เช้านี้ก็เป็เหมือนเช้าวันธรรมดาของผมอีกวันหนึ่ง ผมตื่นขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวเตรียมตัวที่จะไปเรียนตามปกติ เมื่อผมลงมาที่ชั้นล่างของบ้านก็มีเสียงใครคนหนึ่งเรียกผม
“อ้าวสายฟ้าตื่นแล้วหรอลูก มากินข้าวเร็ว เดี๋ยวไปเรียนสายนะ”
“ครับแม่”
เมื่อผมกินอาหารเช้าเสร็จผมก็ออกมาขึ้นรถของของรัณที่จอดรออยู่หน้าบ้าน ซึ่งแม่ผมก็ออกมาส่งตามปกติ เมื่อผมขึ้นรถของรัณเป็ที่เรียบร้อยแล้วทันทีที่รถเริ่มออก แม่ผมก็ยิ้มและโบกมือลาตามปกติแต่สิ่งที่ไม่ปกติคือทันใดนั้นเองอยู่ดีๆแขนแม่ที่กำลังโบกมือก็ขาดออก พร้อมกับลำตัวที่ขาดออกจากกัน...
“แม่!!!!!”
ผมใสะดุ้งตื่นขึ้นมาบนเตียงในสถานที่แห่งหนึ่ง เมื่อผมมองไปรอบๆห้องก็มองเห็นของเก่าจำนวนมากมีทั้งที่ใช้ได้และใช่ไม่ได้ ผมลุกขึ้นมานั่งและหยิบสร้อยทับทิมออกมาดู ก็ได้เห็นรอยร้าวบนจี้ทับทิม
“มันไม่ใช่ฝันสินะ” ผมพูดพร้อมกับนั่งร้องไห้อยู่ตรงนั้น
“ฝันนไรเหยออ” เสียงปริศนาดังขึ้นพร้อมกับปรากฏเงาร่างเ้าของเสียงที่สูงใหญ่ราวสองเมตรกว่าๆ รูปร่างอ้วนเดินเข้ามาในห้อง
“ั์!!!???” ผมร้องออกมาด้วยความใพร้อมกับมองที่จะหาทางหนีแต่ก็มีทางเข้าออกทางเดียวคือทางที่เ้าตัวนั้นเข้ามา ผมจึงคว้าไม้กอล์ฟที่วางอยู่ผนังห้องมาเพื่อป้องกันตัว
“ั์เหรอไม่เอาั์ อ้วนไม่ชอบั์” เ้าตัวนั้นร้องออกมาพร้อมกับนั่งตัวสั่นเอามือปิดหัวทำท่าตื่นกลัว
“ฟ้าทำอะไรเนี่ย เ้าอ้วนกลัวหมดแล้วเนี่ยเห็นมั้ย โอ๋โอ๋นะเ้าอ้วน ไม่มีั์ที่ไหนหรอกนะไม่ต้องกลัวนะ” น้ำที่อยู่ๆพรุ่งพรวดเข้ามาและเข้าไปปลอบเ้าตัวโตนั่น
“ฟ้า? ฟ้าฟื้นแล้วหรอเป็ห่วงแทบแย่ ฟ้าหลับไปตั้งเป็อาทิตย์เลยรู้ป่าว” น้ำถอยจากเ้าตัวโตแล้วพุ่งเข้ามากอดผม
“หนึ่งอาทิตย์เลยหรอ แล้วที่นี่ที่ไหน แล้วนั่นมันตัวอะไรอะน้ำ”
“อ๋อนั่นเ้าอ้วนนะ เป็ลิงของเ้าของร้านหงส์ทองร้านนี้น่ะ”
เ้าอ้วนเลิกตื่นกลัวและลุกขึ้นเดินมาทางผม
“ซาหวาดดีนะวชิระ ไม่ต้องกลัวั์นะ อ้วนจะปกป้องวชิระเองงง” เ้าอ้วนเดินเข้ามากอดผมพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงที่ยืดยาว ลักษณะของเ้าอ้วนนั้นลักษณะของมันคล้ายกับลิงกอริลลาที่ยืนตัวตรง และสูงประมาณสองเมตรครึ่ง ต่างจากกอริลลาตรงที่มันมีพุงที่กลมโต ขนอันนุ่มนิ่มของมันนั้นมีสีน้ำตาล แววตาของมันใสซื่อเหมือนเด็กไร้เดียงสาไม่มีพิษไม่มีภัยอะไร
“อ้วนคอยดูแลวชิระ ตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาเลยนะ อ้วนชอบวชิระมากๆเลย” เ้าอ้วนพูดด้วยแววตาที่เป็ประกาย
“เอ่อขอบใจมากเลยนะเ้าอ้วน”
“ฟ้าออกไปพบเ้าของร้านกันเถอะพวกเราจะได้อธิบายอะไรๆหลายๆอย่างให้ฟ้าเข้าใจด้วย” น้ำพูดพร้อมกับจูงมือผมเดินออกจากห้องนั้น โดยมีเ้าอ้วนเดินตามมาติดๆ
“น้ำ...ฟ้าอยากลับบ้าน” ผมพูดพร้อมกับหยุดเดินต่อไป
“กลับบ้านงั้นหรอฟ้า? ตอนนี้อะไรๆมันไม่เหมือนเดิมแล้วนะฟ้าออกไปเจอทุกคนก่อนเราจะได้คุยเื่นี้กัน”
ผมได้แต่นิ่งเฉยไม่ตอบอะไรเมื่อไปจนเดินไปถึงห้องที่หมาย รอบๆห้องเต็มไปด้วยของสะสมที่เป็ของเก่ามากมายที่ทั้งเครื่องประดับและของใช้ต่างๆที่ถูกจัดวางไว้ให้เหมาะสมตามที่ของมัน ผมมองไปรอบๆห้องจุดไปสะดุดตาเขข้าที่มุมห้องมุมหนึ่งซึ่งมีชายคนหนึ่งยืนอยู่
“ไอ้รัณ!!!!” ผมะโร้องเรียกชื่อและพุ่งตรงไปที่ดารัณทันทีด้วยความโกรธแค้นที่เขาไม่ช่วยแม่มาด้วย
“ใจเย็นก่อนสิฟ้า ที่พวกเราทำไปนั้นมีเหตุผลนะ” น้ำพูดพร้อมกับรั้งผมไว้
“เหตุผลงั้นเหรอน้ำ มันมีเหตุผลอะไรถึงขนาดตัดแขนแม่แล้วทิ้งให้แม่โดนฆ่าตายอยู่ที่นั้น น้ำปล่อย!!!”
