ตอนที่ 1 คุณคือพรหมลิขิตของผม (4)
ยามค่ำคืน ซ่านชิงลงมือทำอาหารเองโดยเฉพาะเพื่อปลอบประโลมจิตใจอันบอบช้ำของลูกชาย แม้จะพูดกันว่าตอนกินไม่พูด ตอนนอนไม่กล่าว แต่ช่วงเวลาของมื้ออาหารกลับเป็นตอนที่พวกเขาสามคนได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากที่สุด
เมื่ออิ่นซื่ออันเลิกงานกลับถึงบ้าน เห็นอาหารที่วางอยู่เต็มโต๊ะก็รู้ทันทีว่าซ่านชิงนึกอยากจะทำอะไร
พอทั้งสามนั่งลง ซ่านชิงจึงหยั่งเชิงถาม “ลูกชาย วันนี้เป็นยังไงบ้าง”
อิ่นลั่วเงยหน้ามองเขาแวบหนึ่งแล้วกล่าว “ไม่เป็นยังไงครับ...”
“อัลฟ่าคนนั้นที่ลูกพูดถึง ลูกไปหาเขามาแล้วเหรอ”
“ครับ”
“เป็นยังไงบ้าง”
“ยังไม่ทันได้พูดอะไรกันเลย” อิ่นลั่วพูดถึงตรงนี้ก็ถอนหายใจครั้งหนึ่ง
ซ่านชิงรู้สึกสงสารลูกชายสุดที่รักขึ้นมาทันที ด้วยอำนาจของครอบครัวพวกเขา เหล่าอัลฟ่าต้องเป็นฝ่ายมาตามจีบถึงจะถูก จะให้ลูกชายตนไปตามจีบคนอื่นทำไมกัน “ถ้างั้น...จะให้ป๊าช่วยอะไรไหม”
“ไม่เป็นไรครับ” อิ่นลั่วนึกถึงภาพที่เกิดขึ้นเมื่อบ่าย ถึงตอนนี้ภายในใจยังคงตะลึง หากไม่ได้เห็นเองกับตา เขาก็ไม่รู้ว่าความอ่อนโยนมีเมตตาของหลินเซวียนจะทำให้ตนใจเต้นได้ขนาดนี้ “ปะป๊า ดูเหมือนผมจะเริ่มเข้าใจที่ป๊าพูดแล้ว”
“หือ” ซ่านชิงถึงกับตอบสนองไม่ทัน
“ผมอยากรู้เรื่องเขาด้วยตัวเองโดยไม่ผ่านช่องทางไหนทั้งนั้น อยากให้เขารู้จักผม และอยากจะให้เขาชอบผม...”
ซ่านชิงได้ยินคำพูดดังกล่าวก็ไม่อาจเอ่ยอะไรต่อได้ เขาโชคดีมากแล้วที่ได้เจอคนที่รัก จึงไม่เคยคิดจะช่วยลูกชายเสาะหาครอบครัวที่มีฐานะใกล้เคียงกัน ไม่ว่าพ่อแม่คนไหนล้วนเป็นแบบนี้ ขอแค่ลูกตนมีความสุขก็พอแล้ว
ขณะที่อิ่นซื่ออันพยักหน้าอย่างปลาบปลื้มใจ
หลังกินข้าวเสร็จ อิ่นลั่วกลับห้องไปก่อน
อิ่นซื่ออันกล่าวกับซ่านชิงที่กำลังเก็บถ้วยจาน “คุณจะไม่บอกเขาจริงๆ เหรอ”
“ไม่ดีกว่า ในเมื่อลูกพูดแบบนี้แล้ว เรื่องอย่างนี้ควรให้อัลฟ่าคนนั้นบอกเขาเองถึงจะถูก” ถึงตนจะรู้แต่แรกแล้วว่าโอกาสที่ลูกชายจะโดนปฏิเสธนั้นมีสูงมาก แต่พอเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยประกายตื่นเต้นของอิ่นลั่วแล้วก็ไม่อยากจะทำลายฝันอันสวยงามของลูกชายจริงๆ
อิ่นซื่ออันยิ้มเล็กน้อย จังหวะนั้นก็นึกอะไรขึ้นได้ “ผมจำได้ว่าตอนนั้นเราสองคนดูตัวแค่ครั้งเดียวก็แต่งงานกันแล้ว คุณมั่นใจได้ยังไงว่าผมเป็นคนแบบไหน”
ซ่านชิงชะงักมือที่กำลังจัดเก็บข้าวของชั่วครู่ ไม่ได้ตอบคำถามใดๆ
“คุณคงไม่ได้แอบไปสืบเรื่องของผมมาหรอกใช่ไหม”
“...”
