บทที่ 21
อาหารเช้า
เมิ่งอวิ๋นเสียงเหลือบมองนางที่อยู่ด้านข้าง แล้วพ่นลมหายใจอย่างเ็า ขณะเริ่มเปิดศึกก่อนเล็กน้อย
“พอได้แล้ว ไท่จื่อเฟยนั่งลง” เมื่อเห็นว่าเยวี่ยเอ๋อถูกสตรีผู้นี้ข่มเหงด้วยวาจาอีกครั้ง จิ่งหรงก็รู้สึกไม่สบอารมณ์ยิ่งนัก
ผ่านไปครู่หนึ่ง หญิงรับใช้ก็หยิบเก้าอี้ตามคำสั่งก่อนหน้านี้มาวางตรงหน้าเมิ่งอวิ๋นเสียง
เมื่อเห็นเก้าอี้ เมิ่งอวิ๋นเสียงก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก โชคดีที่เก้าอี้ตัวนี้ไม่มีตะปู มิฉะนั้นบั้นท้ายของนางก็คงจะสะบักสะบอมไปมากกว่านี้
“เหตุใดยังไม่นั่งลงอีก? จะยืนกินข้าวหรือ?” เมื่อเห็นเมิ่งอวิ๋นเสียงยังคงยืนอยู่กับที่ จิ่งหรงก็รู้สึกสงสัยว่าสตรีผู้นี้กำลังคิดอะไรอยู่ในใจ เขาจึงพูดด้วยน้ำเสียงเ็า...
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เมิ่งอวิ๋นเสียงก็หัวเราะแห้งก่อนจะส่ายหน้า แล้ววางมือคู่งามลงบนเอวของตนอย่างแ่เบา แล้วนั่งลงอย่างแช่มช้า ท่าทางของนางดูราวกับสตรีตั้งครรภ์ที่พยายามทรงตัว มันทั้งดูน่าขันปนหดหู่ยิ่งนัก
เมื่อมองไปที่จิ่งหรงและเจียงหลูเยวี่ย ก็เห็นว่าพวกเขายังคงอิงแอบแนบชิดกันอย่างสงบราวไม่มีคนอื่นอยู่ด้วย
เมิ่งอวิ๋นเสียงไม่ได้รู้สึกโกรธเลย นางนั่งจิบชาแล้วหลับตาลงพลางพูดเบา ๆ ว่า “หม่อมฉันคิดว่าไท่จื่อห่วงใยหม่อมฉันมากเกินไป จึงสั่งให้นางข้าหลวงาุโมาสอนมารยาทในราชสำนักให้โดยเฉพาะ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะเป็การดีกว่าหากไท่จื่อจะทรงห่วงใยน้องสาวเป็พิเศษ”
“เ้าหมายความว่าอย่างไร?” สตรีผู้นี้ไม่เคยพูดจาสุภาพมาก่อน และมักพูดจากลับตาลปัตรเสมอ
หมายความว่าอะไร? ไท่จื่อก็ทำตัวปกติ คิดจะหาเื่เปิ่นกงอย่างเปิดเผยอย่างนั้นหรือ?
“หม่อมฉันแค่สงสัยว่าขาของน้องสาวหักหรือ? พบหน้าเปิ่นกงแล้วยังไม่รีบคุกเข่าอีก” การแสดงออกของนางอ่อนโยน ทว่าน้ำเสียงของนางร้ายกาจอย่างยิ่ง
เมื่อได้ยินเช่นนี้ การแสดงออกของเจียงหลูเยวี่ยก็หยุดนิ่ง คิ้วของนางขมวดเล็กน้อย พลันดวงตาของนางก็มีน้ำตาคลอเบ้า นางมองจิ่งหรงด้วยความออดอ้อนทันที เมื่อเขาเห็นเช่นนี้ก็ถึงกับใจสั่นสะท้าน
“เป็ความผิดของน้องเองเพคะ น้องสาวจะรีบคุกเข่าให้พี่สาว...”
แม่ดอกบัวขาวนี้ก็ฉลาดเช่นกัน ครั้งแรกที่นางถูกตำหนิ แทนที่จะยอมรับผิดอย่างเดียว แต่กลับส่งสัญญาณไปยังผู้ชายของตนด้วย
ก่อนที่เจียงหลูเยวี่ยจะลุกขึ้น จิ่งหรงก็จับตัวนางไว้และให้นางนั่งลง แล้วขมวดคิ้วมองเมิ่งอวิ๋นเสียงก่อนจะพูดว่า “เปิ่นหวางเคยบอกเ้าไปแล้วว่า ใน่สองสามวันนี้เยวี่ยเอ๋อรู้สึกไม่สบาย ดังนั้นธรรมเนียมคุกเข่านี้จึงถูกยกเว้นไปก่อน...”
เมิ่งอวิ๋นเสียงกลอกตาหลายร้อยครั้งในใจ แต่ก็ยังมีสิ่งที่ต้องทำต่อ “เนื่องจากไท่จื่อได้ตรัสไปแล้ว...”
นางหยุดชั่วคราวแล้วพูดต่อ “เช่นนั้นเปิ่นกงก็จะรอให้น้องสาวฟื้นตัวเสียก่อน จึงจะไปรบกวนนางข้าหลวงาุโอวี่ให้มาจัดการ มิฉะนั้นมันจะนานเกินไป เกรงว่าน้องสาวจะลืมธรรมเนียมไปและจะติดเป็นิสัยไร้มารยาท เมื่อเจอเปิ่นกงแล้วเ้าจะไม่คุกเข่าก็ไม่เป็อะไรหรอก หากแต่ถ้าออกไปข้างนอกแล้วยังแสดงกิริยาเช่นนี้อีก ไท่จื่ออาจจะเสียพระพักตร์ได้...”
เมื่อเจียงหลูเยวี่ยได้ยินครึ่งแรกของประโยค เดิมทีนางก็คิดว่าเมิ่งอวิ๋นเสียงคงจะถูกไท่จื่อจัดการแล้ว แต่นางคาดไม่ถึงเลยว่าสตรีผู้นี้จะพูดคำเหล่านี้ต่อ
เมิ่งอวิ๋นเสียงแสร้งทำเป็ไม่สนใจและเหลือบมอง เจียงหลูเยวี่ย ก่อนจะหยิบขนมเปี๊ยะอีกชิ้นเข้าปาก แล้วพูดด้วยเสียงอู้อี้ว่า “แม้ว่านางข้าหลวงาุโอวี่จะแก่ชราแล้ว แต่นางก็ยังคงสอนมารยาทได้ดี จะเห็นได้ว่าเรียนกับนางเพียงไม่กี่วัน เปิ่นกงก็ดูเป็กุลสตรีมากขึ้นกว่าเดิมนัก...”
ชิงหลัวที่อยู่ด้านข้างรู้สึกอับอาย หากไม่พูดขณะที่ขนมเปี๊ยะเต็มปากก็จะยังพอดูน่าเชื่ออยู่บ้าง
“พอแล้ว เยวี่ยเอ๋อไม่ใช่สตรีที่ต่อปากต่อคำเก่งและหยาบคาย นางเป็ที่รู้จักในฐานะกุลสตรีมาโดยตลอด และนางจะไม่มีวันลืมธรรมเนียมเหล่านี้”
“ไท่จื่อกำลังจะบอกว่าภูมิหลังของหม่อมฉันในจวนไม่ดี หรือว่ากิริยาของทุกคนในวังไม่ดีเท่านางหรือเพคะ?” เมิ่งอวิ๋นเสียงกลอกตาพลางยกยิ้มอ่อน
สตรีผู้นี้ยกจวนเสนาบดีมาขู่อีกแล้ว