“ฟ้าใจเย็นก่อน เ้าอ้วนจับฟ้าไว้ที ฟ้าเค้าจะทำร้ายตัวเองน่ะอ้วน” พอพูดจบเ้าอ้วนก็ยื่นมือและแขนอันใหญ่โตมาจับตัวผมไว้
“ปล่อยนะปล่อยเดี๋ยวนี้ ไอ้ลิงโง่ บอกให้ปล่อยไง”
“อ้วนนปปล่อยยวชิระม่ายด้ายหรอกก อ้วนนม่ายอยากให้วชิระทำร้ายยตัวเองง วชิระต้องไม่ทำร้ายตัวเองนะ อ้วนนม่ายอยากให้วชิระต้องเจ็บตัว” เ้าอ้วนพูดด้วยน้ำเสียงอันยืดยาวของมัน รัณที่ยืนอยู่ที่มุมห้องนั้นได้แต่เบือนหน้าหนีและไม่ได้พูดอะไรออกมา
“อ้าวเอะอะอะไรกันๆ โอ้โหฟื้นมาก็แรงดีเชียวนะพ่อวชิระ เก็บแรงไว้จะดีกว่าเดี๋ยวเธอได้ใช้มันแน่”
หญิงสาวทรงโตในชุดกี่เพ้าคนหนึ่งพูดขึ้นหลังจากที่เธอเดินเข้ามาที่ห้องแล้ว
“สวัสดีค่ะเจ๊หงส์” น้ำกล่าวทักทายผู้หญิงคนนั้น
เธอเดินตรงเข้ามาที่ผมที่ยังดิ้นอยู่อย่างช้าๆพร้อมกับเอาพัดคลี่ในมือของเธอฟาดเข้ามาที่หน้าของผม
“ไม่มีใครไม่เสียใจกับเื่ที่เกิดกับภาหรอกนะ อย่าคิดว่าตัวเองเสียใจอยู่คนเดียวแล้วเปิดรับฟังเื่ของคนอื่นซะบ้าง”
“นภาภัทร”หรือ“ภา” นั้นเป็ชื่อของแม่ผมเอง ผมอาจไม่ได้บอกให้ใครรู้เลยที่รู้ก็มีแค่บ้านคุณลุงคุณป้าที่เป็พ่อแม่ของน้ำ บ้านของรัณ ส่วนคนอื่นๆมักเป็เป็คนรู้จักเก่าแก่ของแม่ทั้งนั้น เพราะแม่ไม่ค่อยคบค้าสมาคมกับใครส่วนมากแม่มักใช้เวลาอยู่บ้านทำความสะอาดบ้านและจัดสวน
“ป้าเป็ใครรู้จักแม่ด้วยหรอ”
“เด็กน้อยเอ๊ย มีใครบ้างจะไม่รู้จักนภาภัทรเทวีแห่งนภา ชายาของคคเนศวรผู้ยิ่งใหญ่กันล่ะ แล้วอีกอย่างนะ เธอน่ะเป็น้องสาวชั้นเองจำเอาไว้ด้วย” ผมใไปชั่วครู่หนึ่งที่ได้ยินว่าแม่มีพี่สาวด้วย เพราะตลอดเวลาที่อยู่กับแม่นั้น แม่ไม่เคยพูดถึงญาติพี่น้องให้ผมฟังเลย
“งั้นป้า...ก็เป็ป้าของผมจริงๆน่ะสิ ไม่มีทางอะแม่ผมออกจะเป็คนเรียบร้อยอ่อนหวา...” ยังพูดไม่ทันจบพัดก็ฟาดมาที่แก้มผมดังเพี้ยอีกที
“ฟังนะชั้นชื่อกาญจนา หรือที่คนส่วนมากเรียกกันเจ๊หงส์ ส่วนทำไมถึงเจ๊หงส์นั้นก็เพราะ...” เจ๊หงส์พูดพร้อมกับอยู่ดีๆมีปีกสีทองงอกออกมาจากหลังของเธอ
“แค่นี้ก็คงพอแล้วนะ” เธอพูดพร้อมกับหุบปีกของเธอลง
“พ่อผมเป็ใครกันแน่ เป็เพราะเขาใช่มั้ย เื่ทั้งหมดนี่มันเกิดขึ้นเพราะเขาใช่มั้ย”
“ก็ใช่แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดหรอกนะสายฟ้า เื่ทั้งหมดที่มันเกิดขึ้นนี้เป็เพราะการมีอยู่ของตัวเธอนั่นแหละ”
“ป้าพูดแบบนี้ได้ไง ป้าจะพูดว่าแม่ผมต้องตายก็เพราะผมงั้นสิ แม่ผมต้องตายเพราะไอ้เสือดำตัวนั้นที่มันไม่ยอมช่วยแม่ผมมาด้วยต่างหาก”
“สงบปากสงบคำซะมั่งก็ดี บางทีชั้นก็คิดนะว่าถ้าแม่ของเธอไม่พาเธอหนีก่อนที่เธอจะโดนพ่อของเธอฆ่า ทุกอย่างก็คงไม่เป็แบบนี้” ป้าพูดพร้อมกับเอาพัดของเธอมาดันที่คางของผม พร้อมกับผมที่ทำสีหน้าใที่ได้ยินคำพูดนั้น
“ปล่อยเขาลงซะเ้าอ้วน”
“คับหม่าม้า” เ้าอ้วนตอบรับป้าพร้อมกับวางผมลงกับพื้น
“แล้วจะให้ผมเชื่อได้ยังไงว่าป้าเป็ป้าแท้ๆของผมจริงๆ” ผมพูดด้วยความคลางแคลงใจ
“เธอจะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่เธอ มันเป็สิทธิ์ของเธอเอง แต่ที่พวกเราจะคุยกันในวันนี้เพราะเื่ความปลอดภัยของตัวเธอเอง และก็ของหิมพานต์ด้วย”
“เหอะหิมพานต์งั้นเหรอ ทำไมผมถึงต้องอยากให้ที่นั่นปลอดภัยด้วย ผมไม่มีเื่อะไรกับที่นั่นแล้ว แม่ผมก็ไม่อยู่แล้ว”
“งั้นเหรอ เธอคิดแบบนั้นเหรอ”
“ป้าพูดแบบนี้หมายความว่าไง ก็แม่ผมตายไปแล้ว ผมเห็นมากับตา” ผมพูดด้วยเสียงกระโชกโฮกฮาก
“ใจเย็นก่อนสิ อะรับนี่ไป” ป้าพูดจบพร้อมกับเดินไปหยิบกล่องสี่เหลี่ยมใบหนึ่งและยื่นมาให้ผม เมื่อผมรับมานั้นกล่องก็ได้เปิดออก แต่ยังเหลือชั้นในอีกชั้นที่เป็แก้วอยู่ เมื่อผมได้เห็นของภายในนั้นผมก็เข่าอ่อนและลงไปนั่งคุกเข่าร้องไห้ นั่งกอดกล่องใบนั้นในทันที ของภายในกล่องนั้นคือแขนขวาของแม่ผมที่ถูกดารัณตัดขาดนั่นเอง
“รู้มั้ยว่าต้องใช้เวลาถึงสี่วันกว่าจะแกะมันออกจากมือเธอได้ เอาล่ะที่นี้ก็เปิดฝาขึ้นแล้วหยิบมันออกมาซะ”
ผมทำตามที่ป้าบอกเปิดฝาครอบที่เป็แก้วออกพร้อมกับหยิบแขนหวาของแม่ออกมา แต่ทันทีที่ผมจับไปที่แขนของแม่แขนของแม่ก็เปล่งแสงออกมาพร้อมกับที่แขนของแม่กลลายเป็ขนนก ที่ก้านเป็เหมือนกับสีเงินและตรงขนเป็เหมือนกับแก้วแล้วทันใดนั้นเองผมก็เหมือนกับถูกดูดไปอีกโลกหนึ่ง ที่แห่งนั้นคือบ้านของผมเองผมนั่งอยู่บนโต๊ะกินข้าว และผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าผมนั้นคือแม่ของผมเอง
“ผมฝันไปอีกแล้วหรอ นี่มันไม่ใช่เื่จริงอีกแล้วใช่มั้ย” ผมพูดพร้อมกับน้ำตาที่เริ่มไหลออกมา
“มันอาจจะเป็ฝัน หรือเพียงแค่ความคิดในหัวลูกแต่จะมีใครรู้ล่ะว่ามันไม่ใช่ความจริง นอกจากตัวของลูกเอง”
