หลังจากที่ผมโพล่งไปว่ายินดีพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจ ในที่สุดผมก็มาติดแหง็กอยู่กับแก๊งค์นักรบผ้าเตี่ยวกลุ่มนี้จนได้ ชายผิวคล้ำหน้าเหี้ยมที่ยื่นข้อเสนอให้ผมไปไปตัดหัวศัตรู คนนั้นชื่อว่านายทองอิน เป็หัวหน้ากองทหารชาวบ้านของฝ่ายสยาม ส่วนคนที่ชักดาบออกมาจะฟันคอผมชื่อว่า นายเหล็ก ส่วนนายมิ่งลูกค้าที่ผมมีคดีด้วยเขาเป็ทหารชาวบ้านธรรมดา ไม่ได้มีตำแหน่งอะไร
คนพวกนี้ยึดรถผมไว้ สั่งให้ผู้ชายถือดาบหลายคนคอยเฝ้าเอาไว้ไม่ให้คลาดสายตา
“นี่ของเอ็ง เอาไปกินซะ” นายเหล็กที่กำลังย่างไก่อยู่ โยนน่องไก่ย่างชิ้นโตที่สุกแล้วมาให้ผม
“เอ็งกินให้อิ่ม แล้วก็นอนซะ อย่าได้คิดคืนคำ หากเอ็งคิดจะหนีเอ็งตายด้วยน้ำมือข้าแน่” นายทองอินยังคงระแวงผม
ลำพังผมตัวคนเดียว แม้จะติดอยู่ที่นี่สักสามวัน ผมว่าผมอยู่ได้อยู่แล้ว จะเป็ห่วงก็แต่น้องสาว ถ้าผมไม่กลับไปภายในวันนี้น้องเพียงคงเป็ห่วงผมน่าดู อาจจะไปแจ้งความคนหายที่โรงพักเลยก็ได้
ตอนนี้ก็เริ่มค่ำ ทุกคนมาล้อมวงกินข้าวกันแล้วด้วย ผมยังคิดหาวิธีไม่ได้เลย
“เอ้ย ไอ้หนุ่ม พาหนะเองน่ะมันเป็ตัวอะไรวะ ม้าก็ไม่ใช่ เสือก็ไม่ใช่ มันกินอะไรเป็อาหารวะถึงได้เร็วปานนั้น” ชายคนหนึ่งเอ่ยถามโดยเขาคงจะหมายถึงมอเตอร์ไซค์ผมแน่นอน
“มันเรียกว่ามอเตอร์ไซค์ขอรับ เป็สัตว์ป่าหายาก ข้าเข้าไปจับมาจากป่าหิมพานต์ กินน้ำมันเป็อาหาร” ผมโม้โชว์พาวไปสักหน่อย
“เอ็งเคยไปป่าหิมพานต์มาจริงรึ” ชายคนเดิมทำตาโตเป็ประกาย เขาดูจะเชื่อสิ่งที่ผมพูด
ตอนนี้ผู้คนที่ได้ยินบทสนาเหล่านี้เริ่มเข้ามาห้อมล้อมผมมากขึ้น
“เอ็งโม้รึป่าว พูดลอยๆใครก็พูดได้”
“ใช่ๆ หน้าอย่างเอ็งมีปัญญาขนาดนั้นเชียวรึ”
เหล่าคนที่มาห้อมล้อมต่างพากันยิงคำถามบ้างก็พูดจาบูลลี่ใส่ผม
“ข้าเลี้ยงกุมารทองด้วยนะขอรับ ข้าจะเรียกออกมาตอนนี้เลยก็ได้ แต่ข้ากลัวว่าพวกท่านจะกลัวจนหัวหดซะก่อน” ผมโม้กลับไปอย่างไม่ยอมแพ้ ผมไม่ยอมดูเป็ไอ้กากให้คนพวกนี้หัวเราะเยาะหรอก
“ข้าไม่กลัวหรอก แน่จริงก็ออกมา” นายเหล็กพูดท้าทาย
“Hi ยูมิ”
[สวัสดีค่ะ มีอะไรให้ยูมิรับใช้ ว่ามาได้เลยค่ะ]
“เห้ย เสียงใครวะ” เสียงปริศนาของหญิงสาวดังขึ้น เหล่าชายฉกรรจ์ที่หัวเราะเยาะผมเมื่อกี้เริ่มหันหาเสียงปริศนากันให้วุ่น
“Hi ยูมิ ค้นหาข้อมูลเบื้องต้นของนายมิ่งขวัญยืน” ผมสั่งให้ค้นหาประวัตินายมิ่งลูกค้าที่ไม่ยอมรับของผม
