ริวจิกำลังพยายาม ระงับสติอย่างยิ่งเช่นกัน มันหันไปมองท่านโยชิอิอีกครั้งพอทราบว่าท่านโยชิอิ ระงับสติได้แล้ว ค่อยทอดถอนใจอย่างโล่งอก
โยชิโอกะ ริวจิบ่นพึมพำกับตัวเอง
“ช่างคล้ายอย่างยิ่ง...โลกนี้ไฉนมีเื่บังเอิญปานนี้...”
โยชิโอกะ ริวจิทราบดีว่า ถึงอย่างไรใบหน้าดรุณีนางนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อจิตใจ ท่านโยชิอิไปอีกชั่วระยะเวลาหนึ่งขณะนี้มันจึงต้องเป็ผู้รับมือ สตรีแปลกหน้าเหล่านี้ไปก่อน ยามนี้ค่อยกวาดตามองสตรีทั้งสามอีกครั้ง
มันไม่อาจคาดคำนวณที่มาพวกนาง ได้แต่ถามออกไปประโยคหนึ่ง
“แม่นางน้อย เมื่อครู่เ้าหัวเราะอะไร?”
“เฮอะ เมื่อครู่ท่านเรียกพี่ฝูหรง ว่าเป็หนูสกปรกแต่ตอนนี้ท่านกลับเรียกนางเป็พี่สาว ถ้าท่านมีพี่เป็หนูสกปรกแล้วตัวท่านเป็อะไรล่ะ” หลินอิงฮวาหัวเราะอย่างขบขัน
ดรุณีในชุดเถ้าแก่ ก็ร่วมหัวเราะอย่างไม่เกรงใจ
โยชิโอกะ ริวจิตาแดงก่ำด้วยความโกรธ ทั้งอายทั้งแค้นเคือง ตนกลายเป็ตัวตลกให้ดรุณีเหล่านี้หยอกล้อเล่น
หยางป๋อหูเดินออกมา ทางอีกด้านของตะเกียงหิน ซึ่งตั้งอีกด้านในสวนดอกไม้
“แม่นางผู้นี้ มิใช่หนูสกปรกอย่างแน่นอน”
การปรากฏตัวปราดเปรียว ดุจภูตพรายของคนทั้งสี่ริวจิไม่ต้องเสียเวลาคิดก็ทราบได้ บุคคลเหล่านี้ มิใช่ผู้ไร้ชื่อเสียงแน่ ๆ
จะอย่างไร มันเป็ถึงกงจื่อแห่งหมู่ตึกทรงอิทธิพล ย่อมรู้จักวางตัวผ่อนหนักผ่อนเบาอยู่บ้าง
เมื่อไม่ทราบที่มาแต่ละคน แม้บันดาลโทสะ ริวจิยังฝืนยิ้มอย่างยากยิ่งกล่าวว่า
“ทำไมท่านคิดเช่นนั้น?”
หยางป๋อหูหัวเราะลั่น พลางอธิบาย
“ท่านช่างหลงลืมเสียจริง เมื่อครู่ท่านบอกเองว่า ทั่วแผ่นดินผู้สามารถหลบคมดาบท่านโยชิอิ แทบจะนับคนได้ทีเดียว แล้วท่านยังจะพูดว่าซินแสลิขิตฟ้าติงฝูหรง เป็หนูสกปรกอีกหรือ
“หากนางเป็เพียงหนูสกปรกจริง ท่านโยชิอิคงไม่ถึงกับต้องใช้ดาบแน่นอนท่านโยชิอิย่อมทราบแต่แรก แม่นางผู้นี้ไม่ใช่หนูสกปรกแน่ ๆ”
ทั้งหลินอิงฮวา ดรุณีซึ่งปลอมเป็เถ้าแก่ และหยางป๋อหูพากันหัวเราะเสียงดังลั่น
เสียงหัวเราะยิ่งดัง ริวจิยิ่งตัวสั่นเทาด้วยความโกรธจะอย่างไรมันทราบแล้วว่า สตรีผู้มีใบหน้ายิ้มแย้มเป็ทายาทตระกูลติงซินแสลิขิตฟ้าติงฝูหรง!
“ไม่ทราบว่าพวกท่านมีธุระ...” ริวจิเพียงเริ่มกล่าวกลับต้องชะงักถ้อยคำกลางคัน
เนื่องเพราะเสียงขลุ่ย ดังก้องกังวานขึ้นอีกแล้ว...
ทุกผู้คนถึงกับหยุดชะงัก ให้กระแสเสียงอันแปลกประหลาด ในยามเช้าเช่นนี้...
เ้าของเสียงขลุ่ย ย่อมมิใช่ผู้อื่น...
