เป็เวลา 3 วันแล้วที่หลี่เฉิงเฉียนพยายามหาห้องลับ แต่หาเท่าไหร่ก็ยังหาไม่เจอ เดิมคิดจะถอดใจ แต่อีกใจก็บงการให้อย่าหมดหวัง ตำหนักทั้งตำหนักถูกทหารเข้ามารื้อค้นยังไม่พบห้องลับ แล้วเขาพึ่งเข้ามาอยู่ได้ไม่ถึงเดือนจะหาเจอง่ายๆ ได้อย่างไร คงต้องแก้ปัญหาตรงหน้าของตนเองก่อน หลี่เฉิงเฉียนนั่งจ้องหน้ากับเ้าผักดองสองจานเป็เวลานาน เขาเคาะนิ้วบนโต๊ะอย่างใจลอย ก่อนจะหันไปถามขันทีเกา
“ หน้าหนาวพวกเ้าหาผักสดได้จากที่ไหน ? ”
ขันทีเกาถอนหายใจก่อนจะอธิบายการใช้ชีวิตในฤดูหนาวของพวกตน ข้าทาสอย่างพวกเราอยู่กันอย่างตามมีตามเกิด มีข้าวต้มให้กินพออิ่มท้องไปวันๆ ก็ถือว่าดีมากแล้วขอรับ บางคนโชคดีได้นายดีก็เหมือนขึ้น์ บางคนได้นายไม่ดีหากทำผิดหรือทำอะไรให้ไม่พอใจ ก็เหมือนตกนรกทั้งเป็ เพราะเลือกเกิดไม่ได้หากเลือกเกิดได้ก็ไม่มีใครอยากจะเกิดเป็ทาสขอรับ. ฤดูหนาวเมืองหลวงจะไม่มีผักสดกินขอรับ เนื่องจากหน้าหนาวเมืองหลวงไม่สามารถปลูกผักได้ ถ้าจะขนส่งจากแดนใต้ก็ไกลเกินไปไม่ทันมาถึงก็เน่าเสียก่อนขอรับ
“ เ้าพอจะหาเมล็ดพันธุ์พืชให้ข้าได้หรือไม่ ?”
หลี่เฉิงเฉียนเอ่ยถาม ขันทีเกายิ้มแหยๆ เมล็ดพันธุ์พืชต้องฝากให้ขันทีจัดซื้อเป็ผู้ออกไปซื้อจากนอกวังเข้ามาให้ขอรับ ในวังเมล็ดพันธุ์พืชจะมีแค่ในคลังหลวงเท่านั้น หาก้าต้องลงบันทึกเบิกกับเ้าหน้าที่คลังหลวงขอรับ จะมีก็แต่เมล็ดธัญพืชบางชนิดที่ห้องเครื่องเบิกมาแล้วยังเหลืออยู่ใช้สำหรับทำอาหารขอรับ
“ แล้วเหล้าครั้งก่อนยังพอหาได้มั้ย ? ”
และแล้วคำถามที่ทำให้ขันทีเกาหนักใจก็มาถึง ถ้าเป็สุราไหใหญ่ น่าจะไม่ได้แล้วขอรับครั้งก่อนข้าน้อยเอาเงินติดสินบนเ้าหน้าที่กองสุราจึงได้มา ตอนนี้ข้าน้อยยังไม่มีเงินขอรับ แต่ถ้าไหเล็กๆก็พอขอมาให้ได้อยู่ขอรับ หลี่เฉิงเฉียนคิดอยู่นานก่อนจะออกความอุบาย ข้าจะให้เ้าเอาปลาเผาไปคารวะเ้าหน้าที่ให้เหล้ากับเกลือมา ข้าคิดว่าเ้าอาจจะพอได้อะไรติดไม้ติดมือมาบ้าง หากเป็ไปได้ ข้าจะขอแลกปลาเผาหนึ่งตัวกับเหล้าไหเล็กสามไห ถ้าเป็ห้องเครื่องข้าขอแลกปลาเผาหนึ่งตัวกับ เกลือหนึ่งเหลี่ยง น้ำผึ้งหนึ่งไห และเมล็ดถั่วเขียวหนึ่งเหลี่ยง ก็พอ ขันทีเกาได้ฟังอุบายของเ้านายก็ตอบรับยิ้มตาหยี เพราะรู้แล้วว่าวันนี้ตนจะมีลาภปาก
