หน้าจอเกิดแสงสว่างวาบขึ้น จากนั้นภาพตรงหน้าก็เปลี่ยนไป
ตัวอักษรและรูปภาพปรากฏขึ้นบนตารางรายการตรงหน้าเขา
ตัวอักษรเ่าั้ทำให้เซี่ยฮุยรู้สึกตาลายจนต้องยกมือขึ้นมาขยี้ตา จากนั้นเขาก็เพ่งมองทีละบรรทัด
“ข้าวเหนียวดำ: มีผลทำให้ซอมบี้ยอมจำนน หมายเหตุ: ผลลัพธ์ที่ได้ยอดเยี่ยมอย่างน่าอัศจรรย์เมื่อใช้กับซอมบี้ที่มีระดับต่ำกว่าขอบเขตพิเศษ ราคา VIP 150 แต้ม”
“แท่งไม้ต้นท้อ: ผลิตจากต้นท้อพันปีหลังถูกฟ้าผ่า ไม้ชนิดนี้มีพลังอสนีบาตซ่อนอยู่ มีเอฟเฟกต์พิเศษเมื่อใช้กับมอนสเตอร์ภูตผีิญญาระดับต่ำกว่าขอบเขตพิเศษ ราคา VIP 10,000 แต้ม”
“ยันต์ศักดิ์สิทธิ์: วาดโดยปรมาจารย์ลึกลับ สามารถควบคุมปีศาจ ทำลายภูตผี เผาไหม้ปีศาจ หมายเหตุ: เอฟเฟคนี้ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของผู้ใช้งาน ราคา VIP 15,000 แต้ม”
“เืไก่: เืหยดแรกของไก่ตัวผู้ มีฟังก์ชันในการควบคุมปีศาจชนิดเลื้อยคลานได้สูง ราคา VIP 3,000 แต้ม”
“ครีมผลิตชั้นิัใหม่: เมื่อทาลงบนาแ ิัที่ถูกทำลายจะผลิตขึ้นใหม่อย่างรวดเร็ว หมายเหตุ : ไม่สามารถใช้ซ้ำได้ ระยะเวลาในการคูลดาวน์ 3 วัน ราคา VIP 10,000 แต้ม”
“กระบี่สัตตะดารา: ตราบใดที่มีเงินก็สามารถใช้ผีให้โม่แป้งได้ กระบี่เล่มนี้สร้างขึ้นมาจากเหรียญทองแดง 21 เหรียญ สามารถปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายได้ ราคา VIP 150,000 แต้ม”
......
ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายตรงหน้าทำให้เซี่ยฮุยรู้สึกตาลายไปหมด
ยิ่งย้อนกลับมาอ่าน ภายในใจของเขาก็รู้สึกตื่นเต้นมากยิ่งขึ้น
แต่ราคาที่ระบุอยู่ด้านหลังสุด เป็ดั่งน้ำเย็นหนึ่งกะละมังที่สาดเข้าใส่เพลิงกาฬที่ปะทุอยู่กลางอกของเขาจนมอดสนิท
เซี่ยฮุยยิ้มออกมาด้วยรอยยิ้มขมขื่น
ของดีเขาไม่มีปัญหาซื้ออยู่แล้ว แล้วของราคาถูกล่ะ...
แม้ว่าบนโลกใบนี้จะมีสิ่งแปลก ๆ ปรากฏให้เห็น แต่ของเหล่านี้แทบจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย แถมยังมีราคาที่สูงลิ่วไม่เหมาะกับคุณสมบัติของสินค้าสักนิด
สี่พยางค์ที่ผุดขึ้นมาในหัวเขาคือ : ไม่สมราคา!
ไม่แปลกใจเลยที่เซี่ยฮุยจะคิดเช่นนี้ เพราะผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในร้านค้ามีราคาสูงลิ่วจนเกินจริง
เอาเถอะ...หลังจากนี้คงจะมีเงื่อนไขข้อจำกัดที่มากกว่านี้ ราคาที่อยู่ตรงหน้าในเวลานี้ก็คงจะกลายเป็ราคาถูกสำหรับเขา
“จะซื้ออะไรก็ต้องใช้แต้ม VIPทั้งนั้นเลย!”
เซี่ยฮุยส่ายหน้าด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “ร้านค้าเห็นแก่เงิน ของแต่ละอย่างก็แพงหูฉี่!”
อย่าว่าแต่ตอนนี้เขาไม่มีเงินเลย ต่อให้มีเงินมากพอที่จะซื้อของเ่าั้ได้ แม้ว่าคำแนะนำจะหมายเหตุสรรพคุณเอฟเฟคของสิ่งของแต่ละชิ้นไว้ว่าอาจจะมีประโยชน์มากในบางสถานการณ์ แต่สำหรับเซี่ยฮุยมันก็ยังเว่อร์เกินไปอยู่ดี
“แต่ของพวกนี้บางอย่างก็ใช้งานได้”
เซี่ยฮุยมองไปที่ครีมผลิตชั้นิัใหม่ เอฟเฟคของมันยอดเยี่ยมขนาดนี้แต่ราคากลับไม่สูงเท่าไหร่นัก สาเหตุก็น่าจะมาจากการที่ไม่สามารถใช้ซ้ำได้
เขามองเงินที่เหลืออยู่ก่อนจะตัดสินใจกดซื้อ
วินาทีต่อมา กล่องสีดำขนาดเล็กก็ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของเขา
เขายื่นมือไปด้านหน้าเพื่อพินิจพิเคราะห์อย่างละเอียด
กล่องรูปทรงกลมคล้ายกับบรรจุภัณฑ์ของหมากฝรั่งโดยเท่าไป วิธีการใช้งานคือบิดเพื่อเปิดออก เซี่ยฮุยใช้มือบิดแค่หนึ่งครั้งก็สามารถเปิดออกได้แล้ว
น้อยไปหน่อยหรือเปล่านะ?
เขามองของที่อยู่ด้านในกล่องขนาดเล็ก ๆ ก็พบว่ามีของสีดำบางอย่างที่ดูอ่อนนุ่มถูกห่อหุ้มไว้
ในห่อนั้นมีครีมสีดำทรงกลมขนาดเล็กถูกแบ่งออกเป็ก้อนเล็ก ๆ หนึ่งห่อบรรจุเพียงแค่หนึ่งก้อนเท่านั้น
ถุย! ขูดเืขูดเนื้อกันชัด ๆ!
เขามองกล่องด้วยความรู้สึกเ็ปหัวใจ เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกหลอก ดังนั้นจึงตัดสินใจที่จะวางมันกลับเข้าไปในกระเป๋า และแสร้งทำเป็ไม่เห็นเพื่อไม่ให้รู้สึกหงุดหงิดมากไปกว่านี้
จากนั้นเขาก็มองหน้าจอค่าสเตตัสของตัวเองอีกครั้ง
แม้ว่า VIP ของเขาจะอัพสู่เลเวล 5 แล้ว แต่ถ้าจะอัพขึ้นสู่ระดับต่อไปเขาต้องใช้เงินอีก 500,000 เหรียญ
ระยะเวลาสั้น ๆ นี้คงเป็ไปไม่ได้ แต่เขากลับรู้สึกว่ามันคุ้มค่าเป็อย่างมาก
เนื่องจากแต้มเสริมความแข็งแกร่งถูกเปลี่ยนเป็ 24 แต้มต่อหนึ่งวัน เท่ากับว่าเขาจะได้รับแต้มเสริมความแข็งแกร่งชั่วโมงละหนึ่งแต้ม หากเป็เช่นนี้การสะสมแต้มของเขาก็จะรวดเร็วขึ้นอย่างมาก
“ฉันแข็งแกร่งเร็วขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว”
เขายิ้มออกมาด้วยความรู้สึกพึงพอใจเป็อย่างมาก
เช้าวันรุ่งขึ้น
ฟ้าสว่างได้ไม่นาน เซี่ยฮุยก็ลุกขึ้นจากเตียง
หลังจากเก็บห้องแล้ว เขาก็ออกมากินข้าวเช้าและออกจากห้องทันที
