บทที่ 14 ลู่เจิ้งหลิง เราเจอกันอีกแล้วนะ
สามวันต่อมา
ตระกูลลู่ได้จองชั้นบนสุดของโรงแรมระดับห้าดาวแห่งหนึ่งในปักกิ่ง โดยปกติแล้ว หน้าโรงแรมที่จัดงานแต่งงานจะมีป้ายแสดงรูปถ่ายชุดแต่งงานเสมอ แต่ตระกูลลู่กลับทำตรงกันข้าม ทุกอย่างเรียบง่ายและเงียบสงบ กระทั่งออกจากลิฟต์มาถึงหน้าห้องจัดเลี้ยง จึงได้กลิ่นอายของความยินดีขึ้นมาเล็กน้อย
เยี่ยชิงหวนเดินตามคนในตระกูลเส้ามาถึงลิฟต์ ด้านข้างมีคนรับใช้เข็นรถเข็นของเส้าอวิ่นเฉินตามมา
เธอมองไปยังทางเข้าต้อนรับแขกซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก ร่างในชุดเฟรนช์สูทนั้นค่อย ๆ ปรากฏชัดขึ้นในสายตาเธอ เป็ใบหน้าที่แสนคุ้นเคยจริง ๆ
“คุณปู่ คุณนายเส้า ขอโทษที่ให้รอนานครับ”
เมื่อมองเห็นลู่เจิ้งหลิงในระยะใกล้ เยี่ยชิงหวนก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
นี่เป็ครั้งแรกที่เธอได้ยืนมองผู้ชายที่เธอรักมาสามปีในมุมมองของคนนอก
ชุดเฟรนช์สูทสีดำที่ตัดเย็บอย่างประณีต มีดอกลิลลี่และป้ายเขียนว่า ‘เ้าบ่าว’ ติดอยู่ที่อก เธอจำได้ชัดเจนว่าชุดนี้เป็ชุดที่เธอสั่งตัดเองจากอิตาลีให้เขาตอนที่ทั้งคู่ตัดสินใจหมั้นกัน
คิดถึงตรงนี้แล้ว เยี่ยชิงหวนก็หัวเราะเย้ยหยันในใจ
ศพของคู่หมั้นยังไม่ทันแข็ง ลู่เจิ้งหลิงก็รีบไปแต่งงานใหม่เสียแล้ว เธอเคยคิดว่าเขาเป็คนที่เธอรักที่สุด แต่อีกฝ่ายกลับไม่มีเวลากระทั่งจะตัดชุดใหม่ และรีบใส่ชุดเก่ามาต้อนรับคนใหม่ ช่างน่าขันจริง ๆ
หลังจากลู่เจิ้งหลิงทักทายคนในตระกูลเส้าทีละคนแล้ว สายตาของเขาจึงมาหยุดอยู่ที่เยี่ยชิงหวน ดวงตาฉายแววสงสัยเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถาม “คุณคือ…”
เยี่ยชิงหวนแต่งงานเข้าตระกูลเส้าเมื่อสามปีก่อน และเจอลู่เจิ้งหลิงแค่ครั้งเดียวในงานแต่งงาน หลังจากนั้นไม่นานเธอก็ติดคุก ดังนั้นการที่ลู่เจิ้งหลิงจำเธอไม่ได้จึงเป็เื่ปกติ
เส้าอวี่ซินหัวเราะอย่างสมเพช สายตาเต็มไปด้วยความดูถูก ท่าทางเหมือนรอดูเยี่ยชิงหวนอับอายขายหน้า
จากสีหน้าลังเลของคนในตระกูลเส้า ลู่เจิ้งหลิงก็เดาได้แล้ว ว่าเยี่ยชิงหวนเป็ใคร เขารู้สึกเสียใจที่ตัวเองพูดไปแบบนั้น ทำไมถึงได้พูดผิดกาลเทศะแบบนี้นะ