ยามโหย่ว หลี่เฉิงเฉียน และ ขันทีเกา ต่างอิ่มหนำสำราญกับปลาเผามื้อนี้ ก่อนจะแบ่งปลาสองตัวให้ขันทีเกาติดมือไปทำตามคำสั่ง ขันทีเกาเก็บกวาดสิ่งของ ก่อนจะขอตัวออกไปทำภารกิจที่ได้รับมอบหมาย แต่ก่อนที่จะไปหลี่เฉิงเฉียนถามขันทีเกา ว่ารู้จักยู่หมี่หรือไม่ ? ขันทีเกาพยักหน้ารู้จัก ก่อนจะบอกว่ามันเอาไว้เป็อาหารม้าขอรับ หลีเฉิงเฉียนจึงให้เขาเอามาด้วย ขันทีเการับทราบก่อนจะขอตัวจากไป
ขันทีเการีบเดินทางมุ่งหน้าสู่ตำหนักห้องเครื่อง หันซ้ายแลขวามองหาเ้าหน้าที่ดูแลห้องเครื่อง เมื่อหาเจอแล้วจึงเดินเข้าไปหาพร้อมกับทำความเคารพ
“ คารวะใต้เท้า ”
ขันทีเกาทำความเคารพอย่างนอบน้อม ขันทีผู้ดูแลห้องเครื่องพยักหน้ารับ ขันทีเการีบเขาไปประจบประแจง
“ ครั้งก่อนที่ได้รับความเมตตาจากใต้เท้ามอบเกลือให้ข้าน้อย วันนี้จึงนำปลาเผามาให้แทนคำขอบคุณขอรับ ”
ขันทีเกากล่าวทั้งรีบยื่นปลาเผาอุ่น ๆ ในปิ่นโตให้ขันทีห้องเครื่อง พร้อมจัดแจงหาที่นั่งให้ทันที เชิญนั่งด้านนี้ก่อนขอรับลองชิมปลาเผาฝีมือผู้ต่ำต้อยของข้าน้อยดูก่อนขอครับว่าพอทานได้หรือไม่ขอรับ ขันทีเการีบจัดแจงยื่นตะเกียบให้ด้วยความสุภาพ
ขันทีห้องเครื่องรับตะเกียบ นานแล้วที่ไม่ได้กินจานเนื้อทุกวันกินแต่ข้าวต้มผักดอง ว่าแล้วก็รีบคีบเนื้อปลาเข้าปากทันที เมื่อลิ้นััรสชาติของเนื้อปลา ในตาเบิกโพลง รีบคีบคำต่อ ๆ มาโดยไม่สนใจใครเหมือนว่านั่งอยู่คนเดียว เมื่อเนื้อปลาชิ้นสุดท้ายเข้าปาก ขันทีห้องเครื่องนั่งหลับตานิ่งค้าง ตกอยู่ในภวังค์ ดื่มด่ำกับรสชาติแห่งสรวง์ ความสดใหม่ของเนื้อปลา ความเค็มที่ช่วยดึงความหวานของเนื้อปลา มันช่างเจิดจ้าเสียเหลือเกิน เขาไม่เคยได้ลิ้มรสปลาเผาที่รสชาติดีเช่นนี้มาก่อน ขันทีห้องเครื่องชมฝีมือการทำอาหารของขันทีเกาไม่หยุด
“ หากเ้ามีอะไรที่ข้าพอช่วยได้ ขอแค่มีอะไรติดไม้ติดมือมาก็พอ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ”
ขันทีห้องเครื่องกล่าวอย่างพอใจพร้อมกับตบบ่าขันทีเกาเบา ๆ ทันทีเการีบโค้งคารวะขันทีห้องเครื่องซ้ำ ๆ ก่อนจะขอตัวไปทำธุระต่อไป