เจี่ยปิงอวี่ส่งข้อความมาหาเขาว่าให้ไปเจอกันที่สวนสาธารณะร้าง่บ่าย เธอบอกว่านี่เป็ครั้งแรกที่จะได้เจอกับสมาชิกภายในทีม จะได้เข้ามาทำความรู้จักกันไว้ก่อน
สถานที่นัดหมายอยู่ไม่ไกลจากที่พักของเขา แม้ว่าเซี่ยฮุยจะเดินทอดน่องเรื่อยเปื่อย แต่เขาก็เดินทางมาถึงที่นัดหมายได้อย่างรวดเร็ว
ณ สวนสาธารณะร้าง
สวนสาธารณะแห่งนี้ยังคงรกร้างเหมือนเคย มีความคิดแปลก ๆ ผุดขึ้นมาในใจของเขา
เขารู้สึกว่าเขามีดวงคู่กับสถานที่แห่งนี้เหลือเกิน ตอนที่เขาทะลุมิติมาที่โลกใบนี้เขาก็อยู่ที่นี่ ตอนที่เกิดการต่อสู้ครั้งแรกก็เกิดขึ้นที่นี่ จนกระทั่งมาพบปะคนในทีมก็ยังเป็ที่นี่อีก
ภายในสวนสาธารณะร้างเงียบสงบ แม้ว่าจะเป็่เช้าแต่แสงแดดสว่างจ้าจนทำให้รู้สึกแสบผิวอยู่ไม่น้อย แสงสว่างทะลุผ่านต้นไม้ที่อยู่ภายในสวนสาธารณะ และกระทบลงบนพื้นจนเกิดแสงสว่างหลายจุด
“หาว~”
เซี่ยฮุยอ้าปากหาว เมื่อก้มดูเวลาก็พบว่าใกล้จะถึงเวลานัดหมายแล้ว แต่กลับไม่เห็นเงาใครแม้แต่คนเดียว
“ดูเหมือนว่าฉันจะมาเร็วเกินไปสินะ”
เซี่ยฮุยบ่นภายในใจ เป็เพราะเมื่อคืนเขาใช้เวลาไปกับการเปิดใช้ระบบร้านค้า VIP กว่าจะสำรวจของที่อยู่ในร้านค้าจนครบก็ดึกมากแล้ว
หลังจากเอนตัวนอนลงบนเตียง เขากลับตาสว่างไม่ง่วงนอนเสียอย่างนั้น เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้นก็ยังต้องรีบตื่นเพื่อมาที่นี่อีก
“น่าเบื่อชะมัด”
เขาะโขึ้นไปนั่งบนต้นไม้ต้นหนึ่ง จากนั้นเขาก็พิงตัวเข้ากับกิ่งไม้ที่อยู่้า และเข้าสู่โหมดพักผ่อน......
จู่ ๆ เขาก็ได้ยินเสียงเดินของใครบางคนดังขึ้น
มีคนมาแล้ว
เขาก้มหน้าลงไปมองตามทิศทางของเสียงที่ได้ยิน
ข้างถนนเส้นเล็ก ๆ มีเงาของมนุษย์ 3 คนปรากฏขึ้น
คนที่เดินนำอยู่ด้านหน้าคือผู้หญิงสวมใส่ด้วยชุดกีฬาสีดำทั้งชุด
เธอคือเจี่ยปิงอวี่
นอกจากนี้ยังมีผู้หญิงอีกสองคนเดินอยู่ข้าง ๆ
หญิงสาวที่เดินอยู่ทางด้านซ้ายมือของเธอสูงกว่าเจี่ยปิงอวี่เล็กน้อย ส่วนคนที่ยืนอยู่ทางด้านขวามือของเธอตัวเล็กกว่าค่อนข้างมาก แต่ถึงจะตัวเล็กแต่ก็มีความน่ารักอยู่ในตัวเอง
เพียงไม่นานพวกเธอก็เดินเข้ามาใกล้จุดที่เขานั่งอยู่
เซี่ยฮุยะโลงมาและยืนพิงเข้ากับต้นไม้
เจี่ยปิงอวี่เห็นเซี่ยฮุยยืนอยู่ก็รีบแนะนำทันที “คนนี้คือเซี่ยฮุยนะ เขาคือผู้ที่ได้คะแนนเป็อันดับในการประเมินครั้งนี้”
หลังจากนั้นเธอก็พูดต่อว่า “นี่คือหลี่เหมย อันดับเก้าของการประเมินในครั้งนี้”