บัณฑิตไร้ร่องรอยหน้าตาเปี่ยมรอยยิ้ม รีบโผร่างจากสถานที่นั้นอย่างรวดเร็ว
“อยู่ที่นั่นเอง!”
หลินอิงฮวากับหลินจวี๋ฮวา สบตากันวูบหนึ่ง รีบตามไปในทันที
มีเพียงติงฝูหรงยังยืนนิ่ง ครู่หนึ่งจึงพลิ้วร่าง โผกายจากไป
“เ้ารอเราอยู่ที่นี่” นาคามูระ โยชิอิกล่าวจบ พลันพุ่งร่างจากไประดับความเร็วไม่ช้ากว่าคนทั้งสี่
เพียงพริบตา บริเวณสวนหลังตึกคะนึงหา อันหรูหรายิ่งในเป๋ยโต่วชีซิงกลับเหลือโยชิโอกะ ริวจิกับดรุณีในร่างเถ้าแก่เพียงสองคน
“ทำไมเ้าไม่ตามไป?”
“ท่านโยชิอิให้ข้าพเ้าคอยที่นี่”
“เฮอะ...เ้ากลับเชื่อฟัง คำพูดผู้อื่นยิ่งนัก”
“คำผู้อื่นปกติข้าพเ้าไม่เคยใส่ใจ แต่หากเป็คำพูดท่านโยชิอิข้าพเ้าต้องทำตามเท่านั้น”
ริวจิทำหน้าประหลาดใจ แต่แล้วกลับยิ้มออกมา
“แล้วทำไมข้าพเ้า ต้องตามเสียงขลุ่ยนั่นไป? ดูท่าสหายของเ้าให้ความสำคัญกับเสียงนั่น มากกว่าตัวเ้าเสียอีก”
“คนเ่าั้ ไม่ใช่สหายข้าพเ้า”
“อ้อ...”
“ในเมื่อคนเ่าั้ ไม่ใช่สหายของเ้า แล้วมาทำลับ ๆ ล่อ ๆ ที่นี่ทำไม?”
“พวกนั้นมีจุดประสงค์เดียวกับเ้า”
“หรือคนเ่าั้ ก็้าพบจอมยุทธ์กระบี่เหล็กอี่ไป๋เฮ่อ!”
“อืมม์...”
“เช่นนั้นทำไม พอได้ยินเสียงขลุ่ยนั่น จึงผลุนผลันกันออกไปไม่สนใจไยดีเ้าอีก แม้แต่ท่านโยชิอิเอง?”
ดรุณีจ้องหน้าริวจิ น้ำเสียงกระหยิ่มยิ้มย่อง
“ดูท่าเ้า...ไม่รู้จักเสียงขลุ่ยนี้สินะ?”
“เฮอะ ข้าพเ้าเพิ่งมาอยู่จงหยวน เพียงปีกว่า จะรู้ทุกเื่ราวได้อย่างไร”
“แต่นาคามูระ โยชิอิกลับรู้เื่นี้?”
“นั่นย่อมแตกต่างกัน ท่านโยชิอิกับท่านพ่อ ร่วมกันก่อร่างสร้างหมู่ตึกบูรพาในดินแดนจงหยวนมาห้าปีแล้ว หรือนั่นเป็เสียงขลุ่ยของอี่ไป๋เฮ่อ!”
“ศิษย์พี่ มิใช่ผู้มีอารมณ์สุนทรีถึงเพียงนั้น”
“หรือในยุทธจักร มีบุคคลผู้น่าสนใจ ยิ่งกว่าอี่ไป๋เฮ่ออยู่อีก?”
“คาดว่ามีไม่มาก...อาจบางทีมีอยู่เพียงคนเดียว”
“เป็เ้าของเสียงขลุ่ย?”
“แปดปีก่อน ในยุทธจักรมีกงจื่อเลื่องชื่อ โดดเด่นทั้งพลังฝีมือสติปัญญาไหวพริบ ฐานะตระกูลอยู่สี่คน เ้าเคยได้ยินเื่นี้บ้างหรือไม่?”
โยชิโอกะ ริวจิครุ่นคิด มันกลับได้ยินชื่อของสี่กงจื่อเป็ครั้งที่สองของวันนี้...
