เสียงใบไผ่เสียดสีกันยามค่ำคืนบนยอดเขาของสำนักพยัคฆ์คำรณยังคงดังระงม ทว่าภายในหอกลางอันเป็ที่พำนักของปรมาจารย์จื่อหยวนกลับเงียบสงัดจนได้ยินเสียงไส้เทียนลั่นเปรี๊ยะ กลิ่นอายของสมุนไพรล้ำค่าอบอวลหนาแน่นอยู่ทั่วห้องโถงกว้าง
บนโต๊ะศิลาขาวมีกล่องไม้จันทน์หอมโบราณสองกล่องวางเคียงคู่กัน กล่องหนึ่งบุด้วยผ้าไหมสีแดง ภายในบรรจุขวดยาหยกมันแพะที่บรรจุ ‘ยาทิพย์คืนิญญา’ โอสถศักดิ์สิทธิ์ของสำนักที่มีสรรพคุณประสานชีพจรและสลายปราณแปลกปลอม ส่วนอีกกล่องหนึ่งซึ่งยาวกว่า กลับมีวัตถุคล้ายเสื้อตัวในสีเทาดำพับไว้อย่างเรียบร้อย ผิวััของมันดูคล้ายเกล็ดปลาขนาดเล็กที่ละเอียดจนแทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ยามต้องแสงเทียนมันจะสะท้อนประกายวาววับจางๆ ดุจผิวน้ำยามค่ำคืน
“สิ่งนี้คือ ‘เสื้อเกราะหนังั’... มันทำจากหนังและเกล็ดของัฟ้า” น้ำเสียงทุ้มต่ำและทรงพลังของปรมาจารย์จื่อหยวนดังขึ้น ชายชราเอามือไพล่หลัง สายตาที่มองวัตถุชิ้นนี้เปี่ยมไปด้วยความเด็ดเดี่ยว “มันเหนียวแน่นจนศาสตราวุธธรรมดามิอาจระคายผิว แต่คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของมัน หาใช่การป้องกันทางกายภาพ... หากแต่เป็ความสามารถในการซับแรงกระแทกของปราณ และพรางกักและดูดซับกระแสปราณภายในและภายนอกร่างผู้สวมใส่ไม่ให้เล็ดลอดหรือไหลเข้าร่างแม้เพียงครึ่งส่วน”
เหม่ยอิงในชุดท่องยุทธภพสีขาวยืนฟังอยู่เบื้องล่าง ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินสรรพคุณของมัน
“อาจารย์... ท่านตั้งใจจะให้ศิษย์นำสิ่งนี้ไปให้เฟยหลงหรือเ้าคะ?”
“ถูกต้อง” ปรมาจารย์ใหญ่หันกลับมา สบตากับศิษย์เอกอย่างจริงจัง “วันก่อนข้าได้รับรายงานด่วนจากสายสืบในวังหลวง เฟยหลงปะทะกับองค์ชายใหญ่อย่างรุนแรง เ้าเด็กโง่นั่นยอมหักไม่ยอมงอ จนเป็เหตุให้ ‘กระบี่นิลกาฬ’ ศาสตราวุธคู่กายของเขาถูกองค์ชายใหญ่ยึดเอาไว้ได้ หลังจากความพ่ายแพ้ในการประลอง”
เมื่อได้ยินคำว่ากระบี่นิลกาฬถูกยึด เหม่ยอิงถึงกับเผลอก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวด้วยความใ “กระบี่นิลกาฬตกอยู่ในมือขององค์ชายใหญ่? เช่นนั้นความลับเื่ปราณนิลกาฬของเขา...”
