บทที่ 4
“ฉันไม่เห็นว่าเรื่องนี้มันจะเกี่ยวกับคุณตรงไหนเลย” เธอพยายามจะปกปิดความรู้สึกแปลกใจในคำพูดของเขาไว้“แต่มันเกี่ยวกับคุณโดยตรงนะ” เขาเถียง“ฉันทำงานร่วมกับคนพวกนั้นนะคะ” เพทพูดเป็นเชิงเตือน “ส่วนใหญ่คนในกลุ่มนั้นเขาก็แต่งงานมีลูกมีเมียกันแล้วทั้งนั้น อย่างโจ ไวล์ส ก็เป็นปู่แล้ว มันเป็นอาชญากรรมตรงไหนล่ะ กับการที่ฉันจะไปนั่งกินดื่มร่วมโต๊ะกับพวกเขาน่ะ”“นี่ผมยังจะต้องอธิบายให้คุณฟังอีกอย่างงั้นหรือ คุณวิลลิส คุณไม่เห็นหรอกหรือว่าการที่คุณเป็นผู้หญิงคนเดียวไปนั่งอยู่ในกลุ่มของผู้ชายน่ะ มันไม่ได้ถูกต้องกาลเทศะเลย” ดวงตาของเขาเครียดเขม็งขึ้น “เอาละ ในเมื่อคุณเองก็มีท่าว่าห่วงชื่อเสียงของตัวเองอยู่ ผมขอแนะนำหน่อยได้ไหมล่ะว่า ขอให้คุณเลิกไปนั่งกินเหล้านั่งคุยกับพวกนั้นเสียที”เพทรู้สึกพิศวงกับคำแนะนำนั้น และแถมโกรธด้วย“แล้วคุณจะให้ฉันเอาเวลาว่างไปทำอะไรล่ะ นั่งอยู่คนเดียวในห้องพักขณะที่คนอื่นๆ เขาไปสนุกกันอยู่ที่บาร์งั้นเรอะ ถ้านั่นเป็นความคิดของคุณละก้อ ฉันว่าคุณคิดใหม่ดีกว่านะ” เธอสู้ตากับเขาแม้จะไม่ใคร่แน่ใจนัก “ถ้าฉันอยากจะกินเบียร์กับพวกเขา ฉันก็จะกิน”“ผมว่าในระยะหลังๆ นี่คุณคงไม่ใคร่ได้ดูตัวเองในกระจกหรอกนะ...” เขาจับปลายศอกหมุนร่างเธอให้หันไปทางกระจกที่ติดอยู่ตรงฝาผนังห้อง “คุณน่ะไม่ได้เป็นผู้ชายเหมือนพวกเขานะ”แต่ภาพสะท้อนที่ปรากฏอยู่ในกระจกเงาบานนั้น สิ่งที่ดวงตาคู่สีเขียวขาบได้เห็นอยู่ ความเป็นชายชาตรีข่มร่างโปร่งบางราวต้นวิลโลว์ ซึ่งศีรษะปกคลุมด้วยเรือนผมสลวยสีน้ำตาลอ่อนนั้นจนหมดสิ้น ภาพของเขาที่ปรากฏอยู่นั้นปลุกเร้าความเป็นผู้หญิงในเรือนกายให้คุกรุ่นขึ้น เพทรีบดึงปลายศอกให้พ้นจากการเกาะกุมและรีบถอยออกห่าง เธอคุ้นชินเสียแล้วกับการที่จะแสดงออกถึงความไม่ยินดียินร้ายต่อผู้ชาย ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม“แล้วคุณหวังจะให้ฉันทำยังไงล่ะ อยู่มันแต่ในห้องนี้ตลอด 2 อาทิตย์ที่จะทำงานนี่หรือ อย่างน้อยก็นานพอที่จะถ่ายทำหนังชุดพิเศษนี่เสร็จงั้นหรือ” เธอถามเสียงเครียด “ฉันไม่ใช่แม่ชีนะ ฉันอยากจะหัวเราะ อยากจะสังคมกับใครๆ แล้วก็...เดี๋ยว...” ความคิดบางอย่างผ่านแวบเข้ามาในสมอง “การที่ห้องพักของฉันอยู่ห่างจากพวกนั้น...