“ผมคิดถึงแม่มาตลอด ทำไมแม่ไม่ยอมตื่นขึ้นมาคุยกับผมทั้งที่แม่ทำได้ ทำไมแม่ถึงปล่อยให้ผมเป็ฝ่ายพูดอยู่คนเดียวมาตลอด 8 ปี”
“แม่ขอโทษนะฟ้าที่แม่เห็นแก่ตัว แม่ก็อยากจะลุกขึ้นมาคุยกับลูกนะแต่แม่ทำแบบนั้นไม่ได้”
“ทำไมล่ะครับ ผมขอให้แม่ลุกขึ้นมาตลอด 8 ปี แต่ก็ไม่มีแม้แต่สัญญาณตอบรับใดๆเลย แต่ไอ้รัณมันกลับปลุกแม่ขึ้นมาได้ง่ายๆ”
“แม่ทำข้อตกลงไว้กับเขาเองแหละ ว่าถ้าเกิดเื่จวนตัวอะไรขึ้นมาให้ปลุกแม่ขึ้นมา แต่ไม่ใช่เพื่อหนีหรอกนะลูก แต่เพื่อแค่ให้แม่คนหนึ่งที่จะได้เห็นหน้าลูกของเขา ได้กอดเขา ได้พูดกับเขาเป็ครั้งสุดท้ายแค่นั้นเอง ลูกอย่าโกรธรัณไปเลยนะ แม่ขอให้รัณเขาทำแบบนี้เอง ต้องขอบคุณเขาซะอีกที่ตัดแขนแม่มา ทำให้ส่วนหนึ่งของแม่ได้มาคุยกับลูกแบบนี้”
“แล้วที่แม่ไม่ตื่นขึ้นมานั้นก็เป็เพราะแม่โดนอัคนีสูบิญญาไปจนเกือบหมดตัว ทำให้แม่เลือกที่จะต้องเข้าสู่สภาพจำศีล รอวันที่ตัวแม่เองพร้อมที่จะกล่าวลาลูกชายตัวน้อยของแม่ และจากโลกนี้ไปอย่างสงบ แม่ขอโทษนะที่ทำอะไรที่เห็นแก่ตัวแบบนี้”
“ทำไม ทำไมไม่เคยมีใครบอกอะไรผมเลย ทำไมผมต้องเป็คนสุดท้ายที่รู้เื่นี้ตลอด”
“แม่ไม่อยากให้ลูกเข้าไปยุ่งกับโลกอีกฝั่งจนกว่าจะถึงเวลาอันสมควร แต่ตอนนี้ไม่อยากก็คงไม่ได้แล้ว อ้อแล้วก็ถ้าลูกได้เจอป้า ป้าเค้าไม่ใช่คนไม่ดีอะไรหรอกนะ เค้าน่ะสนใจในตัวลูกและก็เป็ห่วงลูกมากเลยนะ เพียงแต่เค้าแสดงออกมาไม่เก่งแค่นั้นเอง”
“อ๋อผมเจอแล้วครับ โดนพัดฟาดหน้าไปสามสี่ที” ผมและแม่ขำขึ้นมาเล็กเล็กน้อยหลังจากที่พูดถึงป้า
“พอพูดถึงป้า มีคำพูดหนึ่งของป้าที่สะกิดใจผม พ่อคิดจะฆ่าผมแม่เลยหนีมาอยู่ที่นี่งั้นเหรอครับ”
แม่นิ่งไปชั่วขณะหนึ่งก่อนจะตอบผมมาว่า
“ไม่ว่าใครจะพูดอะไรยังไงแต่ขอให้ลูกฟังแม่นะ พ่อของลูกรักและเป็ห่วงลูกไปไม่น้อยกว่าแม่เลย” แม่พูดพร้อมกับยิ้มออกมา
“นี่ก็ได้เวลาแล้วสินะ แย่จังอยากคุยกับลูกอีกเยอะๆแท้ๆ” แม่พูดพร้อมกับยกมือที่ค่อยๆสลายไ ปขึ้นมาดู
“เดี๋ยวก่อนสิครับแม่ ผมยังมีอีกหลายเื่ที่อยากจะถามแม่อยู่เลย”
แม่อมยิ้มพร้อมกับตอบมาว่า
“เพื่อนๆของลูกเค้าเป็คนดีนะ เค้าคอยดูแลลูกแทนแม่มาตลอดที่แม่ไม่อยู่ ลูกเชื่อใจพวกเค้าได้ อ้อแล้วก็เื่หิมพานต์ที่ลูกเล่าให้แม่ฟังมันสนุกมากๆเลย มันทำให้แม่คิดถึงเมื่อครั้งที่แม่อยู่ที่นั่น ขอบคุณลูกมากนะ”
“ไว้เมื่อมีโอกาส เล่าให้แม่ฟังอีกนะลูกรักของแม่” แม่พูดจบพร้อมกับสลายไปด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม
“ฟ้า ฟ้า ฟ้า ฟ้าเป็อะไรรึป่าว” น้ำพูดพร้อมกับเขย่าตัวผมที่นั่งนิ่งไป
“อืมไม่เป็ไรฟ้าโอเคแล้วน้ำ”
“อะนี่กล่องใหม่ เอาใส่ขนนกนั่นซะ เดี๋ยวทำหายทำหักจะมานั่งร้องไห้เป็เด็กอีก” ป้าพูดพร้อมกับโยนยื่นกล่องใบใหม่ให้ผม
“ขอบคุณครับป้า” ผมพูดพร้อมกับโผตัวเข้าไปกอดที่ป้า ซึ่งนั่นทำให้เธอเก้อๆเขินๆทำอะไรไม่ถูกๆได้แค่กอดและลูบหัวผมและพูดว่า
“เด็กน้อยเอ๊ย เหมือนแม่เธอไม่มีผิด”
ผมผละตัวออกจากป้าและหันหลังไปไปกอดน้ำในทันที
“ทำอะไรเนี่ยฟ้าเราไม่ใช่เด็กๆกันแล้วนะ” น้ำพูดพร้อมกับสีหน้าทีแดงก่ำ
“ไม่มีอะไรหรอกแค่อยากจะขอบคุณแค่นั้นเองที่คอยดูและฟ้ามาตลอด”
ผมผละตัวออกจากน้ำและมองไปที่ดารัณซึ่งยืนอยู่ที่มุมห้องพร้อมกับเดินไปหาเขา ในขณะที่เดินมาหยุดอยู่ที่ตรงหน้าของเขานั้นดารัณก็ยังคง เบือนหน้าหนีจากผม
“ไอ้รัณ”
“ว่า...” รัณตอบมาแต่ก็ไม่ได้มองผมซึ่งเป็คู่สนทนาแต่อย่างใด
“กูขอบคุณนะถ้าไม่มีมึง กูคงไม่มีโอกาสได้คุยกับแม่อีก” ผมพูดจบพร้อมกับกอดไปที่รัณทันที
“เห้ย!!! มึงทำอะไรเนี่ยขนลุกว่ะ” รัณพูดพร้อมกับแสดงท่าทางเลิ่กลั่กออกมา แต่ก็ไม่ได้ผลักผมออกแต่อย่างใด
“มึงเป็ไรวะ แค่กอดเอง รึมึงเขิน” พอผมพูดจบก็ได้ยินเสียงฝีเท้าตรงเข้ามาที่ผมพร้อมกับกอดผมกับรัณไว้จนแน่น
“อ้วนนก็อยากกจะกอดดวชิระมั่ง” เ้าอ้วนพูดพร้อมกับกอดรัดผมกับรัณไว้แน่น
“เ้าอ้วนปล่อยก่อน แน่นเกินไปแล้ว หายใจไม่ออก” ผมพูดด้วยน้ำเสียงอู้อี้พร้อมกับได้ยินเสียงน้ำกับป้าหัวเราะกันคิกคัก เมื่อเ้าอ้วนปล่อยตัวผมลง ผมก็ได้เริ่มบทสนทนาใหม่ขึ้น
“ป้าครับผมอยากรู้ว่าอะไรที่ทำให้ป้าบอกว่าผมเป็ต้นเหตุของเื่ทั้งหมด”
“พร้อมจะฟังแล้วงั้นสิ คงต้องเล่าย้อนไปซักหน่อยล่ะนะ”
ณ หิมพานต์ ดินแดนแห่งเหล่าสรรพสัตว์ต่างๆได้ปกครองโดยจักพรรดิทั้ง 4 ซึ่งประกอบไปด้วย เทพแห่งพฤกษาผู้ปกครองเขตเหนือและเป็ผู้ถือครองลูกแก้วจิติญญาแห่งอุดร ราชันแห่งสรรพสัตว์ผู้ดูแลทางทิศตะวันตกและเป็ผู้ถือครองลูกแก้วจิติญญาแห่งประจิม เ้าแห่งบาดาลผู้ปกครองทางทิศใต้และเป็ผู้ถือครองลูกแก้วจิติญญาแห่งทักษิณ ขาดเพียงแค่ทิศตะวันออกและลูกแก้วจิติญญาแห่งบูรพาที่ยังขาดราชันแห่งนภามาปกครองด้วยเกรงกลัวคำทำนายที่ว่า