“คงรู้กันหมดแล้วล่ะ” จื่อหยวนโบกมือระงับความตื่นตระหนกของศิษย์ “แต่ถึงกระนั้นกระบี่เล่มนั้นถูกสะกดไว้ด้วยมนตราของตระกูลหลี่ หากผู้ถือครองไม่มีลมปราณันิลกาฬ มันก็เป็เพียงกระบี่เหล็กดำที่หนักอึ้งและคมกริบเล่มหนึ่งเท่านั้น องค์ชายใหญ่ยึดไปเพียงเพราะ้าหยามเกียรติจวนอ๋องหลี่ ทว่าสิ่งที่ข้ากังวลใจยิ่งกว่า คือหมากตาถัดมาของฮ่องเต้หลี่เทียนเฉิงต่างหาก”
ชายชราเดินมาหยุดตรงหน้ากล่องไม้ พลางทอดถอนใจยาว “หลังจากการประลองสิ้นสุดลง ฮ่องเต้กลับมีพระมหากรุณาธิคุณอันลึกล้ำ พระราชทาน ‘กระบี่ัฟ้า’ ซึ่งเป็หนึ่งในศาสตราวุธหลวงประจำราชวงศ์ให้แก่เฟยหลงในฐานะปลอบขวัญองครักษ์หน้าใหม่”
“พระราชทานกระบี่ัฟ้า?” เหม่ยอิงขมวดคิ้วฉงน “นั่นมิใช่การให้เกียรติจวนอ๋องหลี่หรอกหรือเ้าคะ?”
“โง่เขลา!” น้ำเสียงของจื่อหยวนเข้มขึ้นเล็กน้อยจนแฝงกระแสกดดัน “ฮ่องเต้หลี่เทียนเฉิงใจคอคอเหี้ยมเกรียมและระแวงแคลงใจเป็ที่สุด เขาจะมอบของล้ำค่าเช่นนั้นให้ลูกชายของน้องชายขี้โรคเพื่อสิ่งใดกันเล่า? กระบี่ัฟ้าเล่มนั้น ถูกหลอมสร้างขึ้นด้วยศิลาปราณ์ มันมีคุณสมบัติพิเศษในการดูดซับปราณในตัวผู้ใช้อย่างรุนแรงและแทนที่ด้วยปราณัฟ้า หากเฟยหลงพกติดตัวและจำต้องโคจรปราณเพื่อต่อสู้ กระบี่เล่มนั้นจะทำหน้าที่ดุจค้างคาวดูดเืที่ดูดปราณันิลกาฬในร่างของเขาเข้าไปในกระบี่ทีละนิด จนเขากลายเป็ัฟ้าโดยสมบูรณ์”
เหม่ยอิงหน้าถอดสีในทันที นางเข้าใจอุบายอันล้ำลึกและโเี้ของจอมจักรพรรดิแล้ว “ฮ่องเต้ตั้งใจใช้กระบี่พระราชทานเล่มนั้น ดูดพลังปราณของเฟยหลง! ถ้าเฟยหลงใช้มัน ปราณันิลกาฬในร่างจะถูกดูดซับจนหายไปหมด แต่ถ้าหากเขาไม่ยอมใช้ หรือไม่พกกระบี่พระราชทาน ก็จะกลายเป็ความผิดฐานลบหลู่ขัดพระราชโองการ โดนเอาผิดได้ง่าย!”
“นั่นคือเหตุผลที่เ้าต้องลงเขาในคืนนี้อย่างลับที่สุด” ปรมาจารย์จื่อหยวนเลื่อนกล่องไม้ทั้งสองมาเบื้องหน้าเหม่ยอิง “นำยาทิพย์คืนิญญานี้ไปให้เขาดื่มเพื่อสมานรอยร้าวในชีพจรที่เกิดจากการปะทะ และจงให้เขาสวมเสื้อเกราะหนังันี้ไว้ด้านในสุด ผิวของเกราะหนังัจะช่วยบังลมปราณทั้ง2แบบไม่ให้เกิดปฏิกริยากับร่างกายและเส้นลมปราณของเขา ทำให้เขาสามารถใช้กระบี่ได้ โดยที่ปราณหลักยังคงอยู่”
“และจงจำไว้... งานนี้ห้ามให้ผู้ใดจับได้เด็ดขาด วังหลวงยามนี้คือรังของพยัคฆ์และัฟ้า หากเ้าพลาด ทั้งสำนักและจวนอ๋องหลี่จะพินาศสิ้น”