อิ่นซื่ออันหัวเราะร่า ไม่ได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจ สมัยพวกเขา คนตระกูลร่ำรวยมีอำนาจต่างสืบเรื่องกันและกันทั้งนั้น สิ่งที่เขาทำสุจริตและซื่อตรงมากพอ จึงไม่มีอะไรให้ต้องกลัวว่าจะถูกคนสืบรู้ กลับเป็นลูกชายในตอนนี้ที่ทำให้ตนนึกถึงสมัยหนุ่มๆ ขึ้นมา ก่อนกล่าว “ชีวิตวัยรุ่นเนี่ยน้า...”
ซ่านชิงบ่นเขาอย่างไม่เกรงใจ “วัยรุ่นกับผีน่ะสิ!”
...
อิ่นลั่วซึมเพียงคืนเดียวเท่านั้น วันรุ่งขึ้นก็ฮึดสู้อย่างรวดเร็ว
เขาเดินทางไปโรงพยาบาลอีกครั้ง ตรงไปหาหลินเซวียนเช่นเดิม
ตอนที่โอเมก้าคนสวยนี้ปรากฏตัวตรงหน้าหลินเซวียนอีกครั้ง เขาก็ถอนหายใจขึ้นภายในใจ หากครั้งแรกกับครั้งที่สองเป็นเรื่องบังเอิญละก็ ครั้งที่สามนี้ไม่มีทางเป็นเรื่องบังเอิญแน่นอน
โอเมก้าคนหนึ่งปรากฏตัวตรงหน้าอัลฟ่าบ่อยๆ เพื่ออะไรกัน ไม่ว่าใครก็รู้คำตอบดี อีกทั้งหลิน
เซวียนเองก็ไม่ใช่คนซื่อบื้อ
เขาเคยมีแฟนมาแล้วคนหนึ่ง รู้ว่าสายตาที่อีกฝ่ายมองตนตอนนี้แปลว่าอะไร
เขารู้ว่าตนหน้าตาไม่เลว แต่ก็ไม่ถึงขั้นหล่อเหลาอะไรมาก คนที่ชอบเขาส่วนมากจะถูกใจในความอ่อนโยน ซึ่งตนไม่ได้ดูดุดันเหมือนอัลฟ่าคนอื่นจริงๆ ดังนั้นจึงไม่ค่อยเข้าใจว่าโอเมก้าคนนี้ชอบเขาตรงไหนกันแน่
ครั้งนี้เขาไม่รอให้โอเมก้าคนนี้เอ่ยปาก กล่าวถามขึ้นก่อน “ไปดื่มชาหรือกาแฟกันสักแก้วไหม”
อิ่นลั่วนัยน์ตาสว่างวาบ ท่าทางเหมือนคิดไม่ถึงว่าตนจะกล่าวเช่นนี้ ก่อนจะยิ้มสดใสให้หลินเซวียนพลางเอ่ย “ได้สิ”
ปฏิเสธไม่ได้ว่ารอยยิ้มของโอเมก้าคนนี้ดึงดูดเขามาก เหมือนกับเด็กน้อยใสซื่อคนหนึ่ง หลินเซวียนไม่ได้คิดอะไรนัก ตอนนี้เขาไม่มีความคิดอะไรทั้งสิ้น เพียงอยากจะบอกกล่าวกับน้องคนสวยคนนี้เท่านั้น
อิ่นลั่วกลับเข้าใจความหมายเขาผิด คิดว่านี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะแบบนี้จึงปล่อยให้อีกฝ่ายพาไปห้องอาหารที่เรียบง่ายตรงชั้นใต้ดินโดยไม่พูดอะไร
หลินเซวียนถามขึ้น “อยากดื่มอะไร”
“น้ำผลไม้”
หลังจากหลินเซวียนบอกให้เขานั่งลงก็เดินไปสั่งน้ำผลไม้ที่ร้านเครื่องดื่มสองแก้ว เขาหันหลังมองแวบหนึ่ง พบว่าคนรอบข้างต่างมองดูโอเมก้าคนสวยคนนั้น ขณะที่ในสายตาโอเมก้าผู้นั้นมองมายังเขาเพียงคนเดียว
โอเมก้าคนนี้ราวกับมีแสงประกายอยู่บนตัว เป็นคนที่โดดเด่นมากๆ ดูไม่เข้ากับคนรอบข้างเลยสักนิด ในสถานที่อย่างโรงพยาบาลอันอึมครึมแบบนี้ สิ่งที่พบเห็นส่วนมากล้วนเป็นของชำรุดไม่น่ามอง ของที่ดูโดดเด่นมักดึงดูดสายตาผู้คนเป็นอย่างยิ่ง นี่เป็นเรื่องปกติ แต่เขาไม่ควรอยู่ที่นี่ และไม่เหมือนคนที่จะอยู่ที่นี่
