“ท่านพ่อ ข้าว่าท่านนำทองไปขายบ้างสักหน่อยเถิดเ้าค่ะเอามาเป็ทุนสักหน่อย เงินเก็บของท่านใกล้จะหมดแล้วกระมังและตอนนี้เราก็อยู่ในตัวเมืองแล้ว ไม่มีใครรู้จักเราแล้วด้วย ทองแค่ชิ้นสองชิ้นไม่มีใครสนใจเราหรอกเ้าค่ะ” มู่เหม่ยอวี้เสนอความคิดต่อบิดา เพราะนางรู้ว่าเงินที่บ้านทั้งหมดก่อนออกเดินทางมีแปดตำลึงเงินกับอีกสองร้อยสามสิบอีแปะตอนนี้ใช้หมดไปกับการเดินทางหลายอีแปะแล้วถ้าต้องใช้ชีวิตที่ต้องอยู่นอกบ้านเป็เวลาหลายวัน แปดตำลึงเงินไม่พอใช้แน่แม้จะใช้อย่างประหยัดก็ตาม
“นั่นสินะ ตกลง ถ้าเช่นนั้น พวกเ้ารอข้าที่นี่ก่อนประเดี๋ยวพ่อจะนำทองไปขายที่โรงรับจำนำ”
ขณะนี้ครอบครัวมู่เดินทางมาถึงตัวเมืองไท่หยางเป็ที่เรียบร้อยแล้วกว่าจะได้เดินทางในวันนี้ได้ ก็ผ่านมาเป็วันที่สามแล้วหากนับวันนี้ด้วยนับั้แ่วันที่ครอบครัวมู่ปรึกษากันว่าจะหาที่ไปที่มาของเงินมาตอบคำถามชาวบ้านได้อย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลัง
เช้าวันต่อมาหลังจากที่ตกลงกันได้แล้วมู่หยางเซิงและมู่หยางิ่ก็ไปงมทองจนคิดว่าหมดแล้ว โดยที่จริงๆแล้วก็ไม่แน่ใจเท่าใดนักว่าหมดจริงหรือไม่ แต่มู่หยางเซิงบอกว่า วันเดียวพอก่อนถ้ายังไม่หมดหรือยังตกค้างอยู่จริงๆ ก็คงจะเหลือน้อยถึงน้อยมาก ให้มางมวันหลังแล้ววันต่อมาก็เตรียมการโน่นนี่นั่น รวมถึงการฝากบ้านใว้กับเพื่อนบ้านแล้วอีกวันต่อมา ซึ่งก็คือวันนี้ จึงได้ออกเดินทาง
หมู่บ้านฟางหรงที่นางอาศัยอยู่เป็หมู่บ้านที่อยู่ในเขตการปกครองของเมืองไท่หยาง ระยะทางจากหมู่บ้านของนางถึงตัวเมืองนี้มีระยะทางประมาณแปดสิบลี้การเดินทางของพวกนางค่อนข้างลำบาก เนื่องจากต้องนั่งเกวียนจากหมู่บ้านฟางหรงไปยังตลาดในตัวตำบลเฉิงจงแล้วนั่งเกวียนเล่มใหม่ต่อจากตำบลเฉิงจงไปยังตัวอำเภอิเลี่ยงเต๋อแล้วถึงจะนั่งเกวียนต่อจากอำเภอิเลี่ยงเต๋อเข้ามาในตัวเมืองไท่หยาง ‘โอ้หลายต่อมาก’ หากมีเกวียนต่อเดียวจากหมู่บ้านถึงตัวเมืองเลยคงไม่ลำบากและใช้เวลาเดินทางนานถึงเพียงนี้
ถ้าเป็ศตวรรษที่ 21 ยุคที่นางเคยอาศัยอยู่ระยะทางเพียงแปดสิบลี้นี้มู่เหม่ยอวี้คิดว่านางขับรถยนต์เพียงครึ่งชั่วยามก็ถึงแล้ว แต่ในยุคสมัยที่ต้องนั่งเกวียนกระง่อกกระแง่กกระแทกลำไส้จนสั่นคลอนไปหมดเช่นนี้ ไหนจะต้องต่อเกวียนไหนจะต้องรอลูกค้าและออกตามเวลาที่กำหนด กว่าจะมาถึงตัวเมืองต้องใช้เวลาไปเกือบสองชั่วยาม