“ศิษย์รับบัญชา ศิษย์จะระวังให้มากเ้าค่ะ” เหม่ยอิงคุกเข่าลงกราบกรานรับของล้ำค่าทั้งสองสิ่งมาเก็บไว้ในห่อผ้าอย่างมิดชิด แววตาของนางแปรเปลี่ยนเป็ความมุ่งมั่นอันแรงกล้า
ณ วังหลวง ท่ามกลางกำแพงวังหลวงอันสูงตระหง่านสีแดงในยามวิกาล บรรยากาศรอบข้างเงียบเชียบทว่าเต็มไปด้วยรังสีฆ่าฟันจางๆ จากการลาดตระเวนของเหล่าองครักษ์วังหลวงแซมด้วยเหล่าองครักษ์เสื้อแพรที่เดินตรวจตราอย่างเข้มงวด
ร่างระหงในชุดนางกำนัลฝึกหัดสีเขียวอ่อนก้าวเดินอย่างเชื่องช้าไปตามระเบียงทางเดินคดเคี้ยว ในมือถือถาดไม้ที่บรรจุโคมไฟและสำรับน้ำชาสำหรับพระสนมในวังหลังใบหน้าของนางถูกแต่งแต้มให้อ่อนหวานไร้พิษสง เส้นผมรวบเป็มวยสองข้างตามลักษณะของนางกำนัลระดับล่าง ทว่าหากเพ่งมองที่ดวงตา จะพบประกายตาอันเฉียบคมที่คอยกวาดมองรอบตัวอยู่ตลอดเวลา
เหม่ยอิงแฝงตัวเข้ามาในวังหลวงได้สำเร็จโดยอาศัยป้ายชื่อของนางกำนัลที่ล้มป่วย และใช้ ‘วิชาพรางจิตสำนึก’ ของสำนักในการลดกลิ่นอายยุทธ์ของตนจนกลายเป็เพียงหญิงรับใช้ธรรมดาที่ไร้วรยุทธ์
‘จวนองครักษ์ของเฟยหลงอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ... อีกเพียง3ระเบียงก็ จะถึงแล้ว’ นางคิดในใจ พลางกระชับห่อผ้าล้ำค่าที่ซ่อนอยู่ใต้สาบเสื้อคลุมตัวนอกอย่างระมัดระวัง
*ตึก! ตึก! ตึก!*
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและเป็จังหวะพร้อมเพรียงกันของกลุ่มบุรุษดังมาจากหัวมุมทางเดินด้านหน้า แสงไฟจากคบเพลิงส่องสว่างสะท้อนกับเสื้อเกราะเหล็กวาววับที่สวมทัพผ้าแพรลายั
“หน่วยองครักษ์เสื้อแพรชุดที่4! ตรวจตราพื้นที่ระเบียงตะวันตก!” เสียงตวาดกร้าวของหัวหน้าหน่วยดังขึ้น
เหม่ยอิงใจหายวาบ นางรีบก้มหน้าลงต่ำ ชะลอฝีเท้าลงแล้วขยับเข้าชิดกำแพงตามมารยาทของนางกำนัลยามพบเจอเหล่าใต้เท้า ทว่าในจังหวะที่กลุ่มองครักษ์กำลังจะเดินผ่านร่างของนางไปนั้น สายตาอันเฉียบคมของหัวหน้าองครักษ์เสื้อแพรผู้มีหนวดเครารุงรังกลับสะดุดลงที่ท่าทางการเดินของนาง
“ช้าก่อน!” เสียงตวาดห้วนดังขึ้นพร้อมกับร่างหนาใหญ่ที่ก้าวเข้ามาขวางหน้าเหม่ยอิงไว้ทันที กลุ่มองครักษ์อีก6คนรีบล้อมรอบตัวนางไว้ตามสัญชาตญาณ
“เ้าคือนางกำนัลจากตำหนักใด? เหตุใดจึงมาเดินเพ่นพ่านในเขตระเบียงชั้นในยามวิกาลเช่นนี้?” หัวหน้าองครักษ์จ้องมองถาดน้ำชาในมือของนางด้วยสายตาจับผิด “แล้วเหตุใดข้าจึงไม่เคยเห็นหน้าค่าตาเ้ามาก่อน?”
