หนิงเฟิ่งจูงเ้าหนูเดินเข้าไปในตลาด แวะซื้อของใช้จำเป็เพิ่มอีกจำนวนหนึ่ง ก่อนจะพาหนูน้อยเข้าไปในร้านขายผ้า
“เสี่ยวเอ้อร์ ข้าอยากได้ชุดให้ลูกชาย”
สิ้นเสียงหนิงเฟิ่ง หนิงโก่วเซิ่งก็รู้สึกว่าหัวใจของเขาฟูฟ่องคล้ายกำลังได้ขึ้น์ ไม่ว่าแม่พูดอะไรไว้ นางก็ทำตามที่พูดทั้งนั้น บอกว่าจะซื้อชุดใหม่แม่ก็ซื้อให้จริงๆ อย่างนี้จะให้เขาไม่รักแม่ได้ไงล่ะ
“แม่นาง ท่านมาได้เหมาะเจาะพอ วันนี้มีชุดสีสวยๆ เข้ามาใหม่ ท่านลองเลือกชมดู”
“อือ” หนิงเฟิ่งเดินตามเสี่ยวเอ้อร์ไปดูเสื้อผ้าที่ถูกตัดเย็บสำเร็จรูปเรียบร้อยแล้ว เธอก้มลงถามลูกชายถึงความชอบของเขา แต่เ้าหนูกลับส่ายหน้าพร้อมกล่าว
“แม่เลือกให้ข้าสิ” ต้องเป็ชุดที่แม่เลือกให้ ถึงจะน่าใส่!
ได้ชุดใหม่มา 3 ชุด หนิงเฟิ่งเลือกสีที่ตนชอบและคิดว่าเ้าหนูก็น่าจะชอบ จัดการจ่ายเงินให้แก่หลงจู๊เรียบร้อยเธอก็ขอใช้สถานที่เพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ลูกชาย
“แม่ ข้าเปลี่ยนเองได้” เ้าหนูน้อยรีบเอ่ยดักไว้ทันที ถึงแม่บอกว่าจะเคยเห็นไอ้จ้อนเขาแล้ว แต่เขาก็ยังอายอยู่ดี
“อือ ตามเสี่ยวเอ้อร์ไป แม่จะรอเ้าอยู่ด้านนอก”
ขณะรอเ้าหนูโก่วเซิ่งใส่ชุดมาอวด หนิงเฟิ่งก็มองดูของรอบๆ ร้าน เห็นผ้านวมผืนใหญ่วางอยู่ก็นึกไปถึงตอนกลางคืนที่ลูกชายชอบกลิ้งเข้ามาในอ้อมกอดเพราะความหนาวเหน็บ อดที่หันไปถามเสี่ยวเอ้อร์อีกคนไม่ได้ “ผ้านวมนี้ขายเช่นไร?”
“ผืนละ 500 อีแปะขอรับ”
หนิงเฟิ่งคิดคำนวนด้วยความเร็วจี๋ เธอได้เงินมาจากการขายหมูป่าหักกับที่ให้กงไห่ไปเหลือ 15 ตำลึง ซื้อของใช้รวมกับเสื้อผ้าของเ้าหนูไปประมาณ 800 อีแปะ ทั้งต้องกันเงินเอาไว้จ่ายค่าเช่าของป้าโจวอีกประมาณ 2 ตำลึง 500 อีแปะ
เ้าหนูอยากได้ที่ดินเป็ของตัวเอง เธอก็คิดจะทำให้ความ้าของลูกชายเป็จริง ซื้อที่น่าจะต้องใช้เงิน 6-7 ตำลึง นั่นแปลว่าเงินจากการขายหมูจะเหลือไม่มากนัก
แต่ทำให้เ้าหนูยิ้มได้ก็เป็ความน่าภูมิใจอย่างหนึ่งเหมือนกัน ด้วยเหตุผลนี้ทำให้เธอตัดสินใจได้
“ข้าซื้อ!”
ไม่นานจากนั้น เ้าหนูโก่วเซิ่งก็ใส่ชุดสีฟ้าหม่นตัวใหม่ออกมาอวดแม่ของตน ถึงหนิงโก่วเซิ่งจะผอมแห้งผิวดำเพราะการถูกเลี้ยงดูมาไม่ดี แต่ว่าเ้าหนูน้อยมีหน้าตาน่ารัก พอได้มาใส่ชุดใหม่เพิ่มอีกยิ่งทำให้เขาดูน่ากอดไปอีกหลายส่วน “แม่! ชุดนี้พอดีกับตัวข้าเลย!” เด็กน้อยยิ้มออกมาด้วยความชอบใจ
“อือ ใส่แล้วน่ารักมาก”
หนิงโก่วเซิ่งเผลอชะงักไปทีหนึ่ง ทำไมแม่ชอบชมเขาว่าน่ารักนะ
ช่างเถอะ! แม่ชม อะไรก็ดีทั้งนั้นแหละ
ออกมาจากร้านขายผ้า หนิงโก่วเซิ่งก็ยิ้มเฉิดฉายดั่งแสงตะวัน ได้ใส่ชุดใหม่ใครๆ ก็อิจฉา เ้าหนูน้อยไม่สนใจแล้วว่าใครจะมองเขาเหยียดหยาม มองก็มองสิ หากเขาเห็นก็จะยักคิ้วให้ด้วย
ฮิๆ แม่ของเขาช่างทำให้ไม่อายใครเสียจริง....
