เมวิสเดินออกจากตู้ไปเข้าห้องน้ำระหว่างทางเดินกลับเธอเห็นนักเรียนหลาย ๆ คนกำลังเก็บข้าวของเตรียมพร้อมที่จะลงจากเรือเหาะเธอหยิบไม้กายสิทธิ์ออกมา ใส่ความตั้งใจลงไปตามที่ทิวลี่บอก ลองเสกคาถาฟองสบู่อีกครั้งคราวนี้มีฟองอากาศออกมาจากปลายไม้กายสิทธิ์ เธอเบิกตากว้างเมื่อคาถาสัมฤทธิ์แววตาลุกวาวด้วยความดีใจ ʻฉันทำได้แล้ว เย่!ʼ
แต่ทันใดนั้นเองฟองอากาศก็ค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้น ลอยตรงไปที่เด็กหนุ่มข้างหน้าที่เดินสวนมาเขาถูกดูดเข้าไปในฟองอากาศลอยหมุนไปตามทางเดินหน้าตู้ที่นั่งเขาตีลังกาอยู่ในฟองสบู่ขนาดั์
“ช่วยด้วย! หยุดมันทีสิ!”เด็กหนุ่มโหวกเหวกโวยวายอย่างใ เมวิสวิ่งตามไปสีหน้าร้อนใจดวงตาทั้งสองเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก
“เกิดอะไรขึ้นน่ะ! ฉันได้ยินเสียงร้องของคาลิกซ์ เห้ย!!” เด็กหนุ่มผมบลอนด์ร้องขึ้น ทำสีหน้าตกอกใ
“นี่เธอทำบ้าอะไรของเธอน่ะ ยัยแว่น! คาลิกซ์!” ตามมาด้วยเสียงของเด็กสาวผมบลอนด์ที่ใไม่แพ้กัน
“พอจะมีอะไรคม ๆ มาตัดฟองอากาศนี่มั้ย” ทิโมธีพูดอย่างร้อนรน พยามช่วยฉีกฟองสบู่ให้ขาดพร้อมกันกับเมวิสที่ช่วยฉีกฟองอากาศเช่นกัน
“ขอโทษนะ ฉันไม่ได้ตั้ง จริง ๆ”
เสียงโวยวายของคาลิกซ์ทำให้คนที่นั่งอยู่ในตู้ที่นั่งใกล้ ๆ วิ่งออกมามุงดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าอย่างสนอกสนใจ
“เอามันออกทีเซ่! รีบช่วยฉันออกไป!” คาลิกซ์ร้องโวยวายไม่หยุด
“ฮะฮ่า ๆ ๆ” ลุคหัวเราะเสียงดังขำขันกับเหตุกาณ์ตรงหน้า เขาคิดว่ามันตลกมาก ๆ ที่มีคนหลายคนพยายามฉีกฟองสบู่ที่บรรจุเพื่อนของเขาอยู่โดยเฉพาะสภาพที่ห้อยหัวอยู่ของเด็กหนุ่มผมแดง
“นี่อย่ามัวแต่หัวเราะสิ! ลุคนายรีบช่วยเพื่อนนายสิ!เพื่อนนายจะตายอยู่แล้วนะ!” เจสสิก้าโพล่งขึ้นอย่างตกอกใ
ลุคกลอกตาขึ้นด้วยใบหน้าเซ็ง ๆ “gla-di-us” เด็กหนุ่มหยิบไม้กายสิทธิ์ออกมาและร่ายคาถาเกิดแสงไฟสีทองที่ไม้กายสิทธิ์ไม้กายสิทธิ์เปลี่ยนสภาพกลายเป็ดาบเงินเงาวับที่มีทับทิมสีแดงประดับอย่างสวยงาม
“เขาเสกไม้กายสิทธิ์ให้เป็ดาบได้ด้วย! อย่างเท่เลย!”คนในฝูงชนที่มุงดูเหตุการณ์คนหนึ่งพูดขึ้นอย่างตกตะลึง
เด็กหนุ่มผมดำะโขึ้นไปตัดฟองอากาศให้ขาดได้ภายในฉับเดียวมีเสียงฮือฮาของเหล่าฝูงชน เด็กหนุ่มผมแดงตกลงที่พื้นเสียงดัง