ขันทีเกาเดินลัดเลาะจากตำหนักหนึ่งไปโผล่ตำหนักหนึ่ง จนถึงจุดมุ่งหมายถัดมา เขาค่อย ๆ เดินอย่างระมัดระวังเข้าไปในตำหนักกองสุรา เห็นขันทีคนหนึ่งกำลังนั่งสัปหงก จึงค่อย ๆ เรียก “ ใต้เท้า ใต้เท้า ใต้เท้าขอรับ ” ขันทีเกาเรียกอยู่หลายครั้ง กว่าขันที่ตำหนักกองสุราจะตื่น ขันทีกองสุราชักสีหน้าไม่พอใจ ขันทีเการีบเข้าไปสอพลอ
“ คารวะใต้เท้า ผู้น้อยนำปลาเผามาคารวะแทนคำขอบคุณขอรับ ”
รสชาติดีนะขอรับ เชิญใต้เท้าลองทานก่อนขอครับ กินทานคู่กับสุราจากกองสุราแล้ว เลิศรสมากเลยขอรับ ขันทีเกาประจบประแจง รีบวางปิ่นโตพร้อมยื่นตะเกียบให้เหมือนรู้งาน ขันทีกองสุรารับตะเกียบมาแบบ ๆ งง ๆ คีบปลาเข้าปาก พยักพอใจไม่หยุด ก่อนจะก้มไปหยิบสุรามา หนึ่งไหเล็ก ขันทีเกาขันอาสาเป็คนรินสุราบริการให้อย่างดี ระหว่างกำลังเพลิดเพลิน มีเสียงดังกัมปนาท มาจากด้านหลัง ขันทีทั้งสองสะดุ้งโหยง
“ พวกเ้าทำอะไรกันอยู่ .!!! ”
ขันทีาุโตวาดเสียงดัง
ขันทีเกา และ ขันทีกองสุรา ละล่ำละลัก รีบทำความเคารพกันเป็พัลวัน ก่อนที่ขันทีเกาจะรีบอธิบาย ขออภัยขอรับใต้เท้า ข้าน้อยเป็ขันทีจากตำหนักตงกง นำปลาเผามาคารวะ ขันทีกองสุราที่มีเมตตาเผื่อแผ่สุราให้ข้าน้อยขอรับ เมื่อขันทีาุโได้ฟัง ก็เข้าใจได้ว่าสุราที่ได้รับไปน่าจะเอาไปให้ หลีเฉิงเฉียนดื่ม แต่ที่น่าแปลกใจคือ ตำหนักตงกง เอาปลาเผามาจากไหน ขันทีกองสุรารีบกล่าว
“ ขันทีเผิงขอรับ ปลาเผารสชาติดีมากเลยขอรับ ลองชิมสักหน่อยมั้ยขอรับ ? ” ขันทีกองสุรารีบส่งตะเกียบอันใหม่ให้ขันทีาุโ ขันทีเผิงรับตะเกียบมาชิมดู ยังต้องกล่าวชม เพราะปลาเผารสชาติดีจริง ๆ ก่อนจะถามขันทีน้อย
“ เ้าชื่อว่าอะไร ”
“ ข้าน้อย เกาหยวน ขอรับรับหน้าที่ดูแลตำหนักตงกงขอรับ ” ขันทีเกาตอบด้วยท่าทางสุภาพ
“ คนคนนั้นเป็อย่างไรบ้าง ” คำถามที่ไม่เอ่ยชื่อแต่ก็รู้ว่าถามถึงใคร ขันทีเกาก้มหน้าตอบเสียงค่อย
“ ร่างกายภายนอกหายดีใกล้จะเป็ปกติแล้วขอรับ ส่วนภายในยังต้องใช้เวลาสักระยะขอรับ ”
“ จงจำเอาไว้ ใต้พระบาทโอรส์ไม่มีอะไรที่พระองค์ไม่รู้จะทำอะไรให้ระมัดระวังให้มาก หาก้าอะไร ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงให้มา หาข้า ขันทีเผิง ที่ตำหนักคุนหนิง หรือหากมีเหตุด่วนเหตุร้ายก็ให้รีบมาพบข้า ” ขันทีาุโกล่าวตักเตือนพร้อมให้ที่พักพิงก่อนจะเดินจากมา ขันทีทั้งสองทำความเคารพตามหลังอย่างนอบน้อม