กลับมาที่เวลา ณ ตอนนี้
มู่หยางเซิงนำก้อนทองคำน้ำหนักประมาณหกเหลียง จำนวนสองอันไปขายในโรงรับจำนำแห่งหนึ่งในตัวเมืองไท่หยางเขาเดิมอมยิ้มแบบพยายายามกลั้นยิ้มเต็มที่ พยายามวางหน้าให้นิ่งที่สุดแต่ดูท่าทางแล้วจะไม่สำเร็จ แหม ก็ปากกระตุกเสียขนาดนั้น
มู่หยางเซิงส่งเงินทั้งหมดให้ภรรยาพร้อมกล่าว“ได้มาสี่สิบตำลึงทอง”
“สี่สิบตำลึงทอง!” หลินเหม่ยเอินอุทานเสียงดังแล้วรีบยกมือขึ้นปิดปากตัวเอง แล้วมองซ้ายมองขวา แต่ไม่ได้มีใครสนใจเพราะพวกเขานั่งอยู่ใต้ร่มไม้ที่ค่อนข้างห่างไกลผู้คน
“สี่สิบตำลึงทองเลยหรือเ้าคะ”หลินเหม่ยเอินเอ่ยถามเสียงเบา มู่เหม่ยอวี้คงจะตาฝาด คล้ายกับเห็นดวงตาทั้งสองข้างของมารดามีรูปเครื่องหมายดอลล่าปรากฏขึ้น
“ท่านแม่ โปรดทำตัวให้เป็ปกติเ้าค่ะอย่าทำหน้าให้ดูเป็ที่น่าสนอกสนใจของใครต่อใครสิเ้าคะ” มู่เหม่ยอวี้เตือนมารดา
หลินเหม่ยเอินสูดลมหายใจ และพยายามทำตัวให้เป็ปกติสักพักนางก็ทำใจได้
“เอาละ แม่สงบแล้ว”
“ดีเ้าค่ะ ถ้าเช่นนั้น นี่ก็ยามอู่แล้วข้าชักจะหิวแล้วเ้าค่ะ พวกเราไปหาอะไรกินกันก่อนดีหรือไม่” มู่เหม่ยอวี้เสนอ
“ใช่ๆ ข้าก็หิวแล้วขอรับ”มู่หยางเฉินรีบรับรองคำกล่าวของพี่สาว พร้อมกับลูบท้องป้อยๆ
“ได้สิ ถ้าเช่นนั้นเราไปหาอะไรกินกัน”ท่านแม่พูดขึ้นและพาเดินเข้าไปในตลาด
“ข้าอยากกินที่เหลาอาหารตรงนั้น”มู่เหม่ยอวี้ชี้ไปที่เหลาอาหารขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ขณะเดินผ่านนางอยากลองรับประทานอาหารในยุคโบราณ จากเหลาชื่อดัง เหลาใหญ่ๆ มันน่าจะอร่อยนางอยากรู้รสชาติว่าจะเป็เช่นไร ถ้าเปรียบเทียบกับอาหารในภัตตาคารหรูจากศตวรรษที่21
มู่หยางเซิงและหลินเหม่ยเอินรู้สึกกระอักกระอ่วนใจกับร้านอาหารที่บุตรสาวเลือก นั่นมันเหลาใหญ่เชียวนะ อาหารต้องแพงหูฉีกแน่ๆ
“ท่านแม่กลัวแพงหรือเ้าคะ” มู่เหม่ยอวี้ถาม
ท่านแม่พยักหน้า
“ท่านแม่ค่าอาหารคงไม่ถึงกับทำให้เราเงินหมดหรอกกระมังเ้าคะ ตอนนี้เรามีตั้งสี่สิบตำลึงทองเชียวนะเ้าคะข้าอยากลองกินอาหารแพงๆ ดูบ้าง” ผู้เป็บุตรสาวทำหน้าอ้อนวอนสุดชีวิต