“เฮ้! นายไม่เป็ไรนะ!” ทิโมธี เด็กหนุ่มผมบลอนด์เอ่ย เข้าไปช่วยพยุงตัวเขาขึ้นเมวิสเองก็พยายามช่วยคาลิกซ์พยุงตัวเช่นกันแต่เขาก็ปัดมือเธอออกพร้อมกับผลักอย่างแรงจนเธอล้มลง
“นี่ยัยแว่น! เธออีกแล้วนะ มาทำฉันแบบนี้ได้ไง ฉันไปทำอะไรให้เธอ” คาลิกซ์โพล่งขึ้นอย่างเดือดดาลมองจ้องเธอตาเขม็ง
“ขอโทษนะ มันเป็อุบัติเหตุน่ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ” เมวิสพูดพลางทำสีหน้ารู้สึกผิด
“นี่มันอันตรายมากเลยนะ เธอจะเสกคาถาพันธนาการฟองสบู่ไปบนทางเดินแบบนี้ไม่ได้” ทิโมธีดุเมวิสเสียงแข็งราวกับผู้ใหญ่ที่กำลังสั่งสอนเด็ก
“ไม่ใช่นะ! ฉันเสกคาถาฟองสบู่เล็ก ๆ ต่างหากฉันไม่รู้จักคาถาพันธนาการอะไรนั่นหรอก มันเป็อุบัติเหตุ”
“อย่ามาโกหกนะ! เธอตั้งใจจะแกล้งคาลิกซ์ใช่มั้ยล่ะถ้าไม่ตั้งใจจะเสกคาถานั่นได้ยังไงกัน” เจสสิก้าพูดขึ้นอย่างหัวเสียเช่นกัน
“ที่เธอพูดขึ้นก็มีเหตุผลนะแต่คาถาพันธนาการฟองสบู่ไม่ใช่เวทย์ทั่ว ๆ ไปที่เด็กปี 1 จะเสกขึ้นมาได้ง่าย ๆหรอกนะ ฉันคิดว่ามันคงเป็เื่บังเอิญมากกว่า” ทิโมธีบอก เขาไม่ได้เห็นด้วยกับเจสสิก้า
“นี่นายจะบอกว่ายัยนี่เสกคาถาฟองสบู่ธรรมดา แต่มันดันกลายเป็คาถาพันธนาการฟองสบู่แทนงั้นเหรออย่าพูดให้ขำหน่อยเลยดีกว่า” คาลิกซ์คำราม น้ำเสียงระคนไปด้วยความเย้ยหยัน
“นั่นสิไม่น่าจะเป็ไปได้ที่จะเสกคาถาง่อย ๆ แล้วจะกลายเป็คาถานั้นได้น่ะไม่งั้นยัยนี่คงมีพลังเวทย์เยอะมากเลยน่ะสิ” เจสสิก้าพูดเสริมคาลิกซ์อีกแรง
“งั้นเธอจะบอกว่าคนคนนี้จงใจเสกคาถาพันธนาการฟองสบู่ใส่คาลิกซ์งั้นเหรอ แล้วเขาจะทำไปทำไมล่ะ” ทิโมธีแย้งขึ้นมา
“เื่นั้นจะเป็ยังไงก็ช่างเถอะ! แต่ยัยแว่น!เธอคิดว่าเสกคาถาใส่ฉันแล้วพูดว่าขอโทษแล้วเื่มันจะจบง่าย ๆ เหรอก่อนหน้านี้ที่เธอวิ่งชนฉัน ฉันก็ปล่อยเธอไปทีหนึ่งแล้ว”คาลิกซ์พูดอย่างโมโหดุเดือด ดวงตาสีเขียวมองเธอด้วยสายตาเหยียด ๆ
“มันเป็อุบัติเหตุน่ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ นะ”
“ถ้าฉันเสกเธอเป็คางคกแก่น่าเกลียด แล้วขอโทษเธอแล้วบอกว่าฉันไม่ได้ตั้งใจมันเป็อุบัติเหตุ เธอจะโอเคมั้ยล่ะ”
“ถ้านั่นจะทำให้นายพอใจล่ะก็ เชิญเสกฉันให้กลายเป็คางคกได้เลยนายอยากให้ฉันกลายเป็คางคกนานแค่ไหนล่ะ” เมวิสตอบกลับไปอย่างแข็งกร้าว “แต่นายจะเสกฉันกลับคืนเป็เหมือนเดิมใช่มั้ย”แต่ในประโยคสุดท้ายเธอกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง
“ฮะ ฮ่า ๆ ๆ ยัยนี้ตลกเป็บ้าเลย” ลุคหัวเราะขึ้น เพื่อน ๆ ทั้งสามคนหันมามองลุคเป็ตาเดียวเพราะปกติจะเห็นเขาหัวเราะหรือยิ้มแทบนับครั้งได้
เหตุผลที่ลุคหัวเราะเป็เพราะเมวิสจำยอมให้คาลิกซ์สาปเป็คางคกได้อย่างง่ายดายซึ่งจริง ๆ แล้วการสาปใครให้เป็คางคกมันเป็โทษร้ายแรงมากเพราะผู้ถูกสาปอาจจะไม่สามารถกลับมาเป็คนปกติได้ต้องใช้น้ำยาแก้พิษจากต้นหญ้ามรกตร้อยปีในการใช้ถอนคำสาปซึ่งเป็วัตถุดิบที่หาได้ยากยิ่งในโลกเวทมนตร์
“ขณะนี้เราเดินทางมาถึงโรงเรียนเวทมนตร์ ลิเบอร์ลิเทียแล้วค่ะ ขอให้นักเรียนทุกท่านเชิญลงจากเรือเหาะได้อย่าลืมตรวจสอบสัมภาระของตัวเองให้ดีด้วยนะคะ” เสียงประกาศตามสายดังขึ้น
“พอเถอะหน่าคาลิกซ์ เขาเองก็บอกขอโทษแล้วและดูเหมือนจะเป็อุบัติเหตุจริง ๆ ด้วยอีกอย่างเขาถึงขั้นยอมให้นายเสกเป็คางคกเลยนะ” ทิโมธีพูดเกลี้ยกล่อมให้คาลิกซ์ใจเย็นลง
“เหอะ! ระวังตัวเอาไว้ให้ดีแล้วกัน มันไม่จบง่าย ๆ หรอก”คาลิกซ์พูดอย่างคาดโทษและเดินกลับเข้าไปในตู้นั่งของตัวเอง เพื่อนอีกสองคนเดินตามเขาไป
“โทษทีนะ ฉันรู้ว่าเธอไม่ได้ตั้งใจฉันคิดว่าเดี๋ยวหมอนั่นก็คงจะลืมไปแล้วล่ะ อย่าไปใส่ใจเลยนะ” ทิโมธีหันมาพูดปลอบเมวิส
“อืม ฉันขอบใจมากเลยนะ ถ้าไม่ได้นายช่วยไว้ฉันต้องแย่แน่ ๆ เลย”
“ไม่เป็ไรหรอก อย่าคิดมากเลย ฉันชื่อทิโมธี ซะรูเริน เธอชื่ออะไรงั้นเหรอ”ทิโมธีกล่าวแนะนำตัวอย่างเป็กันเอง เขามีผมบลอนด์ทอง ั์ตาคมสีน้ำเงินสวยงามจมูกโด่งเป็สันรับกับใบหน้า มีรอยเืฝาดแดงระเรื่อที่แก้ม ใบหน้าหล่อเหลาเกินเด็กอายุ14 เขาตัวสูงกว่าเมวิสสักคืบหนึ่งได้
เด็กสาวตกตะลึงกับใบหน้าหล่อเหลาของเขาจนเธอชะงักไปเล็กน้อย “ฉัน เมวิส มิลเลอร์” แต่เธอก็ตอบกลับไป
“แว่นเธอเท่ดีนะ แฟชั่นใหม่เหรอ”
“นี่เหรอไม่ใช่หรอก ตาฉันแพ้แสงน่ะ แว่นนี้ช่วยป้องกันไว้” เมวิสสงสัยว่าทำไมใครต่อใครต้องคอยสนใจแว่นของเธอด้วยนะแต่เธอก็ไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่หรอก เพราะแว่นนี่มันประหลาดจริง ๆ
“งั้นเหรอแปลกดีนะ เอาไว้เจอกันที่โรงเรียน” หลังจากที่ทิโมธีพูดจบเขาก็เดินจากไป
เมวิสมองตามแผ่นหลังของเด็กหนุ่มไปเธอรู้สึกประทับใจในตัวเด็กหนุ่มเป็อย่างมาก ‘ถ้าได้เป็เพื่อนกันก็คงจะดีนะ’
“เฮ้! เมวี่หายไปไหนมางั้นเหรอ เรือเหาะถึงโรงเรียนแล้ว เราไปกันเถอะ” ทิวลี่เดินมาตามเมวิส
“ไว้ฉันจะเล่าให้เธอฟังนะ”