หนิงเฟิ่งแอบหัวเราะกับท่าทางของหนูน้อย ก่อนกลับก็เอาใจลูกชายโดยพาแวะกินบะหมี่เกี๊ยวชามโตกันสักรอบ
พอมาถึงบ้านหนิงโก่วเซิ่งก็ทำการทดสอบผ้านวมที่แม่ซื้อมาทันที “นุ่มจังเลย! ผ้าอะไรนุ่มขนาดนี้” หนูน้อยนอนกางแข้งกางขาอยู่บนกองผ้าห่ม พอเห็นมารดากำลังเก็บข้าวเก็บของ เขาก็รีบลุกขึ้นไปช่วย
“เก็บของเสร็จแล้วไปจ่ายค่าเช่าบ้านป้าโจวกัน”
“อือๆๆ” หนูน้อยพยักหน้ารัวๆ
หนิงเฟิ่งเตรียมน้ำตาลกรวดที่ซื้อมาใส่ถุงกระดาษสำหรับนำไปฝาก อย่างไรป้าโจวก็คอยดูแลเ้าหนูน้อยมา จะต้องปฏิบัติกับนางให้ดีหน่อย
ป้าโจวกำลังเก็บกวาดหน้าบ้านอยู่ได้ยินคนมาเคาะประตูบ้านก็รีบไปเปิด ประตูเปิดออกนางก็เห็นหนิงเฟิ่งทำหน้านิ่งๆ ข้างกายมีหนิงโก่วเซิ่งยืนอยู่ ป้าโจวถึงกับผงะใ นางได้ยินว่าเมื่อวานแม่โก่วเซิ่งไปเล่นงานตระกูลหวังคาบ้าน ไม่ใช่ว่าวันนี้จะมาทำร้ายตนหรอกนะ
“เ้า! มาทำไม” โจวซื่อกล่าวไปก็ระแวงไป
“ข้าเอาค่าเช่ามาจ่ายให้แก่ท่าน”
ดวงตาตี่ของป้าโจวมองหนิงเฟิ่งอย่างไม่เชื่อสายตา “ค่าเช่า?”
หนิงเฟิ่งพยักหน้า เธอเอาเงิน 2 ก้วน*ครึ่งยื่นให้แก่หญิงวัยกลางคนผู้นี้ “ค่าเช่า 2 ปี กับของเดือนนี้ด้วย”
(*ก้วน = เป็เงินที่ร้อยเป็พวง 1 ก้วนคือเงินอีแปะร้อยกัน 1,000 เหรียญ หรือเท่ากับ 1 ตำลึงนั้นเอง)
ป้าโจวตาลุกวาว ไม่คิดว่าคนหน้าหนาจะจ่ายเงินให้แก่นางด้วย เดิมนางคิดจะปลงไม่คิดอันใดแล้ว หากหนิงเฟิ่งไม่จ่ายค่าเช่าก็ถือว่าทำบุญทำทานให้แก่เด็กน้อยอย่างโก่วเซิ่ง แต่วันนี้นางกลับได้เงินมาตั้ง 2 ก้วนครึ่ง!
มืออวบอูมยื่นไปรับพวงเงินมา ป้าโจวมีสีหน้าดูดีขึ้น แต่ก็ยังไม่วายแอบมองหนิงเฟิ่งเป็ระยะด้วยความหวาดกลัว
“ที่จริงข้าไม่ได้จะบีบคั้นให้เ้าจ่ายทีเดียว เ้าเก็บไว้บางส่วนซื้อข้าวให้โก่วเซิ่งกินเถอะ!”
“ข้าพอมีเงินเหลือบ้าง ไม่ต้องห่วงหรอก”
ใครห่วงนางกัน นางแค่สงสารเ้าหนูโก่วเซิ่งเท่านั้นแหละ! “งั้นก็แล้วแต่เ้า!”
ค่าเช่าก็จ่ายแล้ว หนิงเฟิ่งก็เอ่ยถึงเจตจำนงอีกอย่างของตนทันที เพียงแค่ประโยคเดียวก็ทำให้เ้าหนูหูผึ่งด้วยความดีใจ “ป้าโจว ข้าจะขอซื้อที่ดิน 2 หมู่*นั้นได้หรือไม่”
(*หมู่ = 666.67 ตร.ม.)
“หือ เ้าอยากได้ที่ดินนั้น?”