เหม่ยอิงพยายามข่มจิตใจให้สงบระงับ แสร้งทำตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวพลางย่อกายลงคำนวณ “เรียนใต้เท้า... ผู้น้อยเป็นางกำนัลฝึกหัดจากห้องเครื่องตำหนักพระสนมหลิว พอดีพระสนมทรงกระหายน้ำชาสมุนไพรกลางดึก ผู้น้อยจึงได้รับคำสั่งให้นำมาถวายด่วน... ขอใต้เท้าโปรดเมตตาปล่อยผู้น้อยไปเถิดเ้าค่ะ หากชักช้าพระสนมจะทรงกริ้ว”
หัวหน้าองครักษ์ไม่ฟังคำแก้ตัว เขาก้าวเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นคาวเหล็กจากชุดเกราะ นิ้วมือหนาเอื้อมไปจับที่ข้อมือของเหม่ยอิง หวังจะตรวจเช็กป้ายชื่อที่ผูกไว้ทว่าในจังหวะนั้น ััจากปลายนิ้วของเขาทำให้เขาตระหนักถึงสิ่งผิดปกติ “มือของเ้าราบเรียบ ไร้รอยด้านของการทำงานหนัก... ทว่ากลับมีรอยด้านที่โคนนิ้วชี้และนิ้วโป้ง! นี่มันรอยด้านจากการจับกระบี่! เ้าไม่ใช่คนของห้องเครื่อง!”
“จับนางไว้! นางเป็ฏ!”
สิ้นเสียงตวาด เหม่ยอิงรู้ดีว่าความลับแตกซ่อนต่อไปไม่ได้แล้ว นางสะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุมด้วยกระบวนท่า‘พยัคฆ์เหมันต์’ อย่างรวดเร็ว ถาดไม้ในมือถูกซัดเข้าใส่ใบหน้าของหัวหน้าองครักษ์จนน้ำชาร้อนๆ สาดกระจาย
*เคร้ง! เคร้ง!*
เสียงชักกระบี่ออกจากฝักดังระงม องครักษ์เสื้อแพรพุ่งเข้าใส่พร้อมกัน กระบี่ยาวสีเงินตัดผ่านอากาศหวังจะสยบนางกำนัลลึกลับ เหม่ยอิงไม่้าให้เกิดเสียงดังจนทหารทั้งวังตื่นตัว นางจึงไม่ได้ชักกระบี่คู่กายออกมา แต่ใช้เพียง2มือเปล่าและท่าเท้า ‘เหยียบเมฆา’ พลิกแพลงหลบหลีกในพื้นที่แคบๆ
นางเบี่ยงตัวหลบคมกระบี่แรก ก่อนจะกระแทกฝ่ามือใส่ยอดอกขององครักษ์คนหนึ่งจนร่างหนาปลิวกระเด็นไปกระแทกเพื่อนข้างหลังล้มระเนระนาด ทว่าเสียงปะทะของโลหะและเสียงะโเริ่มดังสะท้อนไปตามระเบียงทางเดิน
“มีผู้บุกรุก! สกัดจับนางกำนัลเสื้อเขียว!” เสียงนกหวีดสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นจากหอสังเกตการณ์ไกลๆ
เหม่ยอิงรู้ว่าหากนางติดพันอยู่ตรงนี้นานกว่านี้ ทหารอีกนับพันจะแห่กันมาปิดล้อม นางจึงะโลอยตัวขึ้นสูง เท้าเหยียบลงบนบ่าขององครักษ์คนหนึ่งเพื่อใช้เป็แรงส่ง ทะยานร่างข้ามหัวกลุ่มทหารแล้วพุ่งตัวออกจากระเบียงทางเดิน ดำดิ่งลงสู่ความมืดเบื้องล่างทันที
“ตามไป! นางหนีไปทางสวนหลวงแล้ว!” เสียงะโไล่หลังมาอย่างกระชั้นชิด
เหม่ยอิงวิ่งกระเสือกกระสนหลบหลีกไปตามเงามืดของแมกไม้และโขดหินศิลาในสวนหลวง ลมหายใจของนางเริ่มหอบถี่ เสียงฝีเท้าและแสงไฟจากคบเพลิงของพวกองครักษ์เสื้อแพรกระจายกำลังโอบล้อมเข้ามาจากทุกทิศทาง ท่าเท้าเหยียบเมฆาถูกใช้จนถึงขีดสุด ร่างระหงพลิกพลิ้วผ่านพุ่มโบตั๋นและสะพานหินม้วนตัวหลบเข้าไปในส่วนลึกของสวนหลวง... บริเวณป่าไผ่อันเงียบสงัดที่ไร้แสงคบเพลิง