ขันทีเผิงรีบกลับตำหนักคุนหนิง นำความไปกราบทูลข่าวคราวที่ได้รับมา ให้ฮองเฮาจ่างซุนฟัง
“ รสชาติของปลาที่เ้าได้ชิมเป็อย่างไรบ้าง ”
ฮองเฮาถามด้วยความคาดหวัง ขันทีเผิงกล่าวรายงานโดยไม่ใส่สีใส่ไข่ รสชาติเป็เลิศยิ่งนัก เนื้อปลาหวาน มีความเค็ม แต่กับไม่มีรสขมติดปลายลิ้น ยิ่งได้ทานยิ่งยากวางตะเกียบ พะยะค่ะ ฮองเฮาพยักหน้าพอพระทัย
“ ร่างกายแข็งแรงก็ดีมากแล้ว เปิ่นกงหวังว่าคนผู้นั้นจะสำนึกผิด กับสิ่งที่เขาได้ทำลงไป ”
ฮองเฮากล่าวอย่างโล่งใจที่ได้รับข่าวของบุตรชายคนโตของตน
ทางด้านขันทีเกาเมื่อ ร่ำลาขันทีกองสุราแล้ว จึงรีบไปที่คอกม้าเพื่อขอ ยู่หมี่ ตามที่หลี่เฉิงเฉียน้า
เป็เวลา 3 ถึง 4 วัน ที่ขันทีเกาเทียวไล้เทียวขื่อ ระหว่างตำหนักห้องเครื่อง และตำหนักกองสุรา กว่าที่จะได้ของครบตามที่หลี่เฉิงเฉียน้า
ในระหว่างที่รอของจากขันที่เกา หลี่เฉิงเฉียนยังคงพยายามหาห้องลับต่อไป เมื่อเหนื่อยจากการหาห้องลับ ก็มานั่งจิบชาอยู่หน้าตำหนัก มองนกมองไม้ไปเลื่อย นึกขึ้นได้ว่าต้องเตรียมของไว้เผื่อขันทีเกาหาของมาได้เร็ว จึงเดินเข้าไปในห้องครัว รื้อค้นหาไหเปล่า ตะกร้าหวาย เศษผ้าสะอาด ก่อนจะหยิบตะกร้าหวายมาหนึ่งใบแล้วเดินไปตามระเบียงขวามือ ระหว่างเดินก็มองดูต้นบ๊วยว่าพอมีลูกสดอยู่หรือเปล่า ถ้าแย่หน่อยคงจะต้องเก็บลูกบ๊วยที่ตกจากต้นแทน เมื่อเดินมาถึงจุดหมาย ไม่รอช้าค่อย ๆ ดึงกิ่งบ๊วยลงมาเก็บผลบ๊วยสดใส่ตะกร้า ประมาณ 2 เค่อก็ได้ประมาณ 3 จินก็พอ เดินกลับไปเก็บดอกเก๊กฮวยต่ออีกนิดก็ได้เต็มตะกร้า ก่อนจะนำดอกเก๊กฮวยและผลบ๊วยไปแช่น้ำล้าง และผึ่งให้แห้ง
หลี่เฉิงเฉียนสาละวน อยู่ 3 ถึง 4 วัน ขันทีเกาก็เอาของที่สั่งไว้มาให้ครบทุกรายการ
“ เป็อย่างไรบ้างได้ของครบหรือไม่ .? ” หลี่เฉิงเฉียนเอ่ยถามในระหว่างที่มือก็รินช้าไปด้วย ขันทีเกาเมื่อเดินมาถึงก็ทำความเคารพนายของตน
“ คารวะคุณชาย ของที่ท่านให้ข้าน้อยไปหาได้มาครบแล้วขอรับ ” ขันทีเกาตอบคำถามยิ้มตาหยี
“ ขอบคุณเ้ามาก ”
หลี่เฉิงเฉียนยื่นจอกชาให้ขันทีเพื่อดับกระหาย
“ ขอบคุณขอรับคุณชาย ”
ขันทีเการับจอกชา กลิ่นของดอกเก๊กฮวยลอยมาเตะจมูกทำให้รู้สึกสดชื่น มีชีวิตชีวา เมื่อยกดื่มชาเก๊กฮวย ลิ้นััได้ถึงความหวานจากธรรมชาติ ก่อนจะไหลสู่ลำคอ