มันพยายามทบทวนเื่ราว ซึ่งเคยอ่านผ่านตา ครู่หนึ่งจึงพยักหน้ากล่าวว่า
“ข้าพเ้าย่อมเคยได้ยินมา ทั้งสี่คนบ้างเป็ผู้สืบทอดตระกูลใหญ่บ้างเป็ศิษย์จอมยุทธ์เลื่องชื่อ ทั้งสี่เป็สหายสนิทกัน สร้างวีรกรรมสั่นะเืยุทธจักรไว้มากมาย กระทั่งได้รับการเรียกขาน เป็สี่กงจื่ออัจฉริยะ”
“เ้ากลับรู้ไม่น้อย”
“จอมยุทธ์กระบี่เหล็กอี่ไป๋เฮ่อ ศิษย์พี่ของเ้าเป็หนึ่งในสี่กงจื่ออัจฉริยะ”
“มิผิด”
“คุณชายกงซุนจินิ ผู้ถูกลอบแพร่พิษเสียชีวิตเป็หนึ่งในสี่กงจื่ออัจฉริยะเช่นกัน”
“ถูกต้อง”
“หรือเ้าของเสียงขลุ่ย เป็หนึ่งในสี่กงจื่ออัจฉริยะ อีกสองคนที่เหลือ!”
“ใช่ เป็คุณชายฟางเสวี่ยเฟย...”
โยชิโอกะ ริวจินิ่งเงียบไปนาน เนื่องเพราะไม่คาด มันจะได้ทราบร่องรอยบุรุษผู้ได้รับการกล่าวถึง มากที่สุดในยุทธจักรผู้นี้
“ข้าพเ้าได้ยินเื่คนผู้นี้มาบ้างเช่นกัน เจ็ดปีที่แล้วมันได้เป็ประมุขตระกูลฟาง สืบต่อจากบิดา แต่หลังจากคืนวันแต่งงาน ณหมู่ตึกพันอักษร เกิดโศกนาฏกรรมขึ้น ฟางเสวี่ยเฟยกลับเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านไม่ยอมออกไปไหน ทั้งไม่ยอมพบปะผู้ใดอีกเลย ทั่วยุทธจักรลือกันว่ามันกลายเป็ขี้เมาอันดับหนึ่งไปแล้ว ร่วมเจ็ดปี...เหตุใดคนเช่นนี้ จึงยังมีผู้ให้ความสำคัญถึงเพียงนี้”
“เพราะคนผู้นี้ตายไปแล้ว”
โยชิโอกะ ริวจิขมวดคิ้ว ถามด้วยความสงสัย
“มันตายไปแล้ว? คนตายไหนเลยเป่าขลุ่ยได้?”
“คนเราสามารถตายได้หลายประเภท”
“อ้อ...ที่แท้มันเป็คนตายชนิดไหน?”
“เป็คนตายซึ่งสามารถ ก่อกวนบัณฑิตไร้ร่องรอย ให้นั่งกระสับกระส่ายตลอดสามวันสามคืน ไม่สามารถลุกไปไหน ได้แม้แต่ก้าวเดียว”
“บัณฑิตไร้ร่องรอย ผู้ไปมาดุจภูตผีน่ะหรือ?”
“ใช่...คนแต่งชุดนักศึกษาซอมซ่อ เป็มันเอง”
“อืมม์...ได้ยินมาว่าวิชาตัวเบาของมัน ไม่เป็รองผู้ใดในยุทธจักรสถานที่ที่คนผู้นี้้าไป ไม่มีใครห้ามได้ แต่หากมันไม่้าไปแม้ขนทรัพย์สินเงินทอง มาขอร้องวิงวอนตรงหน้า มันก็ไม่แยแสคนตายซึ่งสามารถทำให้มัน นั่งกระสับกระส่ายถึงสามวัน นับว่าน่าสนใจยิ่งจริง ๆในยุทธจักรต้องมีบุคคลเช่นนี้ไม่มาก”
“ในยุทธจักรอาจมีบุคคลเช่นนี้ เพียงคนเดียวเท่านั้น”
“เพราะเหตุผลนี้ จึงมีผู้ให้ความสำคัญกับมันเสมอมา?”
“ความจริงใช่ แต่ยังมีอีกเหตุผลสำคัญยิ่งกว่านี้”
“เป็เหตุผลใด?”
ดรุณีในร่างเถ้าแก่เริ่มแปลกใจ เหตุใดสนทนากับกงจื่อผู้น่าชังได้เป็นานอาจเป็เพราะหลายปีนี้ นางมิค่อยได้พูดคุยกับผู้ใด ศิษย์พี่เองนาน ๆครั้งจะแวะมาเยี่ยมเยียน ยามนี้ได้พูดคุยกับคนวัยเดียวกัน การสนทนาจึงไหลลื่นยิ่ง
“เ้าทราบหรือไม่การประลอง ณ หมู่ตึกพันอักษรเริ่มขึ้นเมื่อใด?”