นางพึ่งพิงแผ่นหลังเข้ากับต้นไผ่หนาทึบ พยายามระงับเสียงหายใจและโคจรปราณปิดกั้นกลิ่นอายเพื่อหลบซ่อนตัว เสียงะโของพวกทหารค่อยๆ ห่างออกไปทางทิศตะวันออก ดูเหมือนนางจะสลัดหลุดมาได้ชั่วคราวทว่าความรู้สึกปลอดภัยกลับไม่อยู่กับนางนานนัก
ทันใดนั้น... บรรยากาศรอบตัวของเหม่ยอิงพลันแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ลมราตรีที่เคยพัดโบกสะบัดกลับนิ่งสงิทลงในฉับพลัน อากาศรอบกายทวีความร้อนระอุและหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ จนราวนางกำลังจมลงสู่ใต้ก้นมหาสมุทรที่เปี่ยมไปด้วยแรงกดดันมหาศาล ชีพจรในร่างของนางสั่นสะท้านด้วยสัญชาตญาณแห่งความกลัวอันลึกลับ
กลิ่นอายปราณชนิดนี้... ร้อนแรง สง่างาม และเปี่ยมด้วยบารมีอันล้นพ้นจนข่มขวัญผู้ฝึกยุทธ์ทุกคนให้สยบราบคาบ
‘ปราณัฟ้าขั้นสูง!’ สมองของเหม่ยอิงชาหนึบ ั์ตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
“มาเดินเล่นในสวนหลวงของข้ายามวิกาลเช่นนี้ ไม่คิดว่ามันเป็การเสียมารยาทไปหน่อยหรือ... แม่นางน้อย”
เสียงทุ้มต่ำ แหบพร่า ทว่าทรงอำนาจดุจสายฟ้าฟาดที่ซ่อนอยู่ในหมู่เมฆดังขึ้นจากใจกลางป่าไผ่เบื้องหน้า เหม่ยอิงค่อยๆ หันสายตาไปมอง ท่ามกลางแสงจันทร์สลัวที่ส่องลอดใบไผ่ลงมา ปรากฏร่างของชายผู้หนึ่งในชุดฉลองพระองค์สีเหลืองปักลายัห้าเล็บทะยานฟ้า พระเกศายาวและใบหน้าคมคายแบบวัยกลางคน ยืนอยู่มือกุมด้ามกระบี่ทองคำโบราณที่เหน็บอยู่ข้างเอว ฮ่องเต้หลี่เทียนเฉิง!
โอรส์ผู้ทรงอำนาจสูงสุดยืนอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง โดยไร้ซึ่งเงาของขันทีหรือองครักษ์ข้างกาย แววตาของพระองค์ที่มองตรงมายังเหม่ยอิงไม่มีความตื่นตระหนกแม้เพียงนิด มีเพียงรอยยิ้มบางๆ ที่แฝงไปด้วยความสมเพชและสนุกสนาน ราวกับคนกำลังจ้องมองหนูตัวเล็กๆ ที่วิ่งเข้ามาติดกับดักด้วยตนเอง
แท้จริงแล้ว ฮ่องเต้ผู้กุมััปราณอันกล้าแกร่งที่สุดในแผ่นดิน รับรู้ถึงการบุกรุกของเหม่ยอิงั้แ่นางก้าวพ้นระเบียงชั้นในมาแล้ว พระองค์จงใจสั่งให้กองกำลังองครักษ์ไล่ต้อนนางมาทางนี้ และทรงเสด็จมาดักรอเพียงลำพังเพื่อ ‘สืบหาความจริง’ ว่าคนของสำนักพยัคฆ์คำรณลอบเข้าวังมาทำสิ่งใด
“ถวายพระพร... ฝ่าา” เหม่ยอิงพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น มือของนางยังคงกำห่อผ้าแน่น รู้ดีว่าสถานการณ์ยามนี้วิกฤตถึงขีดสุด
“ไม่ต้องมากพิธีหรอก เ้าเป็คนของสำนักพยัคฆ์คำรณ ศิษย์เอกของจื่อหยวนสินะ” ฮ่องเต้ก้าวเท้าเดินเข้ามาหาช้าๆ ทว่าทุกก้าวที่พระองค์เหยียบลงบนพื้นดิน กลับส่งแรงอัดของปราณัฟ้าพุ่งเข้าใส่ร่างของเหม่ยอิงจนชีพจรของนางแทบะเิ “บอกข้ามา... เ้าลอบเข้าวังหลวงมามีจุดประสงค์อันใด? หรือจวนอ๋องหลี่คิดจะสมคบคิดกับพวกชาวยุทธเพื่อลงมือทำสิ่งใดกันล่ะ?”
