"นั่นคือประตูนรก พวกเราวิ่ง" เสียงคนธรรมดาแผดร้องเมื่อพวกเขาเห็นความผันผวนของมิติ ทุกคนรู้ดีว่าสิ่งนี้คืออะไร พวกเขารีบวิ่ง
สีหน้าจางซิ่งและพวกมีความเป็กังวล แม้พวกเขาจะเป็ผู้ฝึกปราณแห่งสำนักศึกษา แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเขาแข็งแกร่ง อย่างดีพวกเขาก็แข็งแกร่งกว่าคนธรรมดาสองถึงสามเท่าสี่เท่าก็เท่านั้น นั่นไม่ใช่สิ่งที่เอาชนะสัตว์ประหลาดจากประตูนรกได้หากพวกมันมีระดับที่สูง
"คุณลุงรีบวิ่งหนีตะ"
หลี่เค่อที่ยืนนิ่งหรี่สายตาเล็กน้อย หญิงสาวร่างเล็กน่ารักดุจตุ๊กตากระเบื้องเคลือบเฉินรุ่ยฟางนางบอกให้เขาวิ่งหนี สิ่งนี้สะท้อนถึงจิตใจที่ดีงามของนาง
และเมื่อนางเห็นว่าหลี่เค่อไม่ยอมวิ่งเหมือนคนอื่นๆ นางรีบวิ่งเข้าหาหลี่เค่อ ก่อนจะจับมือหลี่เค่อวิ่งหนีไปพร้อมกับนาง
จางซิ่งและพวกมีสีหน้าไม่พอใจ
"ยัยโง่ เธอพาไอ้แก่นี่มาด้วยทำไม มันมากับพวกเรามีแต่ทำให้พวกเราวิ่งช้าลง" แม้จางซิ่งจะพูดแบบนี้ แต่เขาไม่สังเกตเลยว่าหลี่เค่อนั้นวิ่งตามพวกเขาด้วยความเร็วที่แทบจะไม่ต่างกันเท่าไหร่ ซึ่งหลี่เค่อใช้พลังจิตของตัวเองช่วยควบคุมร่างกายให้วิ่งได้เร็วขึ้น ไม่งั้นร่างกายที่ไม่ต่างกับคนธรรมดาคงวิ่งตามหนุ่มสาวพวกนี้ไม่ทันจริงๆ
ดูเหมือนเด็กสาวจะมองข้ามเื่นี้
"ลูกพี่พวกเราจะไปที่ไหนดี อยู่ๆ ในเมืองรอบนอกก็เกิดประตูนรกขึ้น พวกเราจะตายกันหมดรึเปล่า หากมันเป็ประตูนรกระดับสูง"
"เวรเอ๊ยอย่าพูดเื่ตาย บิดาจางซิ่งเกิดมาเพื่อจะเป็ผู้ยิ่งใหญ่ และนำพาตระกูลจางสู่ตระกูลระดับเ้าดินแดน บิดาไม่มาตายง่ายๆ ที่นี่หรอก เพียงพวกเราเข้าไปที่เมืองชั้น ทุกอย่างก็จะ..." พอจางซิ่งพูดแบบนั้น
ไม่กี่อึดใจต่อมาทั่วน่านฟ้า พวกเขาเห็นความผันผวนของประตูมิติ และจากนั้น สัตว์ร้ายร่างั์ปรากฏลอยตัวออกมา
ร่างมันประดุจัสีมืด ปากกว้าง ิัหนาทึบมีสีมืดทะมึน มันบินร่อนออกมาจากประตูมิติคำรามเสียงน่ากลัว
!!!ตู้มเสียงะเิดังสนั่นท้องฟ้า
หลี่เค่อคล้ายมองเห็นกลุ่มมนุษย์บินพุ่งเข้าไปโจมตีัมืด ไม่กี่อึดใจต่อมารอบร่างกายพวกเขาคล้ายปรากฏเกราะเทพหุ้มกาย ร่างขยายใหญ่ห้าเท่าจากมนุษย์จริงๆ
ในหัวของหลี่เค่อปรากฏคำคำหนึ่ง 'ผู้สำแดงฤทธิ์'
