รายงานพูดติดๆ ขัดๆ
“แต่อะไร” แม่ทัพหยางถาม
“แต่ท่านหมอบอกว่าธนูอาบยาพิษแล้วท่านหมอเองก็ไม่รู้ว่ายาพิษนั้นคืออะไรขอรับ” พลทหารที่รายงานไม่กล้าพูดมากกว่านี้ ดีไม่ดีคอจะหลุดออกจากบ่า
“ไอ้เด็กดื้อนี่ พาข้าไปดู” แม่ทัพหยางเดินตามพลทหารไปโดยที่อันดาเดินตามไปด้วย
"ภาพของชายหนุ่มรูปงามที่อยู่ในเสื้อสีขาวเปื้อนเืสีดำ มีชายวัยกลางคนที่กำลังดูแลเขาอยู่
“ท่านแม่ทัพ ท่านกลับมาแล้ว ข้าน้อยสมควรตาย ข้าไม่สามารถแก้พิษนี้ได้” หมอเจียงก้มหน้ายอมรับผิด
“พิษเป็ฤทธิ์เย็นสินะ ธรรมดาคนถูกพิษจะตัวแดงอาการปวดแสบปวดร้อน แล้วทรมานเหมือนไฟเผา แต่เขาคนนี้กลับหลับไม่มีสติ แถมมีอาการสั่นและขนลุกทั้งตัว” อันดาที่เดินตามมาด้วยพูดขึ้นหลังจากเห็นอาการ
“เ้าเข้ามาได้ยังไง ช่างเถอะช่วยได้หรือไม่” แม่ทัพหยางหันมาถาม ดูเหมือนเ้าเด็กนี่เคยบอกว่าเป็แพทย์อาสา
“ไม่แน่ใจเพราะเซรุ่มที่ข้ามีมันเป็ตัวใหม่ที่ข้าเพิ่งทำสำเร็จน่ะ” อันดาไม่ได้รับปาก
“แล้วตอนนี้มีพอประทังไปก่อนได้หรือไม่” แม่ทัพหยางถาม
“ได้ ข้าจะช่วย แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้นอย่าทำร้ายหรือฆ่าข้านะ” อันดาไม่ค่อยไว้ใจเลย นี่มันฐานทัพหรือรังโจรกันแน่ ชาวบ้านภาษาอะไรพกมีดพกดาบกันแทบทุกคน แล้วก็มีแต่ผู้ชายไม่เห็นผู้หญิงหรือเด็กเลยสักคนเดียว
“ข้ารับปากเ้า รีบไปรักษา” คำตอบของแม่ทัพหยางทำให้ทุกคนแปลกใจ ธรรมดาเขาไม่เคยไว้ใจใคร แล้วเหตุการณ์ที่วิกฤติอย่างนี้กลับเชื่อใจเด็กหนุ่มที่อายุไม่น่าจะถึงวัยสวมกว่านด้วยซ้ำ* แล้วยังให้เขารักษารองแม่ทัพซึ่งฐานะที่แท้จริงของเขาคือรัชทายาท
“ได้ ถอยหน่อย” อันดาเดินขึ้นไปที่เตียงนอนของชายหนุ่มรูปงานที่หลับใหลอยู่เธอเปิดเสื้อของเขาออกให้เห็นตำแหน่งที่โดนพิษ แล้วเปิดกระเป๋าด้านหน้าของชุดแล้วหยิบหลอดทรงกระบอกสีเงินแล้วเปิดกระบอกนั่นอีกที่ มีเข็ดฉีดยา ที่ปลายถูกปิดด้วยจุกซิลิโคนเอาไว้
“ทนเจ็บหน่อยนะ พอเซรุ่มนี้เข้าไปในตัวคุณร่างกายจะมีอาการหน่วงๆ สลับร้อนสลับหนาว” เธอคุยกับชายหนุ่มที่ลืมตาขึ้นมามองหน้าเธอ
“เ้าเป็ใคร บังอาจ!” ชายหนุ่มคนนั้นปัดมือเธอออกจนทำให้เข็มฉีดยาเกือบหลุดมือ
“จับเขาหน่อยไม่อย่างนั้นข้าฉีดเซรุ่มนี่ไม่ได้” อันดาหันไปหาแม่ทัพ ซึ่งแม่ทัพหยางก็เดินมาช่วยล็อกแขนขององค์รัชทายาทไว้
“อย่าให้เขาเป็อะไร” แม่ทัพหยางหันไปสั่ง
“ไม่ได้หรอกเซรุ่มตัวนี้ไม่เป็อันตรายกับร่างกายเขาก็จริงแต่การสลายพิษมันอาจจะเกิดการต่อสู้ของพิษภายใน เขาอาจทรมานเล็กน้อยซึ่งเป็เื่ที่เลี่ยงไม่ได้” อันดาไม่โกหกว่าจะไม่มีผลที่ตามมา
“ได้งั้นลงมือเลย” แม่ทัพเหมือนโดนผีสิง ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงเชื่อใจเ้าเด็กคนนี้ อาจเป็เพราะแววตาที่มั่นใจและมีบางอย่างที่เขารู้สึกคุ้นเคยกับเ้าเด็กคนนี้
อันดาฉีดเซรุ่มไม่ได้สักพักองค์รัชทายาทเกร็งตัวขึ้นบิดเบี้ยวและร้องเ็ปอย่างทรมาน
“กระโถน เขากำลังอาเจียนเอาพิษออกมา ระวังอย่าโดนมัน” อันดาบอกแม่ทัพ โดยอัตโนมัติหมอเจียงส่งกระโถนให้แม่ทัพได้ทันเวลา รัชทายาทเด้งตัวขึ้นมาอาเจียนเป็ยาสีดำมีกลิ่นคล้ายซากศพออกมา
“เอาล่ะ เอาน้ำมาให้เขาล้างปาก จากนี้ก็ไม่มีอะไรน่าห่วง พวกท่านมีใบรางจืดหรือไม่” อันดาหันไปถามหมอเจียง
“มี” หมอเจียงตอบ
“ต้มมาให้เขาดื่มล้างพิษที่เหลือ อย่าเกินสามครั้ง ร่างกายของเขาจะรับไม่ได้ ไฟในร่างของเขาทำงานผิดปกติไม่สมดุล เดี๋ยวมากเดี๋ยวน้อย มีปัญหาจากอาหารระวังหยินหยางในอาหารให้ดีลดปริมาณเนื้อสัตว์ลงก่อน ดูว่าฝีในร่มผ้าของเขาจะหายหรือไม่” อันดาวินิจฉัยโรคของรัชทายาทได้ถูกต้อง
“เ้าตรวจรอยโรคได้ด้วยหรือ” ผู้ช่วยแม่ทัพถาม
“หยวนอิงให้เ้าอันดามาอยู่จวนเดียวกับข้า” แม่ทัพหยางสั่งคนสนิทให้ไปจัดการที่ทางให้อันดาอยู่แยกจากตัวทหาร
“แต่ว่า ท่านแม่ทัพ” หยวนอิงหรือรองแม่ทัพหยวนอิงที่เป็ทั้งลูกน้องและผู้ติดตามแย้งขึ้นมา เขาไม่เข้าใจว่าทำไมท่านแม่ทัพของเขาที่เป็คนที่ระวังตัวมากกลับวางใจเด็กที่เพิ่งเจอกันได้อย่างสนิทใจอย่างนี้
“ข้าสั่งเ้าก็ไปทำ” แม่ทัพหยาง
“ขอรับ” หยวนอิงหันไปสั่งให้ลูกน้องไปจัดการ
“เ้าเป็หมอจากสำนักไหน” ท่านหมอเจียงสอบถามเด็กหนุ่มหน้าตามอมแมมที่สามารถรักษาพิษที่เป็พิษที่หายากและอันตรายที่สุดเพียงครู่เดียว