“หม่อมฉันมิได้สมคบคิดกับผู้ใดเพคะ!” เหม่ยอิงตวาดตอบ ฝืนทนต่อแรงกดดัน “หม่อมฉันเพียงแค่... ห่วงใยในอาการาเ็ของศิษย์น้อง จึงลอบนำยารักษามามอบให้เท่านั้น มิได้มีเจตนาเป็อื่น!”
“โกหก!” ฮ่องเต้หลี่เทียนเฉิงดวงตากร้าวขึ้นในฉับพลัน “หากเป็เพียงยารักษา เหตุใดจื่อหยวนต้องส่งศิษย์ฝีมือดีที่สุดเช่นเ้ามาด้วยตนเอง? ในห่อผ้าของเ้าซ่อนสิ่งใดไว้... ส่งมาให้ข้า!”
สิ้นรับสั่ง ร่างของฮ่องเต้พลันเคลื่อนไหวด้วยความเร็วที่เหนือขีดจำกัดมนุษย์ พระองค์วาดฝ่ามือขวาเข้าใส่ห่อผ้าในอ้อมอกของเหม่ยอิง ปราณสีทองสว่างจ้าดุจแสงสุริยันะเิออก กลายเป็รูปกรงเล็บัฟ้าวาดผ่านอากาศจนเกิดเสียงะเิ *ปัง!*
เหม่ยอิงรู้ว่าหากของสิ่งนี้ตกอยู่ในมือฮ่องเต้ ความลับเื่เสื้อเกราะหนังัจะถูกเปิดเผย และแผนการช่วยชีวิตเฟยหลงจะพังทลาย นางไม่มีทางเลือกจำต้องลงมือสวนกลับ!
นางเบี่ยงตัวหลบกรงเล็บัฟ้าวาดฝ่ามือซ้ายใช้เคล็ดวิชา ‘พยัคฆ์เหมันต์’ ปลดปล่อยรังสีปราณสีครามเย็นเฉียบเข้าปะทะกับฝ่ามือของฮ่องเต้อย่างจัง
*ตูม!!!*
แรงปะทะของสองขั้วปราณทำให้ต้นไผ่รอบข้างหักโค่นราบเป็หน้ากลอง ร่างของเหม่ยอิงสั่นสะท้านอย่างรุนแรง เืลมในอกตีกลับจนรสคาวและจืดของโลหิตเอ่อล้นขึ้นมาที่ลำคอ นางถูกแรงสะท้อนของปราณัฟ้าซัดจนร่างปลิวกระเด็นถอยร่นไปไกลกว่า10ก้าว ทว่าฮ่องเต้หลี่เทียนเฉิงกลับเพียงแค่สะบัดแขนเสื้อเบาๆ ถอยหลังไปเพียงครึ่งก้าวเท่านั้น
“วรยุทธ์ไม่เลว... สมเป็ศิษย์เอกของจื่อหยวน” ฮ่องเต้แค่นยิ้ม ดึงกระบี่ทองคำออกจากฝักจาง ๆ แสงกระบี่สีทองเจิดจ้าบดบังแสงจันทร์ “ทว่าต่อหน้าข้า... เ้าก็เป็เพียงแค่มดปลวก!”