[นายมิ่ง ขวัญยืน อายุ 28 ปี เกิดที่เมืองสองแคว ปัจจุบันอาศัยอยู่กับเมียชื่อนางเมี่ยง มีอาชีพทำสวน ล่าสุดสั่งลิปสติก…]
“พอ” เมื่อเห็นทุกคนอึ้งอ้าปากค้างผมจึงสั่งให้ยูมิหยุดพูด
“เอ็งเลี้ยงกุมารทองจริงๆ ข้าไม่เคยบอกผู้ใดเลยว่าข้าเกิดที่เมืองสองแคว ข้าเชื่อเอ็งแล้ว” เจอลูกไม้นี้ไป สายตานายมิ่งที่มองผมตอนนี้ช่างต่างกับตอนแรกที่เจอกัน ตอนนี้เขาดูเชื่อใจผมมากขึ้น คนอื่นๆก็เริ่มจะคล้อยไปด้วย
“งั้นเอ็งกับกุมารทองของเอ็งก็รีบคิดหาวิธีจัดการนายกองฝ่ายนู้นสักทีสิ” คงจะเหลือแต่นายทองอินผู้เป็หัวหน้าที่ดูท่าคงไม่เชื่อผมง่ายๆ
ผมเหม่อมองไปยังมอเตอร์ไซค์คู่ใจก่อนจะนึกอะไรออก
“ข้าคิดได้แล้ว ข้ามีวิธีที่จะไปถึงค่ายศัตรูภายในคืนนี้” ผมยืนขึ้นกล่าวกับทุกคนด้วยความมั่นใจ
“ไม่มีทาง พวกข้าเดินทางยังใช้เวลาหลายเดือน ถึงเ้าจะมีสัตว์วิเศษจากป่าหิมพานต์ก็ไปไม่ถึงภายในคืนเดียวหรอก”นายเหล็กพูดจาสบประมาทผมสุดๆ
“ข้าทำได้แน่นอนขอรับ ขอเพียงคนไปกับข้าสักคน”
“ข้าเอง” นายมิ่งเสนอตัว
“ไม่ต้อง ข้าเอง ข้าไม่ไว้ใจพวกเอ็ง ไอ้มิ่ง หากเอ็งเป็ไส้ศึกจริง เท่ากับข้าปล่อยงูเห่าให้รอดไปถึงสองตัว” นายทองอินอาสาไปกับผมเองเพราะความไม่ไว้ใจ
สรุปคืนนี้นายทองอินกับผมจึงออกเดินทางไปยังค่ายศัตรู
“ขึ้นมาเลยครับ” นายทองอินยืนมองม้าเหล็กของผมด้วยหน้าเหยเกก่อนจะค่อยๆยกขาพาดข้ามเบาะขึ้นมาซ้อนท้ายผมอย่างเก้ๆกังๆ
“กระเถิบเข้ามาอีกสิครับพี่ ม้าข้าแรงนะ เดี๋ยวก็ตกลงไปคอหักตายพอดี”
“ใครพี่เอ็งวะ” น้ำเสียงเข้มดังมาจากข้างหลังผม
“ไม่ให้ข้าเรียกว่าพี่ แล้วจะให้ข้าเรียกว่าเอ็งหรือขอรับ” ผมถามกลับไป
“เออๆ พี่ก็พี่วะ อย่าพูดให้มากความ ออกเดินทางได้แล้ว” พี่ทองอินตอบผมด้วยน้ำเสียงรำคาญเต็มแก่
“จัดไปครับลูกพี่”
“Hi ยูมิ ค้นหาและนำทางไปยังค่ายศัตรู”
[รับทราบค่ะ ค้นหาและนำทางไปยังค่ายศัตรู]
ตอนนี้รอบตัวของพวกเราเป็ป่า มืดมิดมาก แสงจันทร์ในคืนเดือนมืดไม่เพียงพอที่จะเดินทางยามค่ำคืน แสงจากไฟหน้ารถมอเตอร์ไซค์ผมเพียงความหวังเดียวที่ทำให้เราพอขับฝ่าความมืดนี้ไปได้ บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัด เสียงรถมอไซผมจึงรู้สึกดังขึ้นเป็พิเศษ
“เอ็งบอกให้ม้าเหล็กของเอ็งวิ่งเงียบๆไม่ได้รึ เสียงดังเยี่ยงนี้พวกมันคงได้ยินกันหมด” พี่ทองอินเอ่ยขึ้น
“ไม่ได้ขอรับ รุ่นนี้ถ้ามันไม่ร้องดังมันจะวิ่งช้าขอรับ”
“งั้นรึ”