“จิติญญาแห่งบุตรทางสายเืของราชันแห่งนภา จักทำลายล้างผลาญบิดาผู้ซึ่งให้กำเนิดตน และจักนำความหายนะมาสู่หิมวันต์ หากแต่มีเพียงกมลแห่งบุตรทางสายเืเท่านั้นที่จักหยุดยั้งหายนะนี้ได้”
ด้วยคำทำนายนี้จึงทำให้ไม่มีใครอยากตำแหน่งนี้เท่าไหร่นักหรือแม้แต่ผู้ที่หมายจะลูกแก้วนี้เพื่อเป็ราชันนภาเพื่อจุดประสงค์ชั่วร้ายก็ไม่สามารถหาลูกแก้วนี้ที่ซ่อนอยู่ทางเหนือได้ จนทำให้อินทราเทพลงมาจัดการแข่งขันเพื่อหาผู้ที่เหมาะจะลูกแก้วจิติญญาแห่งอุดรเพื่อรักษาสมดุลของหิมพานต์ และจะประทานพรให้ 1 ข้อแก่ผู้ที่ชนะเหล่าปักษีและปักษาน้อยใหญ่ต่างๆรวมทั้งสัตว์ที่บินได้ ได้เข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้มากมาย ส่วนหนึ่งก็เพื่อหวังจะพลังแห่งลูกแก้วและพรของอินทราเทพนั่นเอง และผู้ที่ได้รับเลือกในคราวนั้นก็คือ “คคเนศวร” 1 ในพญาครุฑที่เหลือเพียงไม่กี่ตัวในหิมพานต์นั่นเอง
“นี่ป้าหมายความว่าพ่อของผมเป็ครุฑงั้นหรอ งั้นผมก็ไม่ได้มีสายเืมนุษย์ในตัวเลยงั้นสิ” ผมพูดด้วยความใที่ได้ยินว่าพ่อของตัวเองนั้นเป็พญาครุฑ
“มีอะไรให้ในักรึไง” ป้าผมกล่าว
“ทั้งๆที่พ่อเป็ครุฑ แม่ก็น่าจะเป็อะไรซักอย่างที่มีปีก ทำไมผมถึงเป็เหมือนเด็กมหาลัยปกติทั่วไปล่ะครับป้า ไหนจะคำทำนายอะไรนั่นอีก เพราะคำทำนายนั่นทำให้ผมโดนหมายหัวอย่างนั้นหรือครับ” ผมพูดออกไปด้วยความสงสัย
“เด็กมหาลัยธรรมดาทั่วไปสามารถทำให้กาฬสีหะตัวโตสลบไปได้ถึง 5 วันอย่างนั้นเหรอ”
“เอ่อ...เจ๊หงส์ครับผมว่าเื่นี้มันไม่เกี่ยวกันเลยนะครับ” ดารัณพูดแทรกขึ้นมา
“เงียบไปก่อนเลยดารัณ จะไปเกี่ยวได้ยังไง หรือเป็เพราะโดนไอ้อัคนีมันต่อยไปแค่หมัดสองหมัดก็ถึงกับกลับมานอนสลบเป็ตายอยู่ที่ทางเข้าตลาดแล้ว” เมื่อดารัณได้ฟังป้าพูดก็ได้แต่เงียบไม่พูดอะไรออกมาอีก
“ป้าหมายความว่าไงครับ แล้วอัคนีนี่มันเป็ใครกันแน่ทำไมต้องทำร้ายแม่ผมด้วย” ผมถามขึ้นด้วยความสงสัย
“อ๋อไม่พูดขึ้นมาก็เกือบลืมไปเลย ไอ้อัคนีนี่แหละที่คอยตามราวีเธอกับแม่มาตลอดทุกๆ เื่มันเริ่มจากในอดีตมีั์ตนหนึ่งอาศัยอยู่ทางตะวันตกของหิมพานต์ซึ่งก็คือไอ้เ้าอัคนีนี่แหละ ซึ่งพวกเาาวหิมพานต์บางคนจะมีพลังวิเศษติดตัวมาโดยกำเนิดซึ่งส่วนมากสืบทอดทางสายเืส่วนมากพวกนี้จะโดนเรียกว่า “พวกราชวงศ์” เป็หนึ่งในกลุ่มที่มีอยู่ในหิมพานต์โดยสิ่งมีชีวิตจะแบ่งได้สี่ระดับ ระดับแรกคือสัตว์ทั่วไปที่เกิดมาใช้ชีวิตเป็ผู้ล่าหรือถูกล่ากลุ่มนี้มีอยู่มากและมีอยู่ทั่วไปในหิมพานต์และไม่สามารถพูดได้ อีกระดับก็คือพวกที่อยู่ในระดับทั่วไปคือสัตว์ที่สามารถพูดและคิดเหมือนมนุษย์และสำหรับชาวหิมพานต์มนุษย์ก็ถูกจัดให้อยู่ในระดับนี้เช่นกันส่วนมากในระดับนี้จะไม่สามารถใช้เวทย์มนต์คาถาได้ด้วยตัวเองได้แต่ต้องใช้อุปกรณ์เวทย์ช่วย พวกกลุ่มนี้เปรียบกับโลกมนุษย์แล้วก็เหมือนคนธรรมดาทั่วไปนั่นแหละ ส่วนอีกกลุ่มก็คือพวกราชวงศ์พวกนี้ไม่ได้ต่างอะไรไปจากกลุ่มก่อนหน้าหรอกเพียงแต่ด้วยสายเืทีมีในตัวทำให้มีพลังวิเศษต่างๆหรือพละกำลังมากกว่าปกติ แต่ไม่ใช่ว่าพ่อกับแม่เป็ราชวงศ์แล้วลูกจะเป็ราชวงศ์ด้วยลูกที่เกิดจากราชวงศ์ แล้วออกมาเป็พวกธรรมดาก็มีอยู่ทั่วไป สายเืราชวงศ์นั้นก็เหมือนกับเมล็ดพันธุ์นั่นแหละ หากกระถางที่ปลูกไม่เหมาะสมก็ไม่อาจโตได้ เช่นเดียวกันกับผู้มีสายเืราชวงศ์ในตัวหากแต่ไม่เหมาะสมก็ไม่สามารถใช้พลังของราชวงศ์ได้และเป็เพียงชาวหิมพานต์ธรรมดาทั่วไป แต่ในทางกลับกันหากความเข้ากันได้นั้นมีมากก็จะมีพลังที่มหาศาล อีกระดับหนึ่งคือพวกเหล่าเทพพวกนี้ไม่มีรู้ว่ามีตัวตัวตนจริงหรือไม่ ไม่เคยมีใครพบเห็นมาก่อน ว่ากันว่าพวกกลุ่มนี้เป็ผู้ให้กำเนิดเหล่าสายเืราชวงศ์ต่างๆที่มีในปัจจุบันนี้ ซึ่งอัคนีก็เป็หนึ่งในสายเืราชวงศ์ซึ่งพลังของมันนั้นคือการสูบิญญาซึ่งหากเป็ระดับสัตว์เพียงแค่อยู่ใกล้ๆก็ล้มตายแล้ว ถ้าเป็ต้นไม้ก็แห้งเหี่ยว ถ้าในพวกระดับธรรมดานั้นสามารถอยู่ใกล้ๆได้แต่หากโดนจับสูบิญญาโดยตรงก็จะสูญเสียิญญาและพลังชีวิตทำให้ร่างกายแห้งเหี่ยวเหลือเพียงโครงกระดูก ส่วนพวกระดับราชวงศ์ก็จะสูญเสียพลังชีวิต,พลังของราชวงศ์และอายุขัยไปตามที่โดนสูบไป หากโดนสูบไปมากๆถึงตอนแรกจะมีชีวิตอยู่แต่สุดท้ายก็จะตายไปในที่สุด แต่แรกเริ่มเดิมทีนั้นเ้านั่นก็ไม่ใช่คนไม่ดีอะไรหรอกเพียงแต่ด้วยพลังที่ตัวเองมีและไม่สามารถควบคุมพลังของตัวเองได้ จึงทำให้ไปที่ไหนที่ไหนก็โดนขับไล่ทุบตีจากพวกที่อาศัยอยู่ที่นั่น เนื่องจากไปทำให้พืชผลหรือเหล่าสัตว์ต้องตายไป ในใจั์เด็กนั่นคงคิดแค่ว่าตัวเองนั้นไม่มีใครเลยกำพร้าและยังตัวคนเดียวไม่มีใคร้าตัวเอง จนได้ไปเจอกับภาที่ตอนนั้นยังเป็เด็กอยู่และบังเอิญไปเจอกับอัคนีซึ่งภาก็เป็ทั้งเพื่อนคนแรกอาจารย์และคนที่อัคนีหลงรักในที่สุด ภาได้สอนการควบคุมพลังของราชวงศ์ให้อัคนีจนอัคนีสามารถควบคุมพลังได้ระดับหนึ่ง จนทำให้ทั้งสองคนสามารถเข้าไปเล่นในป่าด้วยกันได้ จนเวลาผ่านไปทุกอย่างก็เหมือนจะปกติดีแต่ที่เปลี่ยนไปคือภานั้นได้ไปคบหากับคคเนศวร ทำให้อัคนีนั้นคิดว่าตัวเองนั้นโดนหักหลังและกำลังจะโดนภาทิ้งจนสุดท้ายได้ออกอาละวาดสร้างความเสียหายไปทั่วหิมพานต์ จนทำให้เหล่าจักรพรรดิทั้ง 4 ออกมาจัดการและเขาก็ได้พ่ายแพ้ให้กับคคเนศวรและสูญเสียตาซ้ายไปในการต่อสู้ครั้งนั้น พร้อมกับโดนขับไล่ออกจากหิมพานต์ออกไปชั่วนิรันดร์ แต่หมอนั่นก็ไม่ได้ยอมแพ้ไปซะทีเดียว มันออกไปทำธุรกิจมืดอยู่ที่โลกมนุษย์และเหมือนจะไปได้ดีซะด้วย มันลักลอบนำดอกราตรีออกมาจากหิมพานต์แล้วนำไปสกัดเป็ตัวยาเสพติดจนทำให้มันนั้นร่ำรวยขึ้นมา เพราะมีเพียงมันคนเดียวเท่านั้นที่ลักลอบเอาออกมาได้ เดิมทีแล้วการลักลอบนำออกมานั้นก็มีโทษร้ายแรงแต่ก็ไม่รู้ว่ามันสามารถทำได้ยังไง จนวันหนึ่งมันได้รู้ข่าวการมาที่โลกมนุษย์ของเธอและแม่ มันจึงตามราวีเธอกับแม่ไม่เลิกเพราะมันเชื่อว่าเธอคือเด็กในคำทำนาย และมันก็เชื่ออีกด้วยว่าหากมันสามารถดูดิญญาเธอไปได้นั้น จะทำให้มันสามารถชนะพ่อของเธอได้ มันจึงได้ตั้งค่าหัวเธอขึ้นั้แ่วันแรกที่เธอมาที่โลกมนุษย์ในหลักร้อยล้าน แต่มันและพวกนักล่าค่าหัวก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก เห็นภาบอกว่าเป็เพราะสร้อยทับทิมนั่น แต่มันจะอ่อนแรงลงทุกๆปีในคืนวันเกิดของเธอ และจะอ่อนแรงลงมากเป็พิเศษในทุกๆ 11 ปี ซึ่งอัคนีมันก็รอจนผ่านไป 14 ปีจึงเข้าโจมตีพวกเธอแต่ก็ไม่สามารถต้านทานพลังของทับทิมได้ แต่ในวันนั้นแม่ของเธอก็ได้โดนสูบพลังไปจนเกือบหมดตัว ทำให้ภาเลือกที่จะเข้าสู่สภาวะจำศีลเพื่อยืดอายุตัวเองต่อไป”
พอผมฟังจบนั้นก็ได้แต่นั่งอึ้งพูดอะไรไม่ออกและในหัวก็มีเื่ให้คิดมากมากเต็มไปหมด
“แม่ผมเป็สายเืราชวงศ์งั้นเหรอครับ แล้วพ่อผมล่ะครับเขาได้เป็ด้วยมั้ย” ผมถามด้วยความสงสัย
“ก็คงจะใช่นะแต่ก็ไม่เคยมีใครเห็นเขาใช้พลังของสายเืราชวงศ์เลยซักครั้ง ขนาดในงานประลองหาผู้ถือครองลูกแก้วเขายังใช้เพียงแค่พละกำลังเอาชนะสายเืราชวงศ์จนได้เป็ผู้ถือครองลูกแก้วเลย จะเห็นเขาใช้พลังก็คงจะมีแค่การจำแลงการเป็มนุษย์แค่นั้นเอง แต่ใครจะไปรู้ล่ะอุปกรณ์เวทย์ที่ทำให้แปลงเป็มนุษย์ได้ก็มีอยู่ถมไป”
“แล้วทำไมผมถึงได้อ่อนแอแบบนี้ ทำไมผมทำได้แค่มองดูแม่ตาย” ผมพูดด้วยน้ำเสียงที่สลด
“เลิกเศร้าได้แล้ว เธอน่ะเป็สายเืราวงศ์แน่ๆ เพียงแต่ยังไม่รู้วิธีควบคุมมันแค่นั้นเอง” ป้าพูดปลอบกับผม
“จริงเหรอเหรอครับป้า แล้วป้ารู้ได้ยังไง ขนาดตัวผมเองผมยังไม่รู้เลย”
“ถามดารัณดูสิ หมอนั่นโดนพลังของเธอไปถึงกับสลบไป 5 วันเลยนะ เพิ่งฟื้นก่อนเธอไม่กี่วันเอง”
“ป้าหมายความว่าไงครับ???”
“นี่จำอะไรไม่ได้เลยเหรอว่าทำอะไรลงไปบ้าง ไหนจำอะไรได้บ้างลองพูดมาซิ”
“ผมจำได้ก็เพียงผมโดนดารัณคาบมา และก่อนผมจะสลบไปผมได้ยินเสียงอะไรที่มันดังมากๆ เสียงมันเหมือนกับฟ้าผ่าอะไรประมาณนั้นอะครับ”
“ใช่แล้วล่ะ พลังของเธอคือควบคุมไฟฟ้าได้ จะว่าควบคุมได้ก็ไม่เชิงไม่งั้นดารัณคงไม่โดนช็อตจนมาถึงที่นี่ ไม่งั้นเธอคงไม่ปล่อยไฟฟ้าออกมารอบๆตัวเธออยู่ถึง 3 วันหรอก”
“ไฟฟ้า...สายฟ้า...วชิระ...นี่มันชื่อของผมหนิครับ งั้นแสดงว่าพ่อกับแม่ผมก็รู้เื่นี้อยู่แล้วน่ะสิ” ผมเริ่มที่จะประติดประต่อเื่ราวได้
“ก็คงใช่ แต่ก็นะรู้ไปว่ามีพลังอะไรแต่ควบคุมไม่ได้ก็ไร้ประโยชน์อยู่ดี”
“ป้าก็เป็สายเืราชวงศ์เหมือนกันหรอครับ”
“ถามแบบนี้หมายความว่าไงยะ เห็นชั้นแบบนี้ชั้นก็เป็สายเืราชวงศ์นะ เพื่อนเธอทั้งสองคนดารัณ กับหนูน้ำนั่นก็เหมือนกัน” ป้าพูดพร้อมกับชี้พัดไปที่สองคนนั่น ผมอึ้งอยู่ชั่วครู่หนึ่งพร้อมกับมองไปที่น้ำที่นั้งยิ้มและโบกมือให้ผม
“งั้นตอนนี้ผมก็ไม่มีที่ไปแล้วใช่มั้ยครับ” ผมพูดกับป้า
“ก็คงจะเป็งั้น คงอยู่ได้แต่ในร้านนี้นี่แหละ นอกจากพวกของอัคนีที่ไม่หวังดีกับเธอแล้ว ก็ยังมีชาวหิมพานต์บางส่วนที่ไม่พอใจกับการมีตัวตนของเธอด้วย คงเป็เพราะคำทำนายนั้นนั่นแหละ”
“ว่าแต่ที่นี่ที่ไหนหรอครับ”
“ที่นี่คือร้านหงส์ทอง ร้านของป้าเอง ซึ่งตั้งอยู่ในตลาดรถไฟน่ะนะ”
