เมื่อผมเข้ามาเจอตัวนิ่มหนัก มันมีขนาดใหญ่เท่าบ้านชั้นเดียวหลังหนึ่ง มีหนังแข็งสีดำหนา เป็ตุ่มเต็มไปหมด ส่วนขามันค่อนข้างสั้นเมื่อเทียบกับขนาดตัว ทว่ากลับมีแรงดีดตัวอย่างน่าเหลือเชื่อ ถ้าผมเข้าไปสู้โดยตรง คงตายอย่างแน่นอน ทว่าใครจะไปทำแบบนั้นกันเล่า
ก่อนจะออกล่า เราต้องเตรียมบางอย่าง ที่สามารถเอาชนะมันได้เสียก่อน เริ่มจากตัดต้นไม้โดยใช้ขวาน ที่แอบเอามาจากบ้านของอาจารย์
“แฮ่กๆๆ” โธ่เว้ย!! ร่างเด็กห้าขวบนี่มันไม่สะดวกจริงๆ ทว่าผมก็อดทนจนทำให้ต้นไม้โค่นลงมาได้ และยังต้องตัดแบ่งอีกต่างหาก ซึ่งวันนี้คงไม่เสร็จอย่างแน่นอน ทำให้เราต้องเตรียมการอยู่สามวัน กว่าจะสร้างเครื่องมือเอาไว้จัดการตัวนิ่มหนักได้
โดยเหลาท่อนไม้ ขนาดสองคนโอบให้มีปลายแหลม จากนั้นก็ลากลงหลุม ให้ปลายแหลมชี้ขึ้น้า ต่อมาก็ถมดินตรงโคน เพื่อให้เ้าต้นไม้ตั้งแน่น เฮ้อ! อย่างเหนื่อยเลย นี่แหละน่าร่างกายของเด็กห้าขวบ จะทำอะไรก็ลำบากไปหมด เอาล่ะต่อไปก็
ตึงๆๆๆ เสียงเท้าของสัตว์ขนาดใหญ่กำลังวิ่งไล่กวดผม เพราะว่าตอนนี้เราได้ไปแหย่จมูกของตัวนิ่มหนักตอนมันนอน จนทำให้มันโกรธวิ่งตามมาอย่างไม่ลดล่ะ
“จ๊ากกกก!! ทำไมมันวิ่งเร็วจังว่ะ!!” ผมร้องเสียงหลง เพราะไม่คิดว่าเ้าตัวนิ่มจะวิ่งเร็วขนาดนี้ หรือไม่ก็เป็ตัวเราเองนี้แหละที่วิ่งช้า แต่ว่าอีกนิดเดียวก็ถึงกับดักแล้ว
“แฮ่กๆๆ ย๊ากกกก!!!” ผมร้องเสียงดังพลางใช้แรงทั้งหมด ดีดตัวไปข้างหน้าให้พ้นไม้แหลม ซึ่งถูกใบไม้คลุมเอาไว้ เมื่อเ้าตัวนิ่มหนักเห็นว่าศัตรูะโหนี มันก็จะะโตามมา นี่แหละโอกาสล่ะ
ตึงงง!! เสียงมันกระทืบเท้าอย่างแรง และลอยขึ้นสูงมุ่งตรงมาหาผม
“ตอนนี้แหละ!!” ผมรีบออกห่างทันที ก่อนที่ร่างกายอันใหญ่โตของมัน จนร่วงลงมาทับกับดักอย่างจัง
“ง๊าซซซซซ!!!” เสียงร้องอันทุรนทุรายของมัน ขณะกำลังดิ้นพล่านตรงไม้แหลมของผม ที่เสียบเต็มกลางลำตัว ไม่นานเ้าสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ก็สิ้นลมหายใจ