หลินเซวียนรับน้ำผลไม้จากพนักงานแล้วเดินไปนั่งฝั่งตรงข้ามโอเมก้า
เขารู้ว่าถามแบบนี้ไม่สุภาพนัก แต่ตนไม่มีกะจิตกะใจไปยุ่งเกี่ยวกับใครอีกแล้ว โดยเฉพาะทางความรู้สึก “การเจอกันของเราหลายครั้งนี้มันบังเอิญเกินไป ผมคงอดคิดแบบนี้ไม่ได้ คุณจงใจเข้าใกล้ผมหรือเปล่า”
อิ่นลั่วชะงักครู่หนึ่ง คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะพูดตรงขนาดนี้ แต่ความแข็งแกร่งของตระกูลอิ่นที่อยู่ในสายเลือดกำลังไหลเวียน เขาไม่ใช่คนขี้ขลาดถอดใจง่ายอยู่แล้ว อยากได้อะไรก็ต้องไขว่คว้ามา
เขาตัดสินใจภายในเสี้ยววินาทีแล้วกล่าว “ผมชอบคุณตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ หวังว่าคุณจะยอมเป็นแฟนผม”
หลินเซวียนตกตะลึงมากจริงๆ จนถึงเมื่อครู่ ความทรงจำที่เขามีต่อโอเมก้าคนนี้ยังคงหยุดอยู่ที่เด็กหนุ่มคนหนึ่งซึ่งขี้อายเล็กน้อย ทำไมจู่ๆ เจ้าตัวถึงพูดตรงขนาดนี้
เขาเห็นอีกฝ่ายมองมาด้วยความคาดหวัง ทว่ายังคงกล่าวปฏิเสธ “ขอโทษด้วย ผมมีคนที่ชอบแล้ว”
เวลานี้เองอิ่นลั่วจึงรู้สึกได้ถึงความสะเพร่าของตนที่มัวแต่ดื่มด่ำกับความเพ้อฝันมากเกินไป ดูเหมือนเขาจะไม่เคยถามคนคนนี้ว่ามีแฟนหรือยัง “พวกคุณคบกันแล้วเหรอ”
“เลิกกันแล้ว”
อิ่นลั่วอยากจะถามต่อ อัลฟ่าตรงหน้ากลับเผยสีหน้าเจ็บปวดออกมา เหมือนว่าการแสดงออกในหลายวันที่ผ่านมาถูกทำลายลงไปทั้งอย่างนี้ ใจเขากระตุกวูบ ก่อนจะรู้สึกสะท้อนใจขึ้นมา
เขาไม่อยากเห็นอีกฝ่ายเผยสีหน้าเศร้าโศกขนาดนี้ ทั้งยังเป็นเพราะคนอื่นอีกด้วย และยังไม่คิดจะยอมแพ้ จึงกล่าวต่อ “ผมช่วยคุณเดินออกมาได้นะ”
หลินเซวียนส่ายหน้าเล็กน้อย กักเก็บความรู้สึกทั้งหมดในเวลาอันรวดเร็ว การที่รู้จักกันไม่เท่าไรแต่กลับพูดจาลึกซึ้งกับคนแปลกหน้าคนหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องที่เขาทำอยู่แล้ว ทว่าตนนั้นนับถือโอเมก้าที่บอกรักเขาอย่างกล้าหาญคนนี้ ดังนั้นความจริงใจที่ตนสามารถให้อีกฝ่ายได้มากที่สุดก็คือบอกความจริง
ถึงจะทำไปเพื่อหลุดพ้นจากรักที่เจ็บปวด เขาก็ไม่มีทางปล่อยให้ตัวเองทำเรื่องไม่ชัดเจนแบบนี้ แม้อีกฝ่ายนั้นเต็มใจ แต่ตัวเขาจะไม่มีขอบเขตเลยคงไม่ได้
“ขอโทษด้วย” หลินเซวียนกล่าวขออภัยอีกครั้ง จากนั้นพูดอย่างจริงจัง “คนที่ผมรักมีแค่เขาคนเดียว”