คนที่ชื่อหลี่เหมยเป็ผู้หญิงร่างสูง เธอสูงกว่าเจี่ยปิงอวี่เล็กน้อย ข้าง ๆ เอวของเธอมีกระบี่ยาวเล่มหนึ่งห้อยอยู่
เธอสวมใส่ด้วยชุดเครื่องแบบนักเรียนภาคฤดูร้อนของโรงเรียน แม้ว่าสีของชุดจะเป็สีขาว แต่กลับดูสะอาดสะอ้านและเรียบร้อย
เซี่ยฮุยพยักหน้าให้เธอเพื่อเป็การทักทาย ภายในใจก็แอบคิดว่าฐานะทางบ้านของหลี่เหมยคงไม่ดีเท่าไหร่นัก
“ส่วนนี่ป๋ายเสียวเสี่ยว”
ป๋ายเสียวเสี่ยวเป็ผู้หญิงร่างเล็กแต่มีความงามในตัวเอง เธอสวมใส่ด้วยชุดเดรสสีขาว เมื่อเห็นว่าเซี่ยฮุยกำลังมองอยู่ เธอก็แอบเขยิบไปหลบอยู่ด้านหลังเจี่ยปิงอวี่ทันที
เธอชะโงกหน้าออกมา ดวงตากลมโตของเธอแอบชำเลืองมองเซี่ยฮุยเป็ระยะ พวงแก้มที่หน้ารักของเธอแดงระเรื่อราวกับลูกตำลึงสุก
บุคลิกของเธอดูเป็คนขี้หวาดระแวง ดูเหมือนว่าการเลี้ยงดูจากทางบ้านของเธอคงดีไม่น้อย ช่างขาวบริสุทธิ์ไร้ที่ติจริง ๆ
เซี่ยฮุยแอบประเมินอีกฝ่ายภายในใจ จากนั้นก็หันไปมองเจี่ยปิงอวี่
ตอนนี้ภายในสวนสาธารณะร้างมีแค่พวกเขาสี่คนเท่านั้น
ราวกับอ่านใจเขาออก เจี่ยปิงอวี่ก้มดูเวลา
“ดูเหมือนว่าพวกเราจะมาเร็วไปหน่อย รออีกหน่อยแล้วกันนะ”
สิ้นสุดเสียงของเธอ จู่ ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น
“พี่ปิงอวี่ ทำไมถึงเลือกสถานที่แบบนี้เนี่ย ทำไมไม่นัดเจอกันที่ร้านอาหารสักที่ล่ะ?”
ร่างอวบอ้วนเดินเข้ามาด้านในสวนสาธารณะ ดูเหมือนว่าเขาคงจะเป็หนึ่งในสมาชิกภายในทีมนี้ ร่างกายอ้วนท้วมวิ่งจ้ำอ้าวเข้ามาจนพุงกระเพื่อมขึ้นลงเป็จังหวะ
ตอนที่เข้ามาใกล้พวกเขา ชายอ้วนคนนี้ก็มองข้ามพวกเขาทั้งสามคน และหันไปมองป๋ายเสียวเสี่ยวด้วยสายตาตกตะลึง “เฮ้! น้องเสียวเสี่ยวก็มาด้วยเหรอเนี่ย”
“เฉียนตัวตัว นายมองด้วยสายตาแบบนี้หมายความว่าไงเนี่ย?”
หลี่เหมยใช้ร่างกายสูงโปร่งของเธอขยับมาบังการมองเห็นของชายอ้วน
เธอยกหมัดขึ้นมา พูดด้วยน้ำเสียงทรงพลัง “เกิดอาการคันขึ้นมาอีกแล้วสินะ เก็บสายตาลามกของนายซะ”
เฉียนตัวตัวหดคอเล็กน้อย เขาพูดด้วยท่าทางไร้เดียงสา “ฉันลามกตรงไหนเหรอ?”
“ลามกทุกตรงนั้นแหละ!”
“คิคิ...”
ป๋ายเสียวเสี่ยวดูเหมือนว่าจะเห็นฉากนี้จนชินแล้ว เธอจึงแอบยิ้มออกมา
“ดูสิ...น้องเสียวเสี่ยวยังหัวเราะเลย เ้าทอมบอยรีบเขยิบไปเร็ว ๆ เข้า”
“ไอ้อ้วน ลองเรียกฉันว่าทอมบอยอีกครั้งสิ!”