“ตลาดรถไฟ??? รัชดางั้นเหรอครับป้า”
“โอ๊ยถามมากซะจริง ตลาดรถไฟแห่งนี้เป็ตลาดใต้ดินที่เป็ที่โดยสารและเดินทางไปมาระหว่างหิมพานต์และโลกมนุษย์ยังไงล่ะ โดยมีทั้งหมด 4 ที่รอบโลกคือ ไทย อียิปต์ บราซิล และที่แคนนาดา แต่ถ้าอยากออกไปเที่ยวชมตลาดก็ระวังหน่อยล่ะ อย่างที่บอกไปคนที่ไม่หวังดีกับเธอก็มี แค่วันแรกที่เธอมาถึงที่ตลาดผู้คนในตลาดก็พากันตื่นตระหนกเพราะกลัวว่าเธอจะนำความเดือดร้อนมาให้ บางคนก็ว่าให้ฆ่าเธอทิ้งซะจะได้จบๆปัญหาไป บ้างก็ว่าให้ออกไปจากตลาดนี้ซะ ทำเอาวุ่นวายกันยกใหญ่เลยเชียว น่าปวดหัวซะจริง” ป้าพูดพร้อมกับทำสีหน้าที่ดูหงุดหงิด
“งั้นถ้าผมตายไปทุกอย่างก็จะจบใช่มั้ยครับ” ผมพูดพร้อมกับทำหน้าซึม
“เฮ้อ...ก็อาจจะแต่ก็เป็ไปได้ว่าไอ้อัคนีมันได้สูบิญญาเธอไปบางส่วนแล้ว เพราะฉะนั้นเธอจะตายไม่ได้เพราะเธอมีหน้าที่ที่ต้องทำอยู่ ซึ่งชั้นก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไรหรอกนะแต่ก็อย่างที่บอกไปคำนายที่ว่าเธอจะสามารถหยุดมันได้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง อย่างน้อยๆพวกเธอทั้ง 3 คนก็ต้องไปที่หิมพานต์และไปบอกเื่นี้ให้จักรพรรดิทั้ง 4 ได้รู้เื่นี้และเตรียมการป้องกันเอาไว้”
“แล้วทำไมผมถึงต้องสนใจว่าหิมพานต์จะเป็ยังไงด้วยล่ะครับ” ผมพูดยังไม่ทันจบดีพัดของป้าก็ฟาดมาที่หน้าผมดังเพี้ยอีกครั้ง
“ไม่คิดเลยนะว่าเธอจะเป็คนที่เห็นแก่ตัวแบบนี้สายฟ้า นอกจากเื่ของเธอกับแม่ใครจะไปยังไงก็ได้งั้นสิ บ้านเกิดของแม่เธอ บ้านเกิดของเพื่อนๆเธอจะเป็ยังไงก็ได้งั้นเหรอ”
“ผมไม่รู้ครับ ผมแค่ไม่รู้ต้องทำตัวยังไง ผมเหมือนเสียจุดมุ่งหมายของตัวเองไป ผมขอโทษครับป้า”
“เฮ้อ...ก็อาจจะมีวิธีทำให้แม่ของเธอกลับมาก็ได้นะ แต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่ามันจะสำเร็จมั้ย เพราะก็ยังไม่เคยมีใครทำมันมาก่อนด้วย” ผมตาเป็ประกายลุกวาวในทันที
“ยังไงเหรอครับป้า ผมต้องทำยังไง ผมยอมทำได้ทุกอย่างเลยครับ ป้าบอกผมมาเถอะ”
“ชั้นก็ไม่รู้เหมือนกันนะ แต่ที่หิมพานต์หากเราเก็บรวบรวมเศษพลังของลูกแก้วจิติญญาทั้ง 4 จะสามารถขอพรได้ 1 ข้อ และตลอด่ชีวิตของชาวหิมพานต์จะขอได้เพียงคนละครั้งเท่านั้น และไม่สามารถขอให้ชุบชีวิตคนที่ตายไปแล้วมาได้ และไม่สามารขอความเป็ะได้ แถมพลังในการขอพรนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าเราได้เศษพลังของลูกแก้วจิติญญามามากแค่ไหน ซึ่งผู้ลูกแก้วจะให้ตามความสามารถที่ได้เข้ารับการทดสอบเพื่อขอรับเศษพลังของลูกแก้วจิติญญา” รอยยิ้มผมเริ่มหายไปเมื่อได้ยินว่าไม่สามารถชุบชีวิตคนที่ตายไปแล้วได้
“อย่าเพิ่งซึมสิถึงเราจะไม่สามารถ ชุบชีวิตคนที่ตายไปแล้วได้ แต่เราสามารถสร้างร่างเนื้อของแม่เธอขึ้นมาใหม่ได้ และใส่ิญญาของแม่เธอเข้าไป” ผมเริ่มกลับมาซึมอีกครั้งเมื่อได้ยินที่ป้าพูด
“มันเป็ไปได้ด้วยเหรอครับป้า แล้วผมจะไปหาิญญาของแม่จากไหน”
“เอ้าๆ ซึมอีกแล้ว ถ้าตามทฤษฎีแล้วมันก็อาจจะเป็ไปได้ ส่วนิญญาของแม่เธอก็อยู่ในขนนกนั่นไง ส่วนจะสำเร็จมั้ยนั้นชั้นก็บอกไม่ได้ อาจจะสำเร็จแต่ด้วยเศษเสี้ยวิญญาเพียงเท่านั้นก็จะทำให้แม่เธอเป็เ้าหญิงนิทราไปจนตาย หรืออาจจะแค่ฟื้นมาอยู่ได้เพียงชั่วครู่ หรืออาจจะไม่สำเร็จเลย แต่ก็อย่างว่าแหละนะยังไม่เคยมีใครเคยลองเพราะการแบ่งิญญานั้นทำได้ยากมากแม้จะในหมู่พวกราชวงศ์ด้วยกันเอง ทำให้ยังไม่เคยมีใครลองมาก่อน หรือถ้าอยากได้ิญญาของแม่เธอแบบ 100% ก็คงต้องให้อัคนีตายไป”
“งั้นผมก็จะไปฆ่าไอ้อัคนีทิ้งซะ แล้วเอาิญญาของแม่คืนมา”
“โอ๊ยน่าขันซะจริง อย่างเธอนี่นะจะฆ่าอัคนีและถึงอัคนีตายไปก็ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่า ิญญาของคนที่โดนอัคนีสูบไปจะไม่ตายตามมันไปด้วย แต่เธอในตอนนี้อย่าว่าแต่ฆ่าอัคนีมันเลยแค่สร้างาแเล็กๆให้มันยังแทบจะเป็ไปไม่ได้เลยมั้ง แค่ดารัณกับหนูน้ำเธอยังเอาชนะพวกเขาไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ฮิฮิฮิฮิ” ป้าพูดพร้อมกับยิ้มเยาะใส่ผม
“ทำไมล่ะครับ ผมก็เป็สายเืราชวงศ์ที่มีพลังสายฟ้าเหมือนกับมัน ทำไมผมจะสู้มันไม่ได้ ในเมื่อผมก็เคยสามารถทำให้ไอ้รัณมันสลบไปได้ถึง 5 วัน”
“กูไม่ได้สลบไปเพราะมึงกูแค่เหนื่อยอยากนอนพักแค่นั้นเอง” ดารัณรีบพูดแทรกขึ้นมาในทันที