ฮ่องเต้ทะยานร่างเข้าใส่อีกครั้ง รังสีกระบี่ัฟ้านับร้อยสายพุ่งเข้าจู่โจมเหม่ยอิงจากทุกทิศทาง ตัดขาดทางหนีของนางจนหมดสิ้น ในวินาทีแห่งความเป็ความตาย เหม่ยอิงกัดฟัน นางปาะเิควันของสำนักลงพื้น ควันสีครามหนาทึบพวยพุ่งขึ้นบดบังสายตา พร้อมกับที่นางยอมสละชีพจรส่วนหนึ่ง ทุ่มเทปราณทั้งหมดใช้ท่าเท้าเหยียบเมฆาขั้นสูงสุด ทะยานร่างฝ่าข่ายกระบี่ทองคำออกไปอย่างบ้าคลั่ง
*ฉัวะ! ฉัวะ!*
รังสีกระบี่บางส่วนยังคงกรีดผ่านหัวไหล่และชายโครงของนางจนเืสาดกระจาย ทว่านางไม่สนใจความเ็ป ร่างระหงม้วนตัวหนีออกจากป่าไผ่ของสวนหลวง ดำดิ่งลงสู่ความมืดมิดของเขตพระราชฐานชั้นนอกอย่างไม่คิดชีวิต
ฮ่องเต้หลี่เทียนเฉิงยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางกลุ่มควันที่ค่อยๆ จางลง พระองค์ไม่ได้ตามล่าต่อ ทว่าดวงตากลับจับจ้องไปยังทิศทางที่เหม่ยอิงหนีไป พลางพึมพำน้ำเสียงเ็า “หนีไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ... ทิศทางของจวนองครักษ์จริงๆ เสียด้วย... หมากตานี้ ช่างน่าสนุกยิ่งนัก”
ณ จวนองครักษ์ท้ายวังหลวง บรรยากาศภายในห้องนอนอันเรียบง่ายของหลี่เฟยหลงตกอยู่ในความสลัว มีเพียงแสงไฟจากตะเกียงน้ำมันดวงเล็กที่ส่องให้เห็นร่างของชายหนุ่มในชุดลำลองสีขาวที่นั่งอยู่บนเตียงไม้ ใบหน้าของเขาซูบซีด ร่องรอยของความบอบช้ำภายในจากการปะทะกับองค์ชายใหญ่ยังคงแสดงออกผ่านริมฝีปากที่แห้งผาก
บนโต๊ะข้างเตียง มีกระบี่เล่มหนึ่งวางอยู่... มันคือ ‘กระบี่ัฟ้า’ ที่ฮ่องเต้พระราชทานให้ ตัวฝักทำจากทองคำสลักลายัทะยานงดงาม มันแผ่รังสีพลังงานที่คอยกดดันและกวนกระแสชีพจรและปราณันิลกาฬในร่างของเขาอยู่ตลอดเวลา แม้การกวัดแกว่งและใช้งานได้อย่างพริ้วไหวนั้นจะดีแค่ไหนแต่กระบี่เล่มนี้ก็ไม่ใช่สิ่งของที่เป็ของเขาอยู่ดี เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกมอมเมาโดยกระบี่เล่มนี้ เขาจึงต้องคอยโคจรปราณันิลกาฬ เพื่อตัดกระแสพลังลมปราณในกระบี่เสมอ แต่หารู้ไม่ว่า ยิ่งโคจรพลังลมปราณอาการก็ยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ
“อึก...” เฟยหลงกระอักเืลิ่มเล็กๆออกมา เขารีบใช้ผ้าเช็ดปาก “ปราณัฟ้าขององค์ชายใหญ่ร้ายกาจนัก... แต่อุบายกระบี่ัฟ้าของฮ่องเต้กลับร้ายกาจยิ่งกว่า ข้าแทบจะไม่สามารถโคจรปราณเพื่อรักษาตัวเองได้เลย”
*ฟุ่บ! ประตูหน้าต่างพลันถูกผลักออกอย่างรุนแรง!*
เฟยหลงสะดุ้งสุดตัว มือรีบคว้าด้ามกระบี่ัฟ้าทันทีตามสัญชาตญาณ ทว่าร่างที่ล้มคว่ำเข้ามาภายในห้องกลับเป็ร่างระหงในชุดนางกำนัลที่เปื้อนไปด้วยโลหิตสีแดงฉาน ห่อผ้าในอ้อมอกของนางหลุดร่วงลงพื้น
“ศิษย์พี่เหม่ยอิง!” เฟยหลงอุทานลั่นด้วยความตกตะลึง เขารีบปล่อยกระบี่แล้วถลันตัวเข้าไปพยุงร่างของนางขึ้นมาบนเตียง “ท่าน... เหตุใดท่านจึงมีสภาพเช่นนี้? ใครเป็คนทำร้ายท่าน?!”