“เมื่อยี่สิบแปดปีก่อน ครั้งนั้นบุรุษแซ่เซียว มอบคัมภีร์พันอักษรให้เป็สมบัติของส่วนรวม”
ดรุณีในร่างเถ้าแก่ เห็นริวจิตอบได้อย่างรวดเร็วรู้สึกไม่ยินยอมพร้อมใจยิ่ง แค่นเสียงกล่าวว่า
“เฮอะ เ้ากลับทราบเื่ ชาวจงหยวนมากมายยิ่ง แล้วทราบหรือไม่ยี่สิบแปดปีก่อน ในการประลองครั้งแรก ผู้ใดได้คัมภีร์ไป?”
โยชิโอกะ ริวจิกล่าวอย่างรวดเร็ว
“มิทราบ...”
ดรุณีในร่างเถ้าแก่ร้องเพ้ย
“ไฉนคราวนี้จึงไม่ทราบ!”
โยชิโอกะ ริวจิทราบว่า นางเริ่มมีโทสะ จึงกล่าวน้ำเสียงอ่อนโยน
“ข้าพเ้าไม่ทราบ เื่ย้อนไปนานถึงเพียงนั้นหรอกแม่นางกรุณาให้ความกระจ่างได้หรือไม่”
ดรุณีในร่างเถ้าแก่ ร้องเพ้ยอีกครั้ง
“กล่าวเช่นนี้ ค่อยน่าบอกหน่อย ยี่สิบแปดปีก่อน ผู้ชนะการประลองครั้งแรกคือประมุขตระกูลฟาง บิดาของพี่เสวี่ยเฟย...”
“อืมม์ ที่แท้เป็ท่านผู้เฒ่าแซ่ฟาง บิดาของคุณชายฟางนี่เองท่านได้คัมภีร์พันอักษรไป คาดว่าการประลองครั้งที่สอง ต้องเป็ผู้ชนะอย่างแน่นอน”
“มิใช่ ท่านไม่ได้เข้าร่วมประลองครั้งที่สองผู้ชนะในครั้งนั้นคือท่านผู้เฒ่าแซ่กงซุน บิดาของคุณชายกงซุนจินิ”
โยชิโอกะ ริวจิได้ยินเช่นนั้น บังเกิดความสงสัยขึ้นในใจทันที
“เหตุใดท่านผู้เฒ่าแซ่ฟาง ไม่เข้าร่วมการประลองครั้งที่สอง?”
“นี่มิทราบได้ ท่านอาจ้าส่งมอบคัมภีร์ ต่อให้ผู้อื่นบ้างกระมัง”
โยชิโอกะ ริวจิส่ายหน้า แค่นเสียงประชดประชัน
“ไม่มีผู้ใด ใจกว้างปานนั้นหรอก”
ดรุณีในร่างเถ้าแก่ ครุ่นคิดครู่หนึ่ง พยักหน้าเห็นด้วย กล่าวต่อว่า
“เ้าอาจพูดถูก เพราะอีกเจ็ดปีต่อมา ในการประลองครั้งที่สามท่านผู้เฒ่าแซ่กงซุนเข้าร่วมประลองอีก และท่านยังคงเป็ผู้ชนะอีกครั้ง”
โยชิโอกะ ริวจิได้ยินว่า นางเห็นด้วยกับความคิดของมัน ถึงกับยิ้มกริ่มรีบกล่าวเสริมว่า
“อีกเจ็ดปีต่อมา การประลองครั้งที่สี่ ผู้ชนะคือคุณชายกงซุนจินิเท่ากับว่าคัมภีร์และหมู่ตึกพันอักษร อยู่ในความ ของตระกูลกงซุนถึงยี่สิบเอ็ดปี”
“ถูกต้อง...แต่กรณีนี้ ผู้ใดสามารถว่ากล่าวได้ ในเมื่อตระกูลกงซุนมีพลังฝีมือเหนือล้ำกว่าผู้อื่นจริง ๆ”
“ข้าพเ้ากลับทราบว่า คุณชายรองกงซุนจินผิง สนใจแต่กิจการค้าขายการประลองครั้งที่ห้านี้ คัมภีร์ต้องเปลี่ยนมืออย่างแน่นอน”
ดรุณีในร่างเถ้าแก่ กล่าวประชดประชันอีก
“เ้าช่างรู้เื่ราวดียิ่งจริง ๆ แต่...เ้าทราบหรือไม่ความจริงเมื่อเจ็ดปีก่อน ได้มีการคาดการณ์ล่วงหน้าแล้วว่า อีกเจ็ดปีให้หลังใครจะเป็ผู้ชนะการประลอง...”
“เป็ศิษย์พี่ของเ้าใช่หรือไม่?”
“มิใช่...ลืมแล้วหรือว่ากำลังพูดถึงผู้ใดอยู่...”
“หรือเป็...”
“เป็พี่เสวี่ยเฟยจริง ๆ ...”