"นั่นเหล่าาุโ 'ตำหนักพฤกษชาติมิวางวาย' ปรากฏตัวแล้ว อีกไม่นานประตูนรกบานใหญ่ต้องถูกสยบ พวกเราต้องหาทางเอาตัวรอดด้วยตัวเองก่อน"
"ไป"
แต่ในระหว่างที่พวกเขาหนี
ซิกซาก ซิกซาก
ด้านหน้าพวกเขาความผันผวนของมิติปรากฏ รอยแยกสีมืดค่อยๆ แบ่งแย่งโลกใบนี้ มองลึกในรอยแยกเห็นความเว้งว้างของโลกอีกใบซึ่งไม่มีใครรู้จัก ซึ่งภายในนั้นมันเต็มไปด้วยสัตว์ร้ายที่เริ่มชูคอยืนขึ้น เมื่อสังเกตดีๆ พบว่าพวกมันมีลักษณะคล้ายมนุษย์อยู่บ้าง
โชคดีเพียงอย่างเดียวคือ รอยแยกนี้มีขนาดไม่ใหญ่นักเมื่อเทียบกับบนท้องฟ้าที่มีัมืดบินลอยตัวออกมา
'นี่คือประตูนรกสินะ' หลี่เค่อพูดกับตัวเอง การได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับภาพในสำนึกนั้นมีความแตกต่างกัน
เหม่อและตกตะลึงกันอยู่ครู่อึดใจสั้นๆ สิ่งที่ดูคล้ายมนุษย์ในที่สุดมันก็เดินออกมาจากรอยแตกของมิติ
ร่างของมันมีสามเศียร แขนขาไม่ต่างกับมนุษย์นักยกเว้นนิ้วที่ยาวและเล็บที่ดูแหลมคม แต่สิ่งที่น่าสยดสยองคือศีรษะทั้งสามนั้น ใบหน้าหนึ่งคล้ายมนุษย์ หนึ่งคล้ายอสูร ใบหน้าสุดท้ายคล้ายสัตว์เลื้อยคลาน
มันช่างเป็สิ่งมีชีวิตที่ดูน่ากลัวเหลือเกินสำหรับคนธรรมดา
"อสุราสามเศียรติ นี่มันพวกระดับสอง พวกเราสู้มันไม่ได้" ชายหนุ่มของสำนึกศึกษาคนหนึ่งแผดเสียง
หลี่เค่อตอนนี้รับรู้ว่าอสุราตัวนี้แท้จริงแข็งแกร่งเทียบเท่ากับระดับ [2] ผนึกธาตุ เขาไม่กังวล
จากความทรงจำของถังคัง ทำให้หลี่เค่อรู้ว่าในโลกใบนี้การแบ่งระดับของสัตว์ร้ายนั่นไม่มีอะไรมาก มันมีเพียงระดับ 1 ถึง 7 ซึ่งระดับของพวกมันอิงกับระดับฝึกฝนของผู้คนในโลกใบนี้
หากพูดว่าสัตว์ร้าย อสูรหรือปีศาจใดๆ ว่าเป็ระดับหนึ่ง นั่นย่อมหมายความว่าไอ้พวกนี้แข็งแกร่งเทียบเท่ากับผู้บ่มเพาะระดับ [1] หลอมกาย
หากบอกว่าพวกมันคือระดับสอง นั่นก็เท่ากับว่าพวกมันแข็งแกร่งเทียบเท่ากับพวกบ่มเพาะระดับ [2] ผนึกธาตุของมนุษย์
"อ๊าาาาาาาาาาาาาาาา ช่วยผมด้วย" คนธรรมดาผู้หนึ่งกรีดร้อง เขาแผดเสียงขอความช่วยเหลือ แต่ดูเหมือนจะไม่มีคนสนใจ เพราะเพียงอึดใจสั้นๆ ร่างของเขาก็ขาดเป็สองส่วน อสุราสามเศียรติฉีกร่างของเขาขาดในการฟาดมือครั้งเดียว ศีรษะเนื้อหนังเมื่อถูกตัดขาด มันถูกอสุราสามเศียรติหยิบกินอย่างไม่สนใจผู้คนทันที