เหม่ยอิงใบหน้าขาวซีดราวกับกระดาษ นางพยายามหายใจเข้าลึกๆ ไอออกมาเป็ก้อนเื มือเรียวบางคว้าข้อมือของเฟยหลงไว้แน่น “เฟยหลง... อย่าเพิ่งถาม... รีบ... รีบเปิดห่อผ้า...”
เฟยหลงรีบหันไปแกะห่อผ้าออก พบขวดยาหยกและเสื้อเกราะหนังัสีเทาดำ
“อาจารย์... อาจารย์สั่งให้ข้านำ ‘ยาทิพย์คืนิญญา’ และ ‘เสื้อเกราะหนังั’ มาให้เ้า...” เหม่ยอิงพูดน้ำเสียงแหบพร่า “ฮ่องเต้... ฮ่องเต้รู้เื่กระบี่ัฟ้า... พระองค์จงใจใช้มันกระชากปราณนิลกาฬของเ้า... เ้าต้องใส่เกราะนี้ไว้ด้านในสุดเพื่อตัดขาดพลังของมัน.!”
“แล้วาแของท่านล่ะ?” เฟยหลงดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธและความเป็ห่วง ปราณควันสีเทาในร่างเริ่มแปรเปลี่ยนเป็สีดำจางๆ ด้วยความอารมณ์ที่พุ่งพล่าน
“ข้า... ข้าลอบเข้าวังมาแล้วพลาด... ปะทะมือกับฮ่องเต้ที่สวนหลวง...” เหม่ยอิงฝืนยิ้มบางๆ “พระองค์แข็งแกร่งเกินไป... ปราณัฟ้าของพระองค์เกือบทำลายชีพจรข้า... แต่ข้าหนีมาได้... เฟยหลง ฟังข้า... ฮ่องเต้อาจจะตามมาที่นี่ในไม่ช้า... เ้าต้องรีบดื่มยาและใส่เกราะซะ... อย่าให้พระองค์จับได้...”
เฟยหลงใจหายวาบ เขารู้ดีว่าเวลาวิกฤตถึงขีดสุด ชายหนุ่มรีบเปิดขวดยาหยกแล้วกรอกยาทิพย์คืนิญญาเข้าปากของเหม่ยอิงครึ่งหนึ่ง และดื่มเองอีกครึ่งหนึ่งทันที พลังยาอันอบอุ่นแผ่ซ่านเข้าสู่จุดชีพจร รอยร้าวในทรวงอกของเฟยหลงและาแของเหม่ยอิงเริ่มได้รับการเยียวยาอย่างรวดเร็ว
จากนั้น เฟยหลงรีบถอดเสื้อตัวนอกออก นำเสื้อเกราะหนังัสีเทาดำมาสวมใส่เข้ากับร่างกายอย่างรวดเร็ว ก่อนจะสวมชุดองครักษ์ทับไว้ด้านนอกอย่างแเี ทันทีที่เกราะหนังััักับิั เฟยหลงรู้สึกได้ถึงความเย็นสบายอันลึกลับ กระแสพลังที่เคยแผ่ออกมาจากกระบี่ัฟ้าบนโต๊ะพลันสลายหายไปสิ้น ร่างกายของเขาสามารถโคจรปราณันิลกาฬได้อย่างอิสระโดยที่ไม่มีปราณอื่นมาแทรกอีกต่อไป
“ขอบคุณท่านมาก ศิษย์พี่...” เฟยหลงพยุงเหม่ยอิงไปซ่อนตัวที่หลังฉากกั้นห้องอันมิดชิด “ท่านพักผ่อนและโคจรปราณรักษาตัวอยู่ที่นี่ก่อน ที่เหลือข้าจะจัดการเอง”
เขากลับมานั่งที่เตียง ตั้งจิตให้สงบนิ่ง แสร้งทำเป็องครักษ์ที่กำลังาเ็และพักผ่อนอยู่ ทว่าในใจกลับเดือดพล่าน ดวงตาคมกริบจ้องมองไปที่ประตูห้อง รู้ดีว่าพายุลูกใหญ่ที่สุดกำลังจะย่างกรายเข้ามาในไม่กี่อึดใจนี้!