แปลว่ามันต้องมีอะไรเป็นพิเศษใช่ไหม เป็นความคิดของคุณเองหรือเป็นเพราะว่าฟากนี้เป็นห้องเดี่ยว”“ตอนที่เราจองห้องในโรงแรมนี่ เราให้ความสนใจต่อความเป็นจริงประการหนึ่งว่า คุณเป็นผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มช่างเทคนิคของเรา” เดนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “รู้สึกว่ามันเป็นการไม่ฉลาดหรือเหมาะสมเลยนะ ที่เราจะเอาผู้หญิงคนเดียวไปอยู่ในห้องติดกับผู้ชายตั้งโหลนั่น”“ถ้าเช่นนั้น คุณก็เป็นคนรับผิดชอบ จัดการให้ฉันอยู่แยกกับคนอื่นๆ สินะคะ” เธอกล่าว รู้สึกขุ่นเคืองมากกว่าจะพอใจ“ถูกต้อง”“แล้วฉันควรจะขอบใจคุณในเรื่องนี้ไหมล่ะ” เพทถามอย่างท้าทาย “คุณเคยรู้บ้างไหมว่าฉันต้องใช้ความพยายามขนาดไหนถึงจะทำให้คนในที่นั่นยอมรับฉัน ได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกัน เอาละ ตอนนี้ฉันแยกมาอยู่เสียที่ปีกอีกด้านหนึ่งแล้ว และคุณก็กำลังพูดว่าฉันไม่สมควรจะสังคมกับพวกเขาด้วย แล้วอะไรต่อไปอีกล่ะคะ คุณจะให้ฉันแยกโต๊ะเวลากินอาหารด้วยหรือเปล่า”“เออ...เท่าที่ฟังดูนี่รู้สึกคุณไม่ขัดข้องเลยนะที่จะอยู่ร่วมห้องกับใครสักคนหนึ่งในพวกนี้น่ะ” เดนประชดให้“ฉันคิดว่าต่อไปคุณก็คงจะแนะนำฉันอีกละว่า ฉันจะไม่ปลอดภัยหรอก ถ้าขืนไปนอนร่วมห้องกับ โจ ไวล์ส ทั้งๆ ที่เขาเป็นปู่คนแล้วก็เถอะ...เขาน่ะแก่ขนาดที่เป็นปู่ฉันได้ด้วยนะคะ” เธอเดินผ่านหน้าเขาออกไปหยุดอยู่ใกล้เก้าอี้ซึ่งมีพื้นที่กว้างกว่า “ฉันรู้สึกว่าคุณออกจะดูถูกเพศเดียวกันมากไปหน่อยแล้วนะคะนี่”แต่เดนเอื้อมมาจับต้นแขนกระชากร่างให้หมุนกลับมาเผชิญหน้ากับเขา แรงกระชากนั้นทำให้ร่างเซเข้าไปปะทะอยู่กับแผงอก ด้วยความตกใจที่ถูกจู่โจมโดยมิได้คาดคิดเช่นนี้ เนื่องจากน้ำหนักตัวเธอก็ไม่เบานัก ทำให้เดนเองก็เซไป ฝ่ามือแข็งๆ คู่นั้นจึงทาบลงบนช่วงเอวเพื่อพยุงร่างเขาและเธอไว้ และความร้อนจากเรือนกายก็ซึมแทรกผ่านเสื้อผ้าลงไปจนถึงนวลเนื้อของเธอเพทพยายามรวบรวมอารมณ์อันกระเจิดกระเจิงให้เข้าที่ไว้โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ และพยายามเลื่อนตัวออกจากการเกาะกุมโดยบังเอิญนั้น แต่ดูเหมือนร่างกายเธอจะไม่ยอมรับสัญญาณที่สมองสั่งมาให้เอาเสียเลย มีความรู้สึกว่าหัวใจของตนเองสะท้านสะเทือนขึ้นมาอย่างประหลาดและมันทำให้ความคิดปั่นป่วนสับสนขึ้นมาอีก“คุณน่ะ รู้ตัวหรือเปล่าว่าตัวเองมีเสน่ห์ดึงดูดใจคนแค่ไหน” เขาพูดเสียงกร้าวๆ “ต่อให้ผู้ชายคนนั้นมันเซ่อเซอะขนาดไหน อายุสักแค่ไหนก็ตาม มันก็ต้องรู้ว่าจะต้องทำยังไง ถ้าถูกปล่อยให้เข้าไปอยู่สองต่อสองกับคุณในห้อง อย่าบอกผมนะว่าคุณไม่เข้าใจเรื่องอย่างนี้”ลมหายใจอุ่นๆ ของเขาเป่าอยู่กับใบหน้าและเรือนผมราวกับจะเล้าโลมปลุกปลอบใจ เพทบอกตัวเองว่าเขาจะต้องต่อสู้กับความรู้สึกเช่นนี้ เธอจึงหันขวับไปเพื่อเผชิญหน้าและโต้แย้งกับเขา แต่ก็ตอนนั้นเองที่เธอเห็นเขาโน้มศีรษะลงมาหา ทำให้เรียวปากของเธอปัดเข้าตรงปลายคางของเดนอย่างไม่ตั้งใจ ความหวั่นไหวในอารมณ์นั้นเหลือจะกล่าว เธอรีบบิดกายออกจากอ้อมแขนของเขาราวกับถูกไฟดูดเข้าโดยไม่ทันระวังตัว“ฉันรู้ แต่ฉันก็ไม่ได้คิดว่า ฉันจะไปอยู่ร่วมห้องกับ...” เธอไม่อยากพูดถึงเพื่อนกลุ่มนั้นซ้ำอีก “ฉันเพียงแต่คิดว่าไม่ควรจะถูกจัดให้อยู่คนละปีกกับพวกเขาเท่านั้น”มีเสียงกริ่งโทรศัพท์ดังขึ้น เพทสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ เดนเพียงแต่ขยับเท้าออกไปก้าวเดียวก็เอื้อมไปหยิบหูโทรศัพท์ซึ่งวางอยู่ใกล้หัวเตียงขึ้นมาถือไว้ เขาแค่กล่าวคำว่า ‘ฮัลโหล’ ได้คำเดียว เพทก็ตวาดใส่เขาออกไปว่า“นี่...เอาโทรศัพท์ของฉันมานะ คุณคิดว่าคุณเป็นใครกันน่ะถึงได้มารับโทรศัพท์ของฉัน” เธอกระชากโทรศัพท์มาจากมือเขา กรอกเสียงลงไปว่า ‘ฮัลโหล’“เพท” เสียงจากปลายสายนั้นเป็นของลอน และน้ำเสียงของเขาก็บอกถึงความตกใจ ไม่เข้าใจเลยว่า ขณะนี้มันมีอะไรเกิดขึ้นกับเธอ “เดน คิงสตัน เข้ามาทำอะไรอยู่ในห้องของคุณน่ะ”คุณพระช่วย...เพทร้องอยู่ในใจ“เขาก็มาเลคเชอร์ให้ฉันปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับความเป็นกุลสตรีน่ะสิ น่าขันไหมล่ะ” เธอแสดงความหงุดหงิดออกมาให้เขาเห็นในน้ำเสียง “มีอะไรหรือ ลอน”“คือผม...ผมอยากรู้ว่า คุณจะกินอาหารเช้าร่วมกับผมได้ไหมเท่านั้นล่ะ” น้ำเสียงของเขาบอกความไม่แน่ใจเลยว่าควรจะถามเธอเช่นนั้นหรือไม่“ได้สิ” เพทไม่สนใจที่จะปฏิบัติตามคำแนะนำของเดนแม้แต่น้อย “คุณจะพบฉันกี่โมงล่ะ ตี 5 เร็วไปไหม เพราะเราจะต้องไปถึง การ์เด้น สเตท อาร์ท เซ็นเตอร์ ตอน 6 โมงเช้านะ”“ก็ได้ ตี 5 ก็ได้” เขาตอบมาด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจอีกเช่นเคย“ราตรีสวัสดิ์นะ ลอน” น้ำเสียงของเธอบอกว่าเขาควรจะวางหูไปได้แล้ว“ครับ ราตรีสวัสดิ์เพทรา” เขาตอบอย่างไม่รู้จะพูดอะไรดีไปกว่านั้นเธอถอนหายใจขณะที่วางหูโทรศัพท์ลง ทุกคำถามที่ลอนไม่กล้าถามในคืนนี้จะต้องระดมใส่เธอในตอนเช้าอย่างแน่นอน แต่เธอก็ได้อธิบายให้เขาฟังไปแล้วและเป็นเรื่องจริงด้วย ส่วนที่ลอนจะเชื่อหรือไม่เชื่อนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง พวกผู้ชายช่างนินทาออกจะตายไปเมื่อหันกลับมา เธอก็เห็นเดนยืนอยู่ตรงปลายเตียง กำลังจับตามองเธออยู่ มือทั้งสองข้างซุกอยู่ในกระเป๋ากางเกง“มีปัญหางั้นหรือ” เขามิได้รู้สึกเสียใจเลยแม้แต่น้อยที่เป็นคนก่อเรื่องขึ้น“ไม่มีอะไรที่ฉันจัดการไม่ได้หรอก” เพทตอบสั้นๆดวงตาเข้มๆ คู่นั้นเหลือบมองไปทางโทรศัพท์ ก่อนที่จะหันกลับมามองเธอ“ก็เป็นอันว่า คุณตัดสินใจที่จะไม่ทำตามคำแนะนำของผมสินะ”“เรื่องสังคมกับเพื่อนๆ ผู้ชายน่ะหรือคะ ไม่หรอกค่ะ ฉันเห็นจะรับคำแนะนำของคุณไม่ได้แน่” ความชิดใกล้ในยามนี้ทำให้เธอคิดอะไรไม่ปลอดโปร่งนัก เพทรู้ดีว่าขณะนี้เขากำลังใช้อิทธิพลครอบงำเธออยู่ และมันทำให้เธอต้องมีปฏิกิริยาต่อคำพูดและคำต่อว่าต่อขานของเขาเสมอ มันทำให้เธอหงุดหงิดใจที่ปล่อยให้มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น“คุณกับฉันมีทัศนคติคนละอย่างนะคะ ในบาร์คืนนี้คุณมีความคิดว่า ฉันทำตัวเหมือนผู้หญิงราคาถูกนั่งอยู่ในกลุ่มพวกผู้ชาย แต่ฉันกลับมองเห็นว่าการที่มีผู้ชายนั่งอยู่เป็นกลุ่มอย่างนั้นปลอดภัย ก่อนหน้าที่คุณจะเดินเข้ามาในห้องนี้ ฉันไม่เคยคิดจะรับคำชักชวนของลอน ให้ฉันไปนั่งทานอาหารเช้ากับเขาตามลำพังเสียด้วยซ้ำ แต่ที่ฉันทำก็เพราะรู้ว่าคุณจะต้องไม่เห็นด้วยไงล่ะ”“นั่นมันเป็นเหตุผลที่โง่เง่าที่สุด” มุมปากของเขาเครียดขึ้น“ใช่ค่ะ ฉันก็ยอมรับว่ามันเป็นเหตุผลที่โง่เง่าอย่างที่คุณว่าจริงๆ เสียด้วยสิ” เพทคล้อยตามหน้าตาเฉย “ทั้งนี้เพราะฉันไม่อาจให้ความเป็นเพื่อนกับใครเพียงแค่สองคนได้หรอกนะคะ ถ้าฉันทำอย่างนั้นพวกที่เหลือเขาจะต้องคิดว่าฉันตามจับพวกนั้น และนั่นเท่ากับเป็นการทำลายความเป็นเพื่อนที่ฉันอุตส่าห์ใช้ความพยายามที่จะสร้างขึ้นมาจนสำเร็จ แล้วทำไมคุณถึงต้องมาขัดขวางฉันด้วยล่ะ ไม่ได้มีใครเขาขอร้องให้คุณทำอย่างนั้นเลยนะ”