ตระกูลเส้าสามารถยืนหยัดอยู่ในปักกิ่งได้มานานหลายปี ทุกคนในตระกูลต่างระมัดระวังในการวางตัวและการกระทำเป็อย่างมาก จนกระทั่งเมื่อสามปีก่อนที่สะใภ้ใหญ่ก่อเื่ฆาตกรรมจนต้องติดคุก แม้ว่าตระกูลเส้าจะพยายามปิดข่าวนี้ แต่ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการนินทาลับหลังได้ ไม่ต้องบอก ก็รู้ว่าการพูดถึงเธอเป็เื่ต้องห้าม
เมื่อเห็นทุกคนต่างมีเล่ห์เหลี่ยมในใจ เยี่ยชิงหวนจึงมีรอยยิ้มเ็าวาบผ่านในดวงตา จากนั้นเธอก็ยื่นมือไปทางลู่เจิ้งหลิงอย่างเปิดเผย
“สวัสดีค่ะ เราน่าจะเคยเจอกันมาแล้วครั้งหนึ่งตอนงานแต่งของฉันกับเส้าอวิ่นเฉิน คุณลู่ก็ยังคงสง่างามเหมือนเมื่อสามปีก่อนเลยนะคะ วันนี้ในงานแต่งงานคุณดูกระปรี้กระเปร่ามีชีวิตชีวามากเลยค่ะ”
สายตาของเธอดูซื่อตรงและไร้พิษภัย ไม่มีท่าทีอึดอัดแม้แต่น้อย ขณะที่พูดอยู่นั้น คางของเธอก็เชิดขึ้นเล็กน้อย ทำให้ทั้งตัวเธอแผ่ออร่าที่ดูหยิ่งผยองจนไม่มีใครกล้าดูถูกได้
ไม่เพียงแต่คนนอก แม้แต่คนในตระกูลเส้าเองก็ยังตกตะลึง
สะใภ้คนโตของตระกูลเส้ามีนิสัยอ่อนน้อมถ่อมตนและขี้ขลาด เป็เื่ที่ทุกคนรู้กันดี แต่ก่อน เวลาไปไหนมาไหนแทบจะสั่นเทิ้มเวลาทักทายกับใครเขา แต่หลังจากติดคุกแล้วกลับมา เธอก็เปลี่ยนไปราวกับเกิดใหม่เสียอย่างนั้น
ลู่เจิ้งหลิงชะงักไปครู่หนึ่ง รู้สึกคุ้นเคยกับสายตาของเยี่ยชิงหวนที่มองมาอย่างบอกไม่ถูก แต่ไม่ทันได้คิดนานก็รีบตอบกลับเธอไป
“ผมตาฝาดไปเอง เดี๋ยวผมจะลงโทษตัวเองด้วยการดื่มหนึ่งแก้วเพื่อขอโทษพี่สะใภ้”
บทสนทนาสั้น ๆ ช่วยกลบเกลื่อนความอึดอัดเมื่อครู่ได้อย่างแเี ก่อนที่ คุณปู่เส้า จะเดินเข้ามา ชายแก่พยักหน้าให้เยี่ยชิงหวนเล็กน้อย โดยไม่ปิดบังความชื่นชมในแววตาเลย
เยี่ยชิงหวนยิ้มบาง ๆ พยักหน้าตอบรับ เมื่อก้มหน้าลงเธอก็หันไปมองลู่เจิ้งหลิง อีกครั้งโดยไม่ตั้งใจ และปรากฏแววเศร้าหมองขึ้นวูบหนึ่ง
เส้าอวิ่นเฉินนั่งอยู่บนรถเข็น จากมุมมองของเขา ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของทุกสีหน้าของเยี่ยชิงหวนอย่างชัดเจน เมื่อเห็นเธอในตอนนี้ สายตาของเขาก็เคร่งขรึมขึ้นอีกหลายส่วน
งานแต่งงานเรียบง่ายมาก ไร้ซึ่งวงดนตรีบรรเลง แม้แต่่สาบานตนก็ยังไม่มี พิธีกรประกาศบนเวทีว่าจะมีการแลกแหวนกันท่ามกลางความเงียบสงบ
เยี่ยชิงหวนยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน โทรศัพท์มือถือของเธอเปิดโหมดบันทึกวิดีโออยู่ตลอดเวลา ในกรอบภาพคือลู่เจิ้งหลิงและอันจิ่วเยว่กำลังแลกแหวนกันบนเวที