“หลายสำนักเลยล่ะ แล้วที่จริงข้าก็ไม่ได้เป็หมอหรอก เื่มันยาวน่ะ” อันดายิ้มแล้วตอบหน้าตาเฉยว่าตัวเองไม่ได้เป็หมอ เป็หมอต้องมีใบประกอบโรคศิลป์ หากพูดแอบอ้างไปมีหวังโดนจับ
“แต่ทักษะของเ้านั่น” ท่าหมอเจียงเองก็แปลกใจ
“เ้าบอกว่าเ้าเป็แพทย์อาสา” แม่ทัพหยางรู้สึกเหมือนโดนเด็กหลอก
"ข้าบอกว่าอยู่ทีมแพทย์อาสา ตอนบอกอาจจะตกหล่นไปบ้าง ข้าอายุน้อยแค่นี้ยังไม่ได้เข้ามหาวิทยาลัยเลยจะไปเอาใบประกอบโรคศิลป์มาจากไหน ที่รู้วิชาการแพทย์ก็รู้แค่เื่เย็บแผล ทำแผลจากหมอและพยาบาลในทีมสอนน่ะ ส่วนเื่สมุนไพรก็เป็คุณตาสอน ส่วนเ้าเซรุ่มและพืชพันธุ์ นั้นพ่อสอนให้น่ะ
ฉันโตมากับพวกเขา ดังนั้นจึงเรียนรู้มาอย่างนั้น แต่ก็บอกไม่ได้หรอกว่าเป็หมอเพราะไม่มีใบประกาศเดี๋ยวโดนจับ"อันดาอธิบาย
“พูดอะไรของเ้าใบประกอบโรคศิลป์อะไร มหาวิทยาลัยคืออะไร” แม่ทัพหยางนั้นยิ่งแปลกใจ
“พวกท่านนี่อยู่ในนี้นานแค่ไหนกันแล้วเนี่ยถึงไม่รู้เื่โลกภายนอกเลย จะเป็อะไรสักอย่างต้องมีประกาศนียบัตร มหาวิทยาลัยก็เหมือนโรงเรียนชั้นสูงขึ้นไปอีก เพื่อให้ท่านเรียนเฉพาะทางเพื่อได้ปริญญาไง” อันดาตอบ
“ปริญญา?” หมอเจียงยิ่งงงเ้าเด็กนี่พูดเื่อะไรกัน
“ที่นี่ไม่มีอะไรอย่างที่เ้าว่าหรอก มีแต่สำนักศึกษา มีใบประกาศอาจจะเทียบเคียงกับสิ่งที่เ้าเรียกว่าปริญญาได้กระมัง” แม่ทัพหยางตอบ
“อ้อ” อันดาเข้าใจแล้วว่าคงใช้ระบบต่างกันนั่นเอง
“แต่ที่นี่คนที่เป็หมอ จะเปิดโรงหมอรักษาโรคต้องมีใบรับรอง แต่เ้าต้องไปทดสอบความรู้ทางการรักษาของเ้ากับสำนักหมอหลวง ถ้าผ่านเ้าก็เป็หมอได้” แม่ทัพอธิบาย
“อย่างนี้นี่เอง” อันดาตอบ
“แล้วตอนเ้าทำงานทำไมเ้าจึงทำได้” แม่ทัพหยาง
“ก็บอกว่าเป็ลูกมือของหมอน่ะ” อันดาตอบ
“ถ้าอย่างนั้นเ้าก็เป็ผู้ช่วยหมอเจียงในนามไปก่อนแล้วค่อยไปรักษาพวกทหาร” แม่ทัพหยางแต่งตั้งอันดาหน้าตาเฉย
“แต่ฉันอยากกลับไปหาทีมมากกว่านะตอนนี้” อันดาได้แต่คิดในใจว่าที่จริงเธอควรเชื่อพ่อจริงๆ เพราะเื่ที่เกิดขึ้นนี่
------
*พิธีสวมกว่านคือพิธีที่แสดงว่าเด็กชายเติบโตเป็ผู้ใหญ่แล้ว