หนิงเฟิ่งพยักหน้า “หากท่านไม่ให้ก็ไม่เป็ไร แต่ข้าแค่เห็นว่าโก่วเซิ่งอยู่ที่นั่นั้แ่เกิด เลยไม่อยากย้ายไปที่อื่น”
ป้าโจวหยุดคิดไปชั่วครู่ “จะซื้อก็ได้ ที่นั่นเป็ที่ดินเก่าของข้าเอง” ที่ดินนั้นบ้านเดิมของป้าโจวให้มาเป็สินเดิมของนาง ที่ตั้งมันอยู่ท้ายหมู่บ้าน จะทำอะไรก็ยากลำบาก นางจึงไม่สนใจดูแลมากนัก ปล่อยให้หนิงเฟิ่งเช่าแล้วก็ไม่ดูดำดูดี
ขายเอาเงินก็ไม่เลวเหมือนกัน
พอตกลงกันเรียบร้อย ป้าโจวก็นัดแนะหนิงเฟิ่งเพื่อไปแจ้งหัวหน้าหมู่บ้านในวันพรุ่งนี้ หนิงเฟิ่งพยักหน้ารับ ก่อนกลับเธอก็ยื่นถุงน้ำตาลกรวดให้แก่ป้าโจว เสร็จแล้วก็กล่าวลา
หนูน้อยเดินแกว่งแขนแม่ไปด้วยด้วยใจแช่มชื่น “แม่ เราจะมีบ้านของตัวเองแล้วใช่ไหม?”
“ใช่ ทำเื่ซื้อที่เสร็จแล้วเราจะสร้างบ้านกัน”
“ไม่ต้องสร้างหลังใหญ่หรอกนะ”
“ทำไม เ้าไม่อยากอยู่บ้านหลังใหญ่ๆ รึ?” หนิงเฟิ่งเลิกคิ้ว
“สร้างบ้านก็ต้องใช้เงินนะ เงินไม่ได้หามาง่ายๆ สักหน่อย แม่ต้องเก็บไว้บ้างสิ” หนิงโก่วเซิ่งพูดใบหน้าจริงจัง
หนิงเฟิ่งหันไปมองเ้าหนูจำนรรจาตาปริบ นี่เธอกำลังเจอลูกสอนอยู่ใช่หรือไม่?
เป็ประสบการณ์ที่แปลกเสียจริง
กงไห่มาหาหนิงเฟิ่งใน่ค่ำ เขานำซาลาเปาเนื้อที่ซื้อจากในเมืองมาฝาก หนิงเฟิ่งจึงถือโอกาสถามอาการของกงต๋า “กงต๋าเป็ยังไงบ้าง?”
“ท่านหมอฝังเข็มให้ ดูเหมือนว่ากงต๋าจะรู้สึกดีกว่าเดิมขอรับ” กงไห่บอกพลางยิ้มไปด้วย
“อืม ดีแล้ว หากมีอะไรก็ให้มาบอก”
“ท่านน้า หาก้าความช่วยเหลืออันใด ท่านบอกข้าได้ ข้ากงไห่จะช่วยท่านแน่นอน”
“เ้าใช้ชีวิตของเ้าให้ดีเถอะ” หนิงเฟิ่งกล่าวเพียงแค่นี้ เธอไม่คิดว่าสิ่งที่ทำเป็การสร้างบุญคุณอะไร กงไห่ช่วยเธอขุดหลุมดักสัตว์ ช่วยแบกหมูออกมาจากป่า ทำไมจะไม่ได้ค่าตอบแทนล่ะ
ซาลาเปาที่ได้มาหนิงเฟิ่งก็มอบให้เ้าหนูจัดการไป ตอนเย็นเธอลงมือทำอาหาร ฉลองที่การซื้อที่ดินใหม่กันเงียบๆ กับเ้าหนู 2 คน แม้จะมีกันแค่นี้แต่บรรยากาศก็ดูอบอุ่นมาก เ้าหนูน้อยพุ้ยข้าวไปคำใหญ่อย่างเอร็ดอร่อย นอกจากนี้ยังไม่ลืมที่จะคีบเนื้อลงไปโปะลงชามข้าวให้แม่ของเขาอีกต่างหาก
การกระทำของลูกชายทำให้หัวใจของหนิงเฟิ่งอิ่มเอิบอย่างมาก การมีลูกสำหรับเธอไม่ได้แย่เลย รู้สึกดีด้วยซ้ำ
หนิงเฟิ่งตั้งใจว่าต่อไปจะขุนให้เ้าหนูโก่วเซิ่งอ้วนท้วนสมบูรณ์ให้ได้ ลูกชายของเธอจะมาตัวผอมแห้งเนื้อหุ้มกระดูกอย่างกับผู้ลี้ภัยได้ยังไงกัน
ต้องให้เ้าหนูตัวขาวๆ มีแก้มกลมๆ ถึงจะถูกต้อง...