“ไม่ต้องห่วงไปหรอกขอรับ ถ้าท่านอยากฆ่านายกองฝั่งนู้นนักก็เตรียมดาบไว้ให้พร้อมเถอะขอรับ”
“แต่ทำไมเราต้องอยากฆ่าเขาขนาดนั้นด้วยขอรับ” ผมถามออกไปเพราะความรู้สึกไม่ดีเท่าไหร่ที่รู้ว่าต้องไปฆ่าคน
“นี่เอ็งไม่รู้จริงๆรึ พวกมันเข้ามารุกรานแผ่นดินเรา ฆ่าแกงคนในแผ่นดินเราเป็ผักปลา จับคนไปเป็ทาสมากมาย บัดนี้ก็ยังตั้งค่ายอยู่ในแผ่นดินเราอีก ถ้าข้าไม่ฆ่ามัน จะปล่อยให้มันเข้ามาย่ำยีแผ่นดินเราอีกรึ”
“ไปปราบคนชั่วรุกรานแผ่นดินไยเ้าต้องคิดให้มากความ” พี่ทองอินพูดเหมือนรู้ว่าผมกังวลเื่อะไรอยู่
คงเพราะผมเป็คนยุคใหม่ เกิดมาไม่เจอาอะไร ได้เคยได้ััถึงความโหดร้ายของาเหมือนที่พวกเขาได้เจอ ผมจะเอาความคิดใจดีมีเมตตาไปยัดเยียดให้คนเหล่านี้ก็คงไม่ได้ ผมคงต้องปล่อยให้เป็ไปตามธรรมชาติที่คนยุคนี้จะต้องฆ่าแกงกัน อีกอย่างที่พวกเขาทำก็เพื่อปกป้องชีวิตครอบครัวและแผ่นดินเอาไว้ให้คนรุ่นหลัง เอาวะ
[อีก 500 เมตรจะถึงที่หมาย] เสียงระบบนำทางเตือน
“Hi ยูมิ ระบุตัวนายกอง”
[รับทราบค่ะ ระบุตัวนายกอง…ผู้ชายชุดเกราะสีเงินที่ยืนอยู่คนเดียวใต้ต้นไม้ใหญ่ค่ะ]
ผมจอดรถเพื่อแอบซุ่มดูให้แน่ใจว่าใครคือนายกอง ดูเหมือนจะเจอเป้าหมายตามที่ยูมิบอก
“พี่ทองอิน เตรียมดาบไว้ให้ดีนะขอรับ ข้าจะขับเข้าไป ขอให้ท่านรีบสังหารในดาบเดียว”
“ได้” พี่ทองอินตอบสั้นๆด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
บรื้นๆๆ ผมเร่งเครื่องเต็มที่ขับพุ่งเข้าไปไม่สนหน้าอินหน้าพรหม เปิดก่อนได้เปรียบ เพราะถ้าช้าผมกับพี่ทองอินได้ตายอยู่ที่นี่แน่
“เห้ย อะไรวะนั่น”
“ท่านนายกองงง ระวัง” เสียงนกเสียงกาโวยวายกันระงม แต่ถึงแบบนั้นกว่าจะรู้ตัวก็ตอบสนองช้ากว่าที่ควรจะเป็อยู่ดี
แสงไฟหน้ารถสาดส่องไปยังนายกองตรงนั้น ผมเห็นเขาเบิกตาโตด้วยความใกับสิ่งที่พุ่งเข้ามา
ชับ เสียงดาบตัดไปที่ลำคออย่างไม่พลาดเป้า ผมขับอย่างเดียวโดยไม่หันกลับไปมองสิ่งนั้น
“ท่านนายกองงง ท่านนายกองขอรับ”
“พวกมันเป็ใครบังอาจลอบสังหารท่านนายกอง”
“ไปตามจับมันมาให้ได้” เสียงโวยวายระงมจากผู้คนข้างหลัง
“กุบกับๆ” เสียงฝีเท้าของม้าที่ถูกควบตามมาหวังเอาชีวิตผมกับพี่ทองอิน
ปัก ปัก ปัก เสียงลูกธนูหลายดอกแหวกอากาศมาด้วยความเร็วสูงปักเข้าที่ต้นไม้ โชคดีที่มันมืด พวกคนที่ไล่ตามมาจึงมองเห็นพวกเราไม่ชัดเท่าไหร่
“ชิบหายแล้ว รีบหนีเร็วๆสิวะ”
“เร่งอยู่ครับพี่”