“ไม่ลอง!”
ไม่มีใครขัดการสนทนาของพวกเขา หลังจากที่เห็นว่าหลี่เหมยก้าวเท้ามาด้านหน้าหนึ่งก้าว เฉียนตัวตัวก็รีบถอยหลังออกไปด้วยความหวาดกลัว
“ยังดีที่พอมีสมองหลงเหลืออยู่บ้าง”
พูดจบหลี่เหมยก็เบี่ยงตัวออกไป เธอรู้จักกับเ้าอ้วนมาั้แ่ตอนอยู่ประถม คงเป็เพราะรู้สึกขัดหูขัดตาที่ต้องเห็นเ้าอ้วนคนนี้ พวกเธอจึงต่อล้อต่อเถียงกันทุกวัน
“นายเองเหรอ?!”
หลังจากหลี่เหมยเบี่ยงตัวหลีกทางให้ เฉียนตัวตัวก็เห็นเซี่ยฮุยที่ยืนอยู่ด้านหลังเต็มสองลูกตา จู่ ๆ ใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป
“เยี่ยม ฉันกำลังตามหาตัวนายอยู่พอดี คิดไม่ถึงเลยว่าจะมาหาฉันถึงที่”
พูดจบเฉียนตัวตัวก็ทำท่าราวกับจะกลายร่าง
“เพียะ!”
ทว่าจู่ ๆ หลี่เหมยก็ใช้ฝ่ามือของเธอตบเข้ากลางกบาลของเ้าอ้วน เธอหันไปมองเฉียนตัวตัวด้วยใบหน้าบึ้งตึง “ไอ้อ้วน ลืมไปแล้วเหรอว่าเรามาทำอะไรที่นี่?”
มาทำอะไร? เพื่อนร่วมทีม?
“หมอนี่ก็คือคนที่เขี่ยให้ฉันแพ้ ถ้าไม่ใช่เพราะมันอย่างน้อย ๆ ฉันคงอยู่อันดับต้น ๆ ไปนานแล้ว”
หลังจากถูกขัดขวางระหว่างที่กำลังจะกลายร่าง เฉียนตัวตัวก็ชี้หน้าเซี่ยฮุยและพร่ำบ่นด้วยความไม่พอใจ
“พอเถอะ”
หลี่เหมยมองเขาด้วยสายตาดูถูกดูแคลน เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เ้าอ้วนพูดแม้แต่น้อย “ต่อให้ไม่มีเขา นายคิดว่าคนแบบนายจะชนะฉันได้เหรอ?”
“มะ...ไม่ได้อยู่แล้ว”
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับหมัดของหลี่เหมย เฉียนตัวตัวก็ต้องยอมศิโรราบให้กับเธออีกครั้ง
ตาตี่ ๆ ของเขากวาดมองทุกคนที่อยู่ที่นี่ จากนั้นก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนา “นี่มีกันแค่ห้าคนเองไม่ใช่เหรอ อีกคนไปไหนล่ะ?”
“คงมีธุระเลยมาช้าหน่อยล่ะมั้ง”
เจี่ยปิงอวี่รู้นิสัยของอีกคนดี เธอเป็คนตรงต่อเวลา ดังนั้นเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังมาไม่ถึง จึงรีบออกตัวแก้ตัวแทนเธอ
“ชิ...พึ่งพาได้ป่ะเนี่ย คงไม่ใช่เพราะกลัวเลยไม่กล้ามาหรอกนะ”
“คำพูดนี้เก็บไว้พูดต่อหน้าเธอก็แล้วกันนะ”
“?”
เมื่อได้ยินหลี่เหมยพูดเช่นนั้น เฉียนตัวตัวก็รู้สึกถึงลางสังหรณ์ไม่ดีบางอย่าง ตาเล็ก ๆ ของเขาเบิกกว้างขึ้น ขณะหันไปมองเจี่ยปิงอวี่ “คงไม่ใช่คนเดียวกันกับที่ฉันคิดใช่ไหม”
เจี่ยปิงอวี่พยักหน้าเบา ๆ
เฉียนตัวตัวรีบพูด “คุณหนู...ฉันถอนตัวตอนนี้ยังทันไหม?”