และเมื่อตัวหนึ่งปรากฏ ตัวอื่นๆ ก็ตามออกมา
หลี่เค่อที่ตอนนี้อยู่กับกลุ่มหนุ่มสาวสำนักศึกษา เขาสังเกตการณ์โดยไม่ลงมือ หนึ่งเพราะเขารู้ตัวว่าเขาอ่อนแอ สองหลี่เค่อ้าทำความเข้าใจกับผู้คนในโลกนี้อีกนิด
เขาอยากรู้ว่าผู้คนจะทำอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น
ในกลุ่มคนธรรมดา หลี่เค่อเห็นหลายคนหยิบยันต์ออกมา จากนั้นปาเข้าใส่อสุราสามเศียรติ ลูกไฟขนาดใหญ่ครอบร่างอสุราอย่างรวดเร็ว
เพียงแต่... แม้ไฟครอบร่างนั้นจะดูใหญ่และน่ากลัว แต่มันดูจะธรรมดาและไม่รุนแรงเท่ากับะเิมือที่หลี่เค่อเคยใช้
"ยันต์ระดับหนึ่งฆ่าพวกมันไม่ได้" ชายผู้ปายันต์พูดร่างสั่น
ก๊าาาาาาาาก ก๊าาาาาาาาาาก
เมื่อชายคนนั้นปายันต์ไม่สำเร็จ ดูเหมือนเขาจะยั่วยุให้อสุราสามเศียรตัวนั่นให้ดุร้ายยิ่งขึ้นไปอีก อึดใจต่อมาชายผู้นี้กลายเป็อาหารของอสุราสามเศียรติ
เมื่ออสุราสามเศียรตัวแรกปรากฏ ตัวอื่นๆ ก็เริ่มเดินออกจากรอยแยกมิติที่ถูกเรียกว่าประตูนรกมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว
ตอนนี้หลี่เค่อคล้ายเข้าใจคำเรียก 'ประตูนรก' แล้ว
หากประตูมิติทุกครั้งที่ปรากฏ และมีพวกสัตว์ร้ายที่ยากระบุเผ่าพันธุ์พวกนี้เดินออกมา ใช้แล้ว ประตูมิติหรือรอยแยกเหล่านี้สมควรได้รับชื่อว่าประตูนรกจริงๆ
ด้วยจำนวนของอสุราสามเศียรติ เมื่อมันปรากฏตัว ครู่สั้นๆ มันก็ยืนเต็มทั่วถนน
หลี่เค่อที่วิ่งตามกลุ่มชายหนุ่มหญิงสาวสำนักศึกษา สุดท้ายเขาพบว่า ไม่ว่าจะวิ่งไปทางไหน อสุราสามเศียรติก็อยู่เต็มไปหมดแล้ว
"พวกเราต้องสู้แล้ว ไม่งั้นก็ต้องตายแน่ๆ" กลุ่มชายหนุ่มหญิงสาวเริ่มจับอาวุธของตัวเอง
"คุณลุงอยู่หลังหนูเอาไว้นะ" เฉินรุ่ยฟางดึงมือหลี่เค่อไปด้านหลัง ตลอดการวิ่งหนีหลี่เค่อสังเกตเห็นแววตาแห่งความเศร้าใจของเฉินรุ่ยฟาง นางคล้ายอยากช่วยเหลือทุกคน แต่สุดท้ายนางก็รู้ว่าตัวนางทำไม่ได้
หลี่เค่อที่อยู่ ณ ตรงนี้ ไม่ใช่ว่าเพราะตัวเขาพิเศษสำหรับนางแต่เป็เพราะเขาคือคนแรกที่หญิงสาวช่วยเหลืออย่างรีบร้อน และเมื่อนางช่วยเขาแล้วนางก็อยากจะช่วยให้ถึงที่สุดก็เท่านั้น นางนับเป็คนจิตใจดี
จางซิ่งเขาเห็นแบบนี้เขาไม่พอใจมาก
"ยัยโง่เธอพาