ตอนที่ยี่สิบห้า เริ่มต้นการณ์ใหญ่
เราจะสามารถจัดการระบบราชการได้อย่างไร? ก็ด้วยระบบราชการ
เราจะสามารถจัดการกับคนที่ชอบพูดพล่ามได้เชลียร์ได้อย่างไร? ทำได้โดยการให้พวกนี้จดบันทึกเป็ลายลักษณ์อักษร
ผมตบไหล่หวังม่อ
“เ้ามีปัญญา วาทศิลป์ที่ดีมากหวังม่อ
ต่อไปนี้เ้ามีหน้าที่จดบันทึกเื่ที่พวกเราได้เรียนรู้ในแต่ละครั้ง”
“จะ..จดบันทึก..ข้า?”
ผมผงกศีรษะมองหน้าที่แปลกใจของหวังม่อ
“ข้ามองเห็นความสามารถในตัวของเ้าที่สามารถกระทำได้ โลกนี้มีนักปราชญ์มากมายที่สืบทอดความรู้ วาทศิลป์ของตนให้กับชนรุ่นหลังรับรู้ ข้ามองเห็นศักยภาพที่มีอยู่ในตัวเ้าหวังม่อ
ด้วยการจดบรรทุกของเ้าเราจะรวบรมที่เ้าเขียนเป็บันทึกและตีพิมพ์ให้พวกเราทุกคนได้อ่าน
เ้าจงเป็หนึ่งในนักปราชญ์ที่จารึกชื่อไว้ในงานเขียนหวังม่อ”
หวังม่อ
น้ำตาซึมและโขกหัวลงอีกครั้ง
คนโลกนี้ชอบโขกหัวกันทุกทีหรือไงนะ
“นายน้อยชี้ทางแจ่มแจ้งกระจ่างชัดแก่ข้า ข้าจะไม่ทำให้ท่านและทุกคนผิดหวัง
คำพูดของท่านข้าจะจดจำทุกคำและบันทึกไว้เป็ลายลักษณ์อักษร”
“ดีมาก ทำเพื่อตัวเ้าเองเถอะ ให้เ้านึกเองว่าเ้าคือนักปราชญ์ผู้หนึ่งที่จะสืบทอดความรู้แก่ชนรุ่นต่อไป”
“สายตาของนายน้อยช่างกว้างไกล หวังม่อรับคำสอน”
เอ๋ โลกนี้การตีพิมพ์หนังสือมันแปลกหรือนี่? ก็เห็นมีวัฒนธรรมการอ่านตำราเยอะนี่นา
หรือเพราะเรามาจากยุคที่หลายคนตีพิมพ์หนังสือได้ง่ายกว่า เลยไม่เข้าใจคนพวกนี้?
จากความทรงจำของหวังลี่ ก็มีคนตีพิมพ์งานเขียนเื่เล่าร้านตลาดอยู่เช่นกัน ไม่ใช่เื่แปลกที่บัณฑิตจะวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ
หวังม่อน่าจะกลายเป็คนคล้ายๆซิเซโร่แห่งต้าฉิน(โรมัน) ที่ในยุคสมัยเดียวกันมองเป็คนพูดมากคุยโว
แต่หนังสือจากความพูดมากคุยโวของเขาคือหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นเยี่ยมที่ทำให้เราได้รู้เื่ราวเกี่ยวกับอาณาจักรต้าฉินในภายหลัง..แหงล่ะ คนปรกติไม่มีทางเขียนจดหมยที่บรรยายชีวิตประจำวันไว้ในขณะนั้นหรอก ยิ่งเป็่ที่การเขียนต้องลงกระดาษของสมัยก่อนและไม่มีอุปกรณ์การเขียนที่สะดวกอย่างสมัยปัจจุบัน
ที่ผมทำก็แค่หลักการวารสารใบบอกของชุมนุมลูกเสือเท่านั้นล่ะ
ผมวางแผนจะค่อยเอาแนวความรู้ทั่วไปการแก้ปัญหาและอาจจะสอดแทรกความรู้เกี่ยวกับศิลปวิทยา ดนตรีกาล ปัญหาคณิตศาสตร์ อะไรลงไปด้วย
เพื่อให้สมกับเป็หนังสือติดตัวของลูกเสือที่จะมีขนาดเล็กๆพกพาสะดวก
ใส่แิหน้าที่พลเมือง สัญลักษณ์ต่างๆลงไปก็น่าจะใช้ได้
การฝึกของผมกับพวกนี้ตอนแรกๆก็อาศัยความเรียบง่าย
พวกนี้ทักษะร่างกายดีอยู่แล้วที่ผมฝึกจึงเป็เื่ของการปะสานงานกันเป็หมู่คณะ การช่างสังเกต การแก้ปัญหาเชาว์ต่างๆมากกว่า
การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าก็อาจจะต้องมี
แต่เื่ไหวพริบพวกนี้อาจจะต้องค่อยๆฝึกไป
อย่างที่บอกมันต้องอาศัยระยะเวลา
พวกนี้ก็เรียกว่าฟังคำสั่งได้ดีกว่าที่คิด
ผมตั้งให้อี้จิงเป็ผู้บังคับบัญชาและตรวจดูคนพวกนี้ฝึกและนั่งบ่มเพาะพลังไปด้วยพร้อมกับชี้แนะในบางครั้งแต่พยายามไม่ชี้แนะมากเกินไป
แต่จะค่อยๆให้อี้จิงสั่งงานพวกนี้เองมากกว่า
อี้จิงมีทักษะในการบัญชาการรบได้ แบบไม่เคยบัญชาการมาก่อนในตอนหลังที่บัญชาการยึดเมือง
ไม่รู้ว่าคนเขียนคิดอย่างไร แต่คนที่มีพร์ระดับการบัญชาการรบได้ทันทีนี่มันระดับ อเล็กซานเดอร์มหาราชหรือไม่ก็ฮันนิบาล ขงเบ้งเท่านั้นล่ะ
ผมไม่เก่งด้านการรบขนาดนั้นแต่คิดว่าจะค่อยๆเพิ่มทักษะการสั่งการั้แ่ระดับหน่วยสิบเช่นนี้ไปก่อน
ผมลองตั้งโจทย์คำถามและให้อี้จิงบัญชาการและให้พวกบุตรพยัคฆ์ทำตาม
ทำในรูปแบบของการละเล่น
“พวกเ้าจะย้ายคนเคลื่อนไหวจากทางตะวันออกมาทางตะวันตกได้อย่างไร?”
“การลอบขนคนเข้าผ่านเวรยามเ้าจะทำอย่างไร?”
“ศัตรูมีจำนวนไม่แน่นอนเ้าไม่ทราบแน่ชัดจะใช้วิธีอย่างไร?”
ผมตั้งโจทย์ต่างๆเ่าั้และลองให้อี้จิงสมมุติการบัญชากรและเข้าตี
และผมค่อยๆสอบถามเธอว่าทำไมเธอจึงคิดแผนการเช่นนั้นและด้วยเหตุผลเช่นไร
และให้หวังม่อที่เป็อาลักษณ์จดบันทึกไว้
ในวันนั้นผมก็ได้เปิดหูเปิดตาจริงๆว่าพวกอัจฉริยะที่มีเชาวน์ปัญญาไหวพริบดีนี่มีแิอย่างไร
ซึ่งผมเองก็ได้เรียนรู้อย่างมาก
แม้แต่หวังม่อเองก็เรียกว่าหัวไวกว่าผมนั่นล่ะ
แค่ผมมีข้อได้เปรียบด้านสมองที่บ่มเพาะเพิ่มพลังสมองมากกว่า
อาจจะเรียกว่าผม”โง่ได้เร็วกว่า” พวกสัตว์ประหลาดในเื่นี้ก็ว่าได้
ผมต้องยอมรับว่าแผนการหวังม่อ ก็อาจจะสำเร็จหากไปใช้กับคนอื่นๆที่ไม่ใช่ดวง์ส่งมาเกิดอย่างนางเอกหรือฉลาดระดับสัตว์ประหลาดดูดินฟ้ามหาสมุทรได้แบบบางตัวละครในเื่
หากจะแข่งกับพวกนี้ได้ ผมต้องก้าวข้ามความเป็มนุษย์ไปเท่านั้น..ซึ่งผมก็พอมีแนวทางอยู่ แต่จะค่อยๆทดลองไปทีละนิดเพื่อลดความผิดพลาดให้มากที่สุด
อวิชชาแดนไซฮก เน้นการปรับพื้นฐานที่หนักแน่นอยู่แล้ว
“พวกเ้าทำได้ดีมาก ข้าหวังว่าพวกเ้าจะปฏิบัติตนอย่างนี้สม่ำเสมอได้ทุกวัน”
ผมพยายามไม่ฝึกพวกเขาจนเหนื่อย
ความที่เป็คนี้เีหมายความว่าผมพยายามจะจัดตารางเวลาการฝึกที่มีประสิทธิภาพที่สุดและพยายามหาการฝึกที่พวกเขาไม่รู้สึกว่าน่าเบื่อ
“หวังม่อจดบันทึกการเรียนวันนี้และวันพรุ่งนี้เราจะเอาที่เราเรียนวันนี้มาบันทึกทบทวนกัน”
“ทราบแล้วนายน้อยพวกเราจะติดตามนายน้อยเพื่อทำการใหญ่ให้สำเร็จ
“พวกเราจะติดตามนายน้อยเพื่อทำการใหญ่ให้สำเร็จ”
หวังม่อเอ่ยนำและคนอื่นๆก็เอ่ยตามอย่างเป็ลูกคู่ หรือหวังม่อมันจะนำคนเก่งจริงๆ
ว่าแต่การใหญ่อะไรฟะ?
..
ในห้องประชุมลับของผู้าุโประจำตระกูล ในห้องหินอ่อนขาวที่แม้แต่หนู และมด สักตัวก็ลอบเข้าไปไม่ได้
หนังสือเล่มเล็กๆเล่มหนึ่งมีรูปพยัคฆ์อยู่ตรงหน้าปกทำเอาผู้าุโในตระกูลที่มาประชุมกันถึงกับครุ่นคิด
ผู้าุโเคราขาวคนหนึ่งระบายลมหายใจจากปาก
“ฟู่...คนหนุ่มใจร้อน ทำอะไรไม่เกรงฟ้าดิน”
แต่ใบหน้ากลับยิ้มแย้มต่างจากคำพูด
ชายที่เคราสั้นสีดำอีกคนหนึ่งกล่าวสัพยอก
“พี่ฟู่ฉาง ก็คงถูกใจแต่อย่างที่ข้าบอกพวกเราเตรียมการยังไม่พร้อม”
ชายชราอีกคนหนึ่งถือลูกกลมทองคำที่มือหลับตาหมุนลูกกลมทองคำไปมาลืมตาขึ้น
“ไม่เหมาะกับสถานการณ์ แต่ข้าหาช่องโหว่ของหนังสือและแผนการของหวังลี่ไม่พบเจอ ไม่ธรรมดาจริงๆ”
“แม้แต่กระดานทองคำอย่างท่านยังคำนวณไม่พบช่องโหว่คงไม่ธรรมดาจริง”
ชายผมสีแดงอัคคีอีกคนหนึ่งกล่าว
พวกเขาคือเหล่าผู้าุโในตระกูลที่จะมาปรึกษากันเมื่อมีเื่ราวในตระกูล
แต่ละคนออกความเห็นมีแต่จ้าวตระกูลหวังอ้าวที่มักจะเงียบเฉย
ก๊อก ก๊อก
เสียงนิ้วเคาะโต๊ะดังขึ้นเป็สัญญาณว่าจ้าวตระกูลกำลังจะพูด ทุกคนก็จะหยุดเงียบพร้อมจะทำตามการตัดสิน
“อย่างที่ตามกฎของตระกูลเราไม่ก้าวก่ายการคัดเลือกของพวกผู้เยาว์ “ ความหมายที่รู้กันคือไม่ช่วยเหลืออย่างออกหน้าทุกคนก็รู้ในใจดีแต่ไม่พูดออกมา
“หวังลี่ ้าตรากฎ สร้างระเบียบใหม่ พิชิตด้านแิ แนวทางทั้งเถรตรงและเ้าเล่ห์ พวกเราหาช่องโหว่ตำหนิเขาไม่ได้ ดังนั้นก็ไม่มีความจำเป็ต้องตำหนิ พวกเราจับตาดูต่อไป
หน้าที่ของพวกเราเหล่าไม้ใหญ่ มีหน้าที่ให้ร่มเงาแก่รุ่นหลัง คนหนุ่มผิดพลาดก็ไม่เห็นจะเป็อะไร หน้าที่ของพวกเรามีอย่างเดียวเท่านั้น จับตาดูว่ามีการทำผิดกติกาหรือไม่เท่านั้นเอง”
“ทราบแล้วท่านจ้าวตระกูล”
ทุกคนรับคำโดยพร้อมเพรียงกัน
เฮ้อ คนเขียนหนังสือได้คือคนที่จะตั้งตนเป็เ้าสำนัก แิหนึ่ง ประกาศแิไม่กลัวฟ้าดินเช่นนี้ ช่างสมกับเป็คนหนุ่มที่ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำจริงๆ
แต่อำมาตย์หวังคิดในใจ
พวกเราหวังจะพลิกฟ้าคว่ำดิน หากไม่มีความตั้งใจแบบนี้ คงไม่สามารถก่อการใหญ่ได้
หวังว่า หวังลี่จะไม่เข้ามาหาพวกผู้าุโเร็วเกินไปเมื่อเจอปัญหานะ ฮา ฮา
ผู้าุโแม้จะมีหน้าเคร่งเครียดแต่ก็รู้สึกดีมากกว่า
คนหนุ่มหากขาดแม้แต่ความคิดจะมุ่งก้าวไป คงไม่สามารถทำการณ์ใหญ่ใดได้ ตอ่ให้หวังลี่พลาดก็แสดงความมุ่งมั่นให้ผู้าุโเห็นแล้ว
ผู้าุโวางแผนว่าหากพลาดจะคอยช่วยหวังลี่ให้มีความถ่อมตนมากขึ้นแทน ส่วนความสำเร็จ ต่อให้คนที่เข้าข้างหวังลี่ที่สุดยังไม่กล้าฝันถึง มันยิ่งกว่าความฝันอันเลื่อนลอย
บัณฑิตหลายร้อยสำนักทั่วแผ่นดิน
แนวทางที่คงอยู่ได้คือแนวทางที่พิสูจน์แล้วว่าแข็งแกร่งพอ ไหนเลยหวังลี่จะรอดจากแรงกดดันจากพวกนั้นได้?