“ ชาดี ชาดี ชาดีขอรับ ..!!! ”
ขันทีเกาเอ่ยชมชาเก๊กฮวยไม่ขาดปาก หลี่เฉิงเฉียนพยักหน้ารับก่อนจะเทให้ส่งอีกจอก เมื่อขันทีเกาหายเหนื่อย หลี่เฉิงเฉียนสั่งให้ไปติดเตาไฟ พร้อมกับหยิบสุราและน้ำผึ้ง เข้าไปในครัว
หลี่เฉิงเฉียนนำไหเปล่า ผ้าขาวสะอาด ที่เตรียมไว้ไปนึ่ง ประมาณ 2 เค่อ ก่อนจะใส่ลูกบ๊วยสดที่เตรียมไว้ลงไปในไห ใส่น้ำผึ้ง และตบท้ายด้วยสุรา ในประมาณที่เท่า ๆ กัน ปิดไหด้วยผ้าขาวสะอาดหลายผืน ก่อนจะมัดปากไหให้แ่า และนำไปเก็บไว้ในที่มืด หลี่เฉิงเฉียนทำเหล้าดองบ๊วยได้ 2 ไหใหญ่ ต้องดองทิ้งไว้ 6 เดือนถึงจะกินได้
หลีเฉิงเฉียนตัดสินใจทำเหล้าดองอีก 1 ไหแต่ครั้งนี้ใส่น้ำเปล่าแทนเหล้า ระยะเวลาหมักแค่ 3 วัน
วันที่ 3 ของการหมักเหล้า ขันทีเกาและหลี่เฉิงเฉียนช่วยกันดายหญ้าทั้งตำหนัก กว่าจะเสร็จก็ยามเซิน ทั้งสองนั่งพักกันที่หน้าตำหนักหอนอน หลี่เฉิงเฉียนถามถึงเหตุการณ์ภายนอกตำหนักซึ่งได้คำตอบก็คือเื่เดิม ๆ หลี่เฉิงเฉียนเดินไปหยิบเหล้าบ๊วยที่หมักไหสุดท้าย ออกมาดื่ม
ป๊อกกกก ..!!! ซ่าาาาา..!! หลี่เฉิงเฉียนเป็ไหสุรากลิ่นแอลกอฮอล์ตลบอบอวน ขันทีเกาให้ความสนใจกับเสียงแปลกประหลาดเพราะปกติเหล้าที่เคยดื่มก็ไม่ได้มีเสียงซ่าให้ได้ยิน หลี่เฉิงเฉียนรินเหล้าใส่ชามกระเบื้องและทดลองดื่ม
“ อื้มมมม… ใช้ได้ ” หลี่เฉิงเฉียนพอใจกับน้ำแอลกอฮอล์ตรงหน้า มันไม่ใช้เหล้าบ๊วยแต่มันคือ เบียร์ที่เขาหมักด้วยลูกบ๊วยน้ำผึ้งและน้ำเปล่า เขาใช้ยีสต์ธรรมชาติจากเปลือกผลบ๊วย ใช้ความหวานจากน้ำผึงเป็อาหาร และได้ความซ่าจากก๊าซที่ยีสต์ปล่อยออกมา หมัก 3 วันกำลังดี เบียร์เย็นเพราะยามนี้เป็หน้าหนาว หลี่เฉิงเฉียนรินให้ขันทีเกาลองดื่ม เหล้าเย็นที่มาพร้อมความซ่า เปิดโลกทัศน์ให้กับขันทีเกาโดยสิ้นเชิง
“ ไอ๊…หยาาาา ” ขันทีเกาอุทานเสียงหลง เขาไม่เคยพบเจอเหล้าเช่นนี้มาก่อน มันขม นุ่มละมุน ซ่าซาบซ่านถึงใจ ความเหนื่อยล้าทั้งวันหายไปกับสายน้ำเมา เขารุกขึ้นคารวะหลี่เฉิงเฉียนด้วยความเลื่อมใสจากก้นบึ้นของหัวใจ ยามห้ายคำคืนแห่งความสุขของนายบ่าวจึงสินสุดลง
หนึ่งคอมเม้นต์ คือหนึ่งกำลังใจ
ติเพื่อก่อ เยินยอไม่เหลง