“ฮิฮิฮิฮิ เธอนี่มีแต่เื่ให้ชวนหัวเราะซะจริงนะเธอเคยเห็นลูกปลาฉลามไล่กินปลาฉลามในสายพันธุ์เดียวกันที่โตเต็มวัยมั้ยล่ะ มันเป็ไปไม่ได้เว้นแต่เธอจะพิสูจน์ให้ชั้นเห็นได้ว่าเธอเป็ฉลามที่โตเต็มวัยแล้ว เอาสิปล่อยพลังสายฟ้าอันรุนแรงของเธอใส่ชั้นเลย เอาเลยสิ ไม่ต้องกลัวชั้นเจ็บหรือเป็อะไรหรอกนะเพราะชั้นก็เป็สายเืราชวงศ์เหมือนกับเธอนั่นแหละ เอาเลยสิมัวรออะไรอยู่ล่ะ ฮะฮ่าฮ่า” ป้าพูดดูถูกเหยียดหยามผมพร้อมกับหัวเราะออกมานั่นทำให้ผมฉุนขาดมาก
“งั้นผมไม่เกรงใจล่ะนะครับป้า อย่าหาว่าผมรังแกคนแก่ก็แล้วกัน” ผมพูดจบพร้อมตั้งท่าเตรียมพุ่งเข้าใส่ป้า
“เดี่ยวก่อนสิฟ้า ใจเย็นๆก่อนนะค่อยๆคุยกันก็ได้” น้ำรีบพูดแทรกขึ้นมาในทันที
“ปล่อยไปเถอะน้ำ ให้โดนอะไรเคาะหัวซะมั่ง เผื่อจะฉลาดและใจเย็นขึ้นมาซักนิด” ดารัณพร้อมกับเดินไปนั่งที่เก้าอี้และมองมาที่ผมกับป้า
ผมพุ่งตัวเข้าใส่ป้าในทันทีทั้งๆที่ไม่รู้ว่าจะใช้พลังนั้นได้ยัง ในหัวผมคิดเพียงว่าถ้ากอดรัดป้าไว้ได้ก็จะสามารถปล่อยพลังของผมออกมาได้เอง แต่มันก็ไม่ได้เป็ไปอย่างที่ผมคิดเพียงชั่วครู่เดียวผมก็ลงไปนอนกับพื้นแขนขาไม่มีแรงขยับไม่ได้ดั่งใจ ในหัวผมสับสนไปหมดมันเกิดอะไรขึ้น ภาพสุดท้ายคือที่เห็นคือภาพของป้าที่ตั้งท่าถือพัดไว้ในมือและฟาดมาที่ผมทำให้เกิดประกายแสงสีทองวาบ และผมก็ลงมานอนกองอยู่ตรงนี้
“เร็วจังแฮะ เห็นสายตาดีขึ้นมานิดหน่อยนึกว่าจะหลบได้ซักครั้งสองครั้งซะอีก ไม่เอาไหนจริงด้วย” ดารัณพูดถากถางผมด้วยสีหน้าที่นิ่งเฉยของเขา
“หุบปากไปเลยไอ้แมววีแกน”
“เป็อะไรมั้ยฟ้า น้ำบอกแล้วให้ค่อยๆคุยกัน” น้ำพูดพร้อมกับมาดูอาการของผม
“นี่ลูกเธอจริงแน่เหรอภา ไม่อยากเชื่อเลยว่าเด็กไม่เอาไหนคนนี้เป็หลานชายของชั้น”
“แล้วผมต้องทำไง ผมต้องทำยังไง ป้าบอกผมสิ ทำยังไงผมถึงจะใช้พลังของผมได้ ถ้ามันยากนักป้าก็สอนผมสิ ป้าสอนผมได้ใช่มั้ยผมรู้ว่าป้าสอนผมได้” ป้ามองมาที่ผมและยิ้มเล็กน้อย
“ก็ได้แต่การฝึกของชั้นค่อนข้างโหดเลยนะ อ่อนหัดอย่างเธอจะไหวเหรอ”
“ผมเชื่อว่าผมไหวครับ” ผมพูดอย่างจริงจังพร้อมกับลุกขึ้นมานั่งคุกเข่า
“ได้...แต่มีข้อแม้เธอจะต้องไปที่หิมพานต์เพื่อส่งข่าวคราวแก่จักรพรรดิทั้ง 4 ให้ชั้นด้วย และนั่นก็เป็โอกาสอันดีของเธอเอง ที่จะได้เก็บรวบรวมเศษพลังของลูกแก้วทั้ง 4 เธอรับปากมั้ย”
“ผมรับปากครับ”
“ดีงั้นในอีก 2 เดือนข้างหน้าก่อนรถไฟออกชั้นจะตัดสินว่าเธอผ่านการทดสอบมั้ย และหากเธอไม่ผ่านการทดสอบชั้นจะไม่ปล่อยเธอไปไหนทั้งนั้น เธอตกลงรึป่าว”
“ผมตกลงครับ”
“ดีเพราะฉะนั้นวันนี้แยกย้ายก่อนละกัน ชั้นอยากไปทำสปาไปทำเล็บด้วยรู้สึกเมื่อยตัว ค่อยมาเจอกันพรุ่งนี้แล้วกัน วันนี้ไปเที่ยวพักผ่อนให้สนุกแล้วกันนะ อ้อส่วนเื่เงินไม่ต้องห่วงในตู้ที่ห้องถัดไปหยิบไปได้เท่าที่้าเลย ชั้นไปละนะ บายย”
ป้าเดินออกไปพร้อมกับทิ้งให้ผมนั่งงงอยู่ตรงนั้น
“ฟ้า รัณ เราไปเที่ยวตลาดกันเถอะพวกเราไม่ได้ไปเที่ยวด้วยกันนานละนะ” น้ำเอ่ยชวนขึ้นด้วยแววตาเป็ประกาย
“ฟ้าไม่มีปัญหาอะไรหรอกนะน้ำ ฟ้าก็อยากออกไปดูข้างนอกเหมือนกัน”
“ชั้นยังไงก็ได้ไม่มีธุระอะไรอยู่แล้ว” ดารัณตอบ
“เย้...งั้นเราไปกันเถอะ ช้อปปิ้ง ช้อปปิ้ง” น้ำพูดพร้อมกับะโโลดเต้นไปมา
“เดี๋ยวๆ...ก่อนไปเอาผ้าพันคอนี่ใส่ไว้ก่อน จะได้ไม่มีคนจำหน้าได้ เดี๋ยวจะเกิดปัญหาเอา” น้ำเอาผ้าพันคอมาพันให้ผม
เมื่อพวกเราออกมานอกร้านก็ได้เห็นภายนอกที่เป็เหมือนเมืองใหญ่ๆเมืองหนึ่งมากกว่าจะเป็ตลาดซะอีก พวกเรา 3 คนเดินเที่ยวไปโดยที่น้ำเป็คนนำทางไปเรื่อยๆ ภายในเมืองที่เรียกว่าตลาดรถไฟนี้ดูเผินๆก็เหมือนเมืองที่มีร้านขายของทั่วไป มีสิ่งปลูกสร้างมากมายมีของมากมายวางขายทั้งข้าวของเครื่องใช้ต่างๆที่เป็ของมนุษย์ และของใช้ต่างๆที่คาดว่าน่าจะเป็ของชาวหิมพานต์ และผู้คนมากมายที่เดินไปมานี้ก็เหมือนกับคนทั่วไปที่แตกต่างคือบางคนยังคงมีรูปลักษณ์ของสัตว์แสดงให้เห็นอยู่
“ที่นี่อยู่ที่ไหนหรอน้ำ แล้วที่เรียกตลาดรถไฟเพราะมีรถไฟที่ใช้เดินทางไปยังหิมพานต์งั้นเหรอ”
“ที่นี่อยู่ใต้ดินน่ะ ข้างบนนั้นเป็จังหวัดอยุธยานั่นแหละ ส่วนชื่อตลาดรถไฟก็ตามที่ฟ้าคิดนั่นแหละ เพราะมีสถานนีรถไฟที่เชื่อมทั้ง 2 โลกอยู่” น้ำอธิบาย
“แล้วรถไฟวันนึงวิ่งกี่เที่ยวหรอน้ำ”
“รถไฟจะออกจากท่าโลกมนุษย์สู่หิมพานต์ทุกๆวันที่ 1 ของเดือนคี่น่ะ ส่วนขากลับออกจากหิมพานต์จะทุกๆวันที่ 1 ของเดือนคู่ ที่เป็แบบนี้เพราะรถไฟวิ่งหนึ่งเที่ยวก็ต้องใช้เวลาชาร์จพลังงานใหม่ถึงหนึ่งเดือนแล้ว แต่เวลาที่เรานั่งไปกลับใช้เวลาแค่หนึ่งวันแค่นั้นเอง”
“แล้วทำไมชาวหิมพานต์ถึงได้มาอยู่อาศัยที่โลกมนุษย์ด้วยละน้ำ หิมพานต์น่าจะเป็ที่ที่สวยงามและสงบสุขไม่ใช่หรอ ไม่เห็นมีเหตุผลที่พวกเขาอยากมาที่โลกอันแสนวุ่นวายนี่เลย”