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ผมต้องรีบหนีตายโดยไม่ทันได้ดูทาง ทำให้หลงออกมานอกเส้นทางที่ระบบนำทางบอก
“พักแถวนี้สักพักเถอะ ให้พวกมันไปก่อน ม้าเหล็กนี่ร้องไม่หยุด ไม่งั้นมันคงตามไปได้จนถึงที่พวกเราอยู่” พี่ทองอินเสนอไอเดีย
ผมกับพี่ทองอินจึงจอดรถลงไปนั่งกันอยู่ในความมืด ไร้การพูดคุยใดๆ มีเพียงเสียงจิ้งหรีดกับเสียงฝีเท้าม้าจากที่ไกลๆ พวกผมนั่งกันอยู่แบบนั้นสักพักใหญ่ๆจนเสียงฝีเท้าม้าเงียบลงสนิทจึงออกเดินทางต่อ
“ไปกันเถอะครับพี่ ผมอยากกลับบ้านแล้ว”
“อืม”
ตลอดทางกลับไม่มีบทสนทนาใดๆระหว่างผมกับพี่ทองอิน
“เห้ยพวกเรา สองคนนั้นกลับมาแล้ว”
“เป็อย่างไรบ้างขอรับ” นายเหล็กรีบเข้ามาถามพี่ทองอินด้วยความตื่นเต้น
“ข้าตัดหัวนายกองมันตายโหงไปแล้ว ยังไง่นี้มันก็ต้องถอยทัพไปก่อน” พี่ทองอินตอบ
“เฮ เฮ” เสียงคนพวกนี้โห่ร้องดีใจกันยกใหญ่
ผมก็รู้สึกดีใจกับพวกเขานะ แต่ตอนนี้ผมรู้สึกเหนื่อยล้าเต็มทน ั้แ่เมื่อวานตอนเช้าจนตอนนี้เกือบรุ่งเช้าอีกวันที่ผมยังไม่ได้นอน แถมยังต้องหนีตายอีก
“ข้าขอบใจเอ็งมาก ถ้าไม่ได้เอ็งกับเ้าม้าเหล็ก พวกเราคงต้องเดินเท้ากันอีกนาน อีกอย่างการสู้กันซึ่งๆหน้าอาจมีคนของเราต้องนองเื ขอบใจเ้าจริงๆ” พี่ทองอินผู้ไม่เคยเชื่อใจผมเลยตอนนี้กลับพูดขอบคุณผมทั้งน้ำตารื้น
“ขอรับ”
“ข้าขอโทษด้วยที่มองเอ็งผิดไป ไอ้มิ่งด้วย ข้าขอโทษเอ็ง”
“พวกข้าด้วย” ชายฉกรรจ์ทั้งหลายที่เคยนินทาผมต่างเข้ามาขอโทษ
นี่มันฉากจบของละครดราม่าอะไรกันครับเนี่ยผมอยากกลับบ้าน
“ข้ารับคำขอโทษของพวกท่าน พี่มิ่ง พี่ช่วยรับของได้รึยังขอรับ” ผมถามพี่มิ่งแล้วล้วงกล่องของขวัญสีแดงออกมา
“รับๆ เอามาให้ข้า ฮ่าๆๆ ข้าจะเอาไปให้เมียข้าใช้” พี่มิ่งตอบเขินๆ
“อะไรของเอ็งรึ” พี่ทองอินถามพี่มิ่งที่กำลังเซ็นชื่อรับของให้ผมอยู่
“มันเรียกว่าลิปสติกน่ะขอรับ เหมือนชาดทาปาก แต่เป็แท่งๆ ดูท่าจะใช้ได้นานดี เมียข้าน่าจะชอบ” ผมเห็นพี่มิ่งพูดด้วยรอยยิ้มแววตาเป็ประกายเมื่อพูดถึงครอบครัว ทำให้ผมนึกถึงน้องสาวขึ้นมาเลย น้องคงจะห่วงผมแย่แล้ว
“พวกพี่ ข้าลาก่อนนะขอรับ”
“จะรีบไปไหน เอ็งทำความดีความชอบ ไม่กลับไปหาขุนหลวงกับพวกข้ารึ” พี่ทองอินถามผม
“ไม่ล่ะขอรับ ข้าไม่ประสงค์ออกนาม ข้าลาล่ะ” ผมตอบอย่างง่วงๆก่อนจะรีบสตาร์ทรถ
“พวกข้ายังไม่รู้จักชื่อเอ็งเลย” นายเหล็กถามผม
“ข้าชื่อปักษาขอรับ” ผมเหลียวหลังกลับมาตอบก่อนจะแว๊นมอไซออกไป ทิ้งความเท่ไว้ให้พวกพี่ๆเขาจดจำ