“หากเงินหมดก็ยังมีทองอีกตั้งหลายแท่งที่เรายังไม่ได้นำไปขาย ท่านพ่อคงไม่ได้นำมาแค่ 2แท่งเท่านั้นใช่หรือไม่เ้าคะ” มู่เหม่ยอวี้หันไปถามบิดา
มู่หยางเซิงพยักหน้าแบบไม่ค่อยเต็มใจเท่าใดนัก
“นะเ้าคะ เผื่อข้าจะไอเดียไปทำอาหารอร่อยๆให้ท่านกินที่บ้านบ้างอย่างไรเล่าเ้าคะ”
“ไอเดีย!”มู่หยางเซิงและหลินเหม่ยเอินทวนคำพูดของบุตรสาวพร้อมทำหน้าฉงน
“เอ่อ....” มู่เหม่ยอวี้เกาแก้ม ‘เอาอีกแล้วเผลออีกแล้ว’
“หมายถึง ความคิด หรือแิน่ะเ้าค่ะ”
“แล้วทำไมเ้าไม่พูดว่าความคิดไปเลยล่ะมาพูดว่าไอเดียทำไม” หลินเหม่ยเอินบ่น
“.........” มู่เหม่ยอวี้ไม่ตอบ หัวเราะแหะๆเกาแก้มกลบเกลื่อน
“จะไปกินที่เหลาอาหารก็ได้ แต่ดูเสื้อผ้าที่เราสวมสิเขาจะให้เราเข้าหรือ เหลาอาหารเขาออกจะใหญ่โต” มู่หยางเซิงพูดขึ้นบ้าง
“เรามีเงินจ่ายนี่เ้าคะไม่เห็นจะเกี่ยวกับเสื้อผ้าที่เราใส่เลย” มู่เหม่ยอวี้เถียง เพราะยุคที่นางจากมานางไปเดินตามห้างสรรพสินค้า ก็เห็นมีหลายคนใส่เสื้อยืดกางเกงยีนเก่าๆ ซีดๆไม่เห็นจะโดนพนักงานมาไล่เลย แต่ก็นะ ยุคสมัยนี้มันเป็ยุคแบ่งชนชั้นศักดินานี่นาเอาเถอะนางไม่อยากจะเป็จุดสนใจ เข้าเมืองตาหลิ่ว ก็ต้องหลิ่วตาตามก็ละกัน
“ถ้าเช่นนั้นเราไปหาเสื้อผ้าสำเร็จใส่กันดีหรือไม่เ้าคะเสื้อผ้าที่เราใช้ก็เก่าซีดเต็มทนแล้ว” หลินเหม่ยเอินแม้จะรู้สึกสิ้นเปลืองบ้างแต่เมื่อนึกถึงจำนวนเงินที่มี อีกทั้งเสื้อผ้าที่ตน สามี และลูกๆใส่ก็เก่าแล้วเต็มทน ในที่สุดนางก็พยักหน้า
“ได้ เช่นนั้นเราก็ไปหาเสื้อผ้าสำเร็จรูปกันก่อน”ท่านแม่อนุญาต
“เย้!” มู่หยางเฉินและมู่เหม่ยอวี้ร้องออกมาอย่างดีใจส่วนมู่หยางิ่รู้สึกเฉยๆ อาจเพราะเขาเป็ผู้ชายและคุ้นชินกับการใช้ชีวิตแบบประหยัดและยากจน
“พ่อว่าคืนนี้เราก็หาที่พักที่นี่ก่อนก็แล้วกันเมื่อพวกเ้าซื้อของมา จะได้มีที่วางของ และเราก็ไม่ได้รีบไปที่ใดด้วย”
“ตามใจท่านพี่เ้าค่ะ” หลินเหม่ยเอินกล่าว
จากนั้นครอบครัวมู่ก็เดินหาโรงเตี๊ยมและเช่าห้องสามห้องหนึ่งคืน หลังจากดูความเรียบร้อยของห้องทุกคนก็พากันไปหาซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูป
ณ ร้านเสื้อผ้า
“พ่อว่าชุดนี้ก็ได้นะพ่อใช้แค่ผ้าที่เนื้อผ้าระดับปานกลางก็พอแล้วกระมัง” มู่หยางเซิงกล่าวขณะที่มือก็เลือกชุดสำเร็จรูป
“ทำไมท่านพ่อไม่เลือกชุดที่มีเนื้อผ้าดีๆไปเลยเล่าเ้าคะ เนื้อผ้าที่สวมแล้วดูดี ใส่สบายตัวด้วยน่ะเ้าค่ะเอาตัวนี้ดีกว่าไหมเ้าคะ” มู่เหม่ยอวี้กล่าวพร้อมกับยื่นผ้าที่นางคิดว่าเหมาะสมกับบิดาให้เขา
มู่หยางเซิงมองที่ชุด ก็เห็นว่ามันดูดีมากและเนื้อผ้าก็เป็ผ้าเนื้อดีระดับดีมากๆด้วย น่าจะมีราคาแพงระยับเขาอดไม่ได้ที่จะกล่าว “มันดูดีมากก็จริงแต่ราคาก็น่าจะแพงมากด้วยเช่นกันน่ะสิอวี้เอ๋อร์” บิดากล่าว
“แพงแล้วอย่างไรเล่าเ้าคะ เงินเราก็มีนี่เ้าคะ”มู่เหม่ยอวี้ถาม แล้วทำหน้าเหมือนไม่เข้าใจ แล้วนางก็นึกขึ้นได้ว่าปกติแล้วครอบครัวมู่อยู่กันอย่างยากลำบาก อาจจะต้องอดมื้อกินมื้อเพราะความยากจนนางจึงกล่าวปลอบบิดา และเตือนสติเขา
“ท่านพ่อ ตอนนี้เรามีเงินแล้วนะเ้าคะเราไม่ได้ยากจนดังเช่นที่ผ่านๆ มาแล้ว”
“พ่อรู้ แต่พ่อก็อดเสียดายไม่ได้” มู่หยางเซิงกล่าว
“เสียดายทำไมเล่าเ้าคะ มันคือการซื้อความสุขให้ตัวเองท่านพ่ออย่าหวงเงินทองนักเลยเ้าค่ะ เงินมีไว้ให้ใช้ เราลำบากหาเงินก็เพื่อซื้อความสุขสบายนี่แหละถ้าไม่นำเงินมาใช้จ่ายเพื่อความสุขสบาย แล้วจะหาเงินมาทำไมเล่าเ้าคะอีกหน่อยจะมีเงินอีกเยอะ สวมผ้าที่เนื้อผ้าดี สบายผิวและดูเหมาะสมกับคนมีเงินหน่อย ร่ำรวยแล้วจะมาสวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบให้ทรมานร่างกายและให้ผู้อื่นดูแคลนทำไมเล่าเ้าคะ”มู่เหม่ยอวี้กล่าว นางนำตรรกะสารพันความคิดของนางมาใส่หัวบิดามู่หยางเซิงจึงตัดใจซื้อเสื้อผ้าเนื้อดี สำหรับทุกคนคนละห้าชุดหลินเหม่ยเอินผู้ทำหน้าที่เก็บและจ่ายเงิน ถึงกับปาดเหงื่อตอนจ่ายค่าเสื้อผ้าเพราะหมดไปถึงสามตำลึงทองกับอีกห้าตำลึงเงิน
‘โอ เงินจำนวนนี้ใช้ได้เป็ปีเลยนะนั่น’หลินเหม่ยเอินคิดในใจ สีหน้าเ็ปเล็กน้อย
‘หึๆๆ นี่ยังน้อย ถ้าเจ๊ช๊อปแบบเอาจริงจะหนาว’มู่เหม่ยอวี้คิดในใจ อมยิ้มพึงพอใจ
หลังจากได้เสื้อผ้า ทุกคนผลัดเปลี่ยนเป็ชุดใหม่จากในร้านเลยทันทีจากนั้นนำเสื้อผ้าไปเก็บแล้วไปรับประทานอาหารกันที่เหลาอาหารที่มู่เหม่ยอวี้หมายตาไว้