“คิดว่าไงล่ะ...ไอ้อ้วน”
“ร้ายกาจ...”
เฉียนตัวตัวแหงนหน้าขึ้น 45 องศา เขาย้อนนึกถึงภาพบางอย่างในหัว จู่ ๆ น้ำตาก็เอ่อล้นที่ขอบตา
เซี่ยฮุยเห็นเฉียนตัวตัวทำท่าทางราวกับจะร้องไห้ ภายในใจก็เริ่มเกิดความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับเพื่อนร่วมทีมที่ยังไม่ปรากฏตัวคนนั้นขึ้นมา
“พี่ชาย”
จู่ ๆ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น ร่างอ้วนท้วมของเฉียนตัวตัวกระตุกแข็งทื่ออย่างฉับพลัน
เซี่ยฮุยหันไปมองตามเสียง
ห่างออกไปไม่ไกลมีร่างของใครบางคนที่มีขนาดใหญ่โตพอ ๆ กับเฉียนตัวตัววิ่งเข้ามา
ตอนที่เข้ามาใกล้ เซี่ยฮุยก็มองหน้าเธอและหันไปมองหน้าเฉียนตัวตัวอีกครั้ง
พี่น้องกันเหรอ?
“ทำไมน้องถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะเนี่ย?”
วินาทีต่อมา คำพูดของเฉียนตัวตัวก็เฉลยสิ่งที่เซี่ยฮุยคาดเดาได้ในทันที
“ชิ!”
เมื่อได้ยินเฉียนตัวตัวถามเช่นนั้น เฉียนตั๋วตั่วก็เปล่งเสียงฮึดฮัดออกมาจากลำ และกลอกตามองบนใส่เขา
เธอหันไปมองเจี่ยปิงอวี่และพูดด้วยสีหน้าท่าทางราวกับรู้สึกผิด
“พี่ปิงอวี่ ขอโทษนะที่มาสาย พอดีฉันไปช่วยคุณยายข้ามถนนมา ก็เลยมาช้าน่ะ”
“แต่ฉันเห็นว่าเธอกำลังกิน...โอ๊ย!”
พูดไม่ทันจบประโยค เฉียนตัวตัวก็รีบย่อตัวลงไปจับเท้าของตัวเองด้วยความเ็ป
“ไม่เป็ไร เธอก็ไม่ได้มาสายนะ พวกเราก็เพิ่งมาถึงได้ไม่นานเหมือนกัน”
เจี่ยปิงอวี่ชินกับฉากที่สองพี่น้องแอบหยิกกันไปมา เธอจึงพูดต่ออย่างไม่ใส่ใจว่า “อีกห้าวันพวกเราก็ต้องไปที่เมืองหลวงเพื่อเข้าร่วมการสอบเข้ามหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้กันแล้ว ที่ฉันนัดให้ทุกคนมารวมตัวกันที่นี่เพราะอยากให้คุ้นเคยกันไว้ แล้วก็ถือโอกาสฝึกไปด้วยกันเลย”
“ที่แท้ก็แบบนี้นี่เอง”
หลี่เหมยพูดด้วยรอยยิ้ม “ปิงอวี่ ที่เธอย้ายมาเรียนสายศิลปะการต่อสู้ แถมยังติดต่อพวกเราไม่ให้เข้าร่วมกับทีมอื่น ที่แท้ก็เป็เพราะเธอจะทำตามความฝันนั้นเหรอ?”
เจี่ยปิงอวี่พยักหน้า “ฉันคิดว่าจากความแข็งแรงของพวกเราที่มีอยู่...โอกาสที่จะสำเร็จมีอยู่สูงมาก”
“หมัดของเซี่ยฮุย กระบี่ของเธอ การฮีลของเสียวเสี่ยว กับดักของตั๋วตั่ว โล่ของเฉียนตัวตัว และการสนับสนุนของฉัน ทีมของพวกเรามีกันครบเลย”
“โหะ ๆ ถ้างั้นพวกเรามาเริ่มกันเถอะ”
หลี่เหมยทนไม่ไหวที่จะแผดเสียงออกมาด้วยความฮึกเหิม