เฮ้อ!! ถ้าทำเป็หลุมพรางขนาดใหญ่น่าจะง่ายกว่านี้ แต่มันก็ต้องลึกพอควร เพราะถ้าตื้นเกินไปแรงระหว่างลงพื้นจะน้อย ทำให้มันไม่ตาย ก็เลยต้องทำกับดักง่ายๆแบบนี้ ถึงจะเสี่ยงโดนมันะโทับก็เถอะ
เอาล่ะเรามาลองทำงานที่เคยถนัดในชาติก่อนดีกว่า หวังว่าเด็กห้าขวบอย่างผมจะยังสามารถทำมันได้ จากนั้นเราก็เข้าไปชำแหละตรงข้อเท้า เพราะจะมีชิ้นส่วนที่เรียกว่า กำไลกระดูกเวทมนตร์ควบคุมความรู้สึกทางด้านน้ำหนัก
พออยู่ในตัวนิ่มหนัก กำไลนี้จะช่วยเพิ่มน้ำหนักตัวให้มันตอนร่วงลงมา แต่ถ้ามนุษย์นำมาใช้ จะเป็เหมือนกับการโกหกกล้ามเนื้อว่าตัวของเรามีน้ำหนักมากขึ้น แต่ความจริงยังคงเท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ถ้าัตนนั้นพูดจริง นี่คงเป็ตัวช่วยฝึกอย่างดี
ผมใช้เวลาค่อนข้างนาน กว่าจะชำแหละออกมาได้ครบทั้งสี่ข้าง จากนั้นก็ลองเริ่มใช้เวทมนตร์อักษร ซึ่งชาติที่แล้วผมศึกษาแทบตาย ยอมอดออมเก็บเงินซื้อหนังสือแสนแพงได้ตั้งหนึ่งเล่ม
เวทมนตร์อักษร เหมือนการบรรจุเวทมนตร์ในตัวหนังสือ เมื่อเขียนบนสิ่งของธรรมดา ก็จะกลายเป็ไอเทมเวทมนตร์ทันที ซึ่งคนเราสามารถใส่อักษรในอุปกรณ์มากสุดแค่เจ็ดอย่าง ถ้ามากกว่านั้นคงต้องเป็ผู้กล้า ส่วนตอนนี้ผมสามารถทำได้แค่สอง และจำนวนรวมถึงพลังเวทในอักษร ต้องดูคุณภาพหรือชนิดของสิ่งของด้วย
อย่างเช่นเราจะเพิ่มอักษรเวทมนตร์ช่วยยิงไกลใส่ธนู แต่เมื่อนำไปใส่ในดาบก็ไร้ประโยชน์ หรือถ้าอุปกรณ์นั้นเป็ไม้ จะใช้อักษรไฟไม่ได้ ไม่อย่างนั้นคงไหม้เกรียมแน่ๆ อีกอย่างถ้าเราเขียนอักษรที่เป็เวทมนตร์ระดับสูง ลงบนอาวุธธรรมดาล่ะก็ พวกมันจะพังทันที เนื่องจากรับจำนวนพลังเวทไม่ไหว
“เอาล่ะอย่างแรกเลย อักษรเวทมนตร์แปรสภาพ” ผมพูดจบก็เริ่มเขียนอักษรลงบนกำไลสีดำทั้งสี่ ซึ่งมันคือกระดูกนั่นแหละ จากนั้นก็กลายเป็เหมือนผ้ารักข้อมือและเท้าอันยืดหยุ่น ต่อไปก็อักษรสุดท้าย
“อักษรเวทมนตร์ปรับน้ำหนัก เราจะได้สามารถเลือกได้ว่าจะให้มีน้ำหนักเท่าไหร่” เมื่อสิ้นสุดทุกอย่าง ดูเหมือนพลังเวทของผมจะหายไปเยอะมาก แค่เขียนตัวอักษรแค่นี้ก็เหนื่อยแทบไม่มีแรงแล้วเหรอเนี่ย ว่าแต่เอ๊ะ!! ถ้าเราปล่อยพลังเวทรั่วไหลไปเรื่อยๆ สักวันหนึ่งมันจะเยอะขึ้นไหมนะ เอาเป็ว่าลองดูดีกว่า
เมื่อคิดได้ดังนั้น ผมก็ปล่อยพลังเวททิ้งอย่างเสียเปล่า พร้อมกับนำกำไลที่กลายเป็ผ้ารัดข้อมือมาใส่ จากนั้นก็เพิ่มน้ำหนัก
“อะ อั๊กกกก!!!” ผมร้องออกมาพลางทรุดลงไปนอนกลับพื้น อะ อ๊าาา!! ร่างกายหนักสุดๆไปเลย แต่ว่านี้แหละสิ่งที่เรา้า แถมพลังเวทกำลังปล่อยออกไปเรื่อยๆอีก
“อึก อ๊าาา!! ฮึบ!” ผมพยายามลุกขึ้น ร่างกายตอนนี้เริ่มเกร็ง เพราะใช้แรงมากกว่าจะลุกขึ้นมาได้ และกว่าจะก้าวขาไปข้างหน้า ยังต้องใช้เวลาเลย ความหนักของมันทำเอาผมสั่นไปทั้งตัว แต่สุดท้ายก็ยังคงกัดฟันฝืนทน เดินอย่างเชื่องช้าไปจนถึงบ้านของอาจารย์
“นะๆ นี่เ้าไปทำอะไรมา ทำไมสภาพเป็แบบนั้นกันห่ะ!! แล้วไอ้ผ้าสีดำตรงข้อมือกับเท้านั่นมัน! ที่เพิ่มน้ำหนักไม่ใช่เหรอ!!? นี่ไอ้หนูไปทำอะไรผิดมา ถึงถูกจับได้วะเนี่ย!! อีกอย่างทำไมถึงปล่อยพลังเวทให้รั่วไหลออกมาเช่นนี้กัน” อาจารย์บ่นผม เพราะคิดว่าเราทำอะไรผิด ก็แหง่แหละ กำไลที่ผมใช้ตอนนี้ มันเป็ของนักโทษนี่หว่า
“ไม่ครับอาจารย์ สิ่งนี้ผมสร้างขึ้นมาเอง เพื่อจะได้ฝึกฝนได้มากขึ้น ผมมีความเชื่อที่ว่า ถ้าร่างกายหนักอึ้งตลอดเวลา สักวันหนึ่งเราจะแข็งแกร่ง จนมันรู้สึกเบาไปเลย ส่วนการปล่อยพลังเวทออกตลอดเวลา ก็เป็เหตุผลเดียวกันครับ” ผมบอกไปด้วยท่าทางมุ่งมั่น
“ฮ่าๆๆๆ ไอ้หนู ข้าโคตรชอบเอ็งเลยว่ะ ยอมโดนกระทืบทุกวันไม่พอ แล้วยังหาเื่ทำให้ตัวเองลำบากอีก ว่าแต่จะโกหกข้าก็ให้มันเนียนหน่อย กำไลนั่นทำมาจากตัวนิ่มหนัก มันไม่ใช่สัตว์ร้ายที่เด็กจะล่าได้ อีกอย่างเ้ากำไลนั่นมีอักษรเวทมนตร์ถึงสองชนิด เด็กห้าขวบอย่างเ้าจะไปทำได้ยังไงกัน” อาจารย์สงสัยผม แต่ถ้าจะพิสูจน์ก็ต้องทำให้เห็นสินะ จากนั้นผมก็เขียนอักษรเวทมนตร์เพิ่มพลังป้องกัน ใส่เสื้อต่อหน้าของอาจารย์ จนเขาตะลึงดวงตาเบิกกว้าง
“จริงเหรอเนี่ย!!! อย่าบอกนะว่าตัวนิ่มหนักก็!!? นำทางข้าไปสิ!” ดูเหมือนอาจารย์ของผม จะเริ่มเชื่อขึ้นมาแล้ว จากนั้นก็ต้องนำทางเขาไปยังซากตัวนิ่มหนัก ไม่นานเราทั้งสองก็เดินมาถึง เพราะผมโดนแบกอ่านะ ถ้าให้เดินเองคงอีกชาติกว่าๆ
“อย่างนี้นี่เอง ล่อให้มันะโทับไม้แหลม ถ้าด้วยวิธีนี้ต่อให้เป็เด็กก็สามารถล่ามันได้ ฮ่าๆๆ นี่ข้ามีศิษย์เป็อัจฉริยะหรือยังไง” ถึงจะถูกชมก็เถอะ แต่แบบนี้ก็แอบเขินเหมือนกันนะ จากนั้นเสเกก็ชำแหละเอาหนังของมันออกมา และนำไปขายในเมือง ซึ่งได้ราคาค่อนข้างดี แล้ววันนี้ผมกับเขาก็ได้กินอาหารดีดีกันมื้อแรก
จนเวลาผ่านไปสองปี ตอนนี้ผมเข้าในเมืองมาพร้อมกับอาจารย์ เพราะว่าจะนำชิ้นส่วนมอนสเตอร์ไปขาย ไอ้เราก็อายุเจ็ดปีเรียบร้อย
“ฮ่าๆๆ ไอ้ขี้เมาอย่างแกมีลูกศิษย์ด้วยเหรอว่ะเสเก แต่ก็คงเป็เด็กบ้านนอกธรรมดาสินะ สู้ศิษย์เอกของฉันไม่ได้หรอก ฮ่าๆๆๆ” ชายแต่งตัวดูดีคนหนึ่ง ดูเหมือนจะเป็คนรู้จักของอาจารย์ ขำพูดเชิงดูถูกพลางยิ้มแสยะจนใบหน้าบิดเบี้ยว ส่วนลูกศิษย์ของเขายืนยืดหน้าอกอย่างมั่นใจ พลางยิ้มฉีกกว้างมองต่ำเหยียดผมชัดเจน
“ฮ่าๆๆ เห็นแบบนี้ลูกศิษย์ข้า เป็อัจฉริยะเชียวนะเว้ย! ไอ้เ้านี่ล่าตัวนิ่มหนักได้ั้แ่อายุห้าขวบเชียว แถมยังเขียนอักษรเวทมนตร์ได้ด้วย” เสเกพูดอวดอ้างผมสุดๆ แต่อีกฝ่ายได้ยินก็หัวเราะเยาะอย่างน่าเกลียด
“ฮ่าๆๆๆ ฮิๆๆ แกอย่ามาโกหกเลย ฉันเข้าใจนะว่ามีลูกศิษย์กากๆ มันน่าอาย ก็เลยต้องสร้างเื่โกหก เพื่อให้ดูดีขึ้นมาสินะฮ่าๆๆ ช่างเป็ศิษย์อาจารย์ผู้น่าสงสาร” ดูเหมือนชายคนนี้จะดูถูกพวกเราเอามากๆ จนเสเกพูดออกมาว่า
“ถ้าอย่างนั้น ให้ศิษย์เอกของเ้า ประลองกับศิษย์ของข้าเพื่อวัดฝีมือเลยไหมล่ะ” เสเกพูดท้าทาย ก่อนที่ศิษย์ของอีกคนจะพูดเชิงเหยียดว่า
“ห่ะ!! ไอ้เด็กบ้านนอกเนี่ยนะ!! ข้าเป็ถึงลูกขุนนางมีเกียรติ ไม่อยากไปข้องเกี่ยวกับพวกขยะเลย”
“เอาน่าทาราทอส กระทืบเด็กบ้านนอกจะเป็อะไรไปเล่า เอาให้มันอับอายจนไม่กล้ามาเมืองนี่เลยสิ ฮ่าๆๆๆ” ฮืม ทาราทอส ไอ้นี่มันลูกขุนนาง ที่เลื่อนยศจากผลงานของเราถึงสามขั้นเมื่อชาติที่แล้วนี่หว่า