“ก็นะฟ้า...ยังไงซะหิมพานต์นั้นก็เป็ดินแดนแห่งเดียรัจฉาน โลกของปลาใหญ่กินปลาเล็ก คนที่มีพลังมากก็จะเป็ที่เคารพและเกรงกลัว คิดๆดูแล้วก็ไม่ต่างจากโลกมนุษย์เท่าไหร่เลย จริงมั้ย? แล้วอีกอย่างเมื่อเรามีความนึกคิดขึ้นมาการไปในที่ที่เราไม่รู้จักมันก็เป็เหมือนการค้นหาอะไรใหม่ๆแค่นั้นเอง โลกมนุษย์มันก็ไม่ได้แย่ไปซะทุกอย่างหรอกนะฟ้า และป่าหิมพานต์ก็ไม่ได้ดีไปซะทุกอย่างด้วย บางคนก็มาที่นี่เพื่อหาตัวตนใหม่ของตัวเองอย่างพี่แตมป์ วงบอดี้สลูนอะนั่นเขาก็มาจากหิมพานต์นะ ในหิมพานต์เขาเป็เพียงนกการเวกปีกหักที่เวลาไปไหนมาไหนเขาต้องวิ่งไปตลอดเนื่องจากเขาบินไม่ได้ แต่พอมาที่นี่เขาได้กลายเป็นักร้องดังแถมยังได้วิ่งเพื่อการกุศลอีกด้วย”
พวกเราเดินกันเรื่อยๆ ผมได้เห็นสิ่งของแปลกประหลาดมากมายส่วนมากจะเป็สิ่งที่เรียกว่าอุปกรณ์เวทย์ซึ่งพูดง่ายๆมันก็เหมือนกับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ใช้ไฟฟ้านั่นแหละ แต่จะมีอุปกรณ์บางประเภทที่ต่างออกไปเช่น หินเปลี่ยนรูปลักษณ์ที่สามารถทำให้ชาวหิมพานต์ที่ไม่สามารถแปลงกายเป็มนุษย์ด้วยตัวเองได้นั้น สามารถแปลงกายเป็มนุษย์ได้เพียงแค่เอาเืของตนแตะไปที่หินก้อนนั้นร่ายคาถาและพกมันไว้กับตัว
“รูปลักษณ์ที่แปลงเป็มนุษย์นี่สามารถเปลี่ยนกันได้มั้ยอะน้ำ” ผมถามน้ำแต่กลับเหล่ไปมองที่ดารัณ
“ไม่ได้หรอกฟ้า ถึงจะมีพลังเวทย์แค่ไหนแต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนรูปลักษณ์ของตัวเองได้ คงทำได้แค่เพียงเพิ่มหรือลดอายุตัวเองแค่นั้นแหละสำหรับพวกราชวงศ์แค่นั้นน่ะนะ”
“เปลี่ยนอายุ??? เดี๋ยวนะไอ้รัณมึงอายุเท่าไรแน่นะไม่ใช่ 22 ปีใช่มั้ย น้ำก็ด้วย”
“มึงจะอยากรู้ไปทำไมก็แค่เื่ไร้สาระ” ดารัณตอบ
“น้ำก็อายุ 21-22 นี่แหละไม่ได้ไม่น้อยไปกว่าฟ้าเลย และอีกอย่างน้ำก็เกิดที่โลกมนุษย์นี่แหละไม่ได้เกิดที่หิมพานต์ เพียงแต่พ่อแม่ของน้ำเป็ชาวหิมพานต์แค่นั้นเอง”
“งั้นน้ำเป็ตัวอะไรอะ ขอโทษทีนะไม่ได้หมายความตามที่พูด ฟ้าแค่อยากรู้ว่าน้ำจริงๆแล้วเป็อะไรแค่นั้น”
“อ๋อ...ไม่เป็ไรหรอกยังไงซักวันฟ้าก็ต้องรู้อยู่ดีน้ำเป็เงือกน่ะ”
“เงือก??งั้นจริงมั้ยที่ว่าเงือกโดนน้ำจะกลับร่างเดิม แต่น้ำเป็นักกีฬาบัลเลต์น้ำนี่”
“ก็จริงแหละเพราะงั้นเลยต้องกินยาระงับและต้องทาครีมพิเศษให้ทั่วตัว เพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพภายนอกเวลาโดนน้ำไงล่ะ วันนี้น้ำก็จะมาซื้อมันด้วยแหละที่ใช้อยู่ใกล้จะหมดแล้ว วันนี้มีลดราคาด้วยฟินมากเลย นู่นไงร้านอยู่ตรงหน้านู้น”
และน้ำก็วิ่งหายเข้าไปในร้านราว 2 ชั่วโมงทิ้งให้ผมรออยู่ที่หน้าร้านคนเดียว และเธอก็ออกมาพร้อมกับถุงผ้า 1 ใบ
“โทษทีนะฟ้าพอดีของที่อยากได้มันลดราคาเยอะเลย น้ำเลยเลือกนานไปหน่อย ว่าแต่ดารัณหายไปไหนล่ะ”
“ไม่รู้สิแต่เห็นบอกว่าจะเดินไปหาอะไรดูทางนู้นหน่อย” ผมพูดพร้อมกับชี้มือไปทางที่ดารัณไป
“งั้นเราไปหารัณกันเถอะ เสร็จแล้วจะได้หาอะไรกินกันแล้วค่อยกลับ ฟ้าจะได้พักผ่อนเยอะๆด้วย”
“น้ำไอรัณมันอายุเท่าไหร่ น้ำพอจะรู้มั้ย”.
“อืม...น่าจะซักราวๆ 500 ปีเห็นจะได้มั้ง”
“500ปี!!! ไอ้เสือยิ้มยากนั่นอายุมากขนาดนั้นเชียวเหรอ” ผมพูดออกมาด้วยความใ
“ก็คงงั้นแหละแต่อย่าไปบอกรัณนะว่าน้ำเป็คนบอก รัณเขาไม่อยากให้ฟ้ารู้อายุเพราะเขากลัวว่าฟ้าจะไม่เป็เพื่อนกับเขาอีก อ้ะ..นั่นไงรัณอยู่นั่น” น้ำพูดพร้อมกับชี้ไปที่รัณที่ยืนดูบางอย่างอยู่
สิ่งนั้นคือจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ที่ติดอยู่ภายนอกสิ่งปลูกสร้างที่มีลักษณะครึ่งวงกลมขนาดใหญ่ ภายในจอนั้นเป็ภาพการต่อสู้ของสัตว์หิมพานต์ด้วยกันเองบนเวที และมีคนเชียร์อยู่รายล้อม และดารัณก็ยืนดูด้วยความสนใจเป็อย่างมาก
“อ๋อมาอยู่หน้าโคลอสเซียมนี่เองไปกันเถอะรัณ” น้ำพูดขึ้น
“โคลอสเซียม?” ผมพูดขึ้นด้วยความสงสัย
“ก็สถานที่สำหรับสัตว์นักสู้นั่นแหละ ถ้าเปรียบเทียบของมนุษย์ก้คือการต่อยมวยนั่นแหละ ไปกันเถอะไปหาอะไรกินกันน้ำหิวแล้ว”
เราทั้งสามคนได้ไปหาอะไรกินกันและเดินดูรอบๆจนค่ำและได้กลับไปที่ร้านของป้ากัน เราทั้งสามคนแยกไปตามห้องที่ป้าจัดไว้ให้แต่ละคนและได้ทำธุระส่วนตัวต่างๆของคน พอผมได้จัดแจงธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อยแล้วผมก็ได้ล้มตัวลงนอนบนเตียงภายในห้องที่รายล้อมไปด้วยของสะสมของป้ามากมาย ผมนอนคิดไตร่ตรองและทบทวนเื่ราวต่างๆมากมายที่ได้เกิดขึ้นใน่ที่ผ่านมานี้ อะไรที่ทำให้ชีวิตนักศึกษาธรรมดาๆคนหนึ่งเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้ ผมนอนคิดอย่างนั้นจนสุดท้ายผมก็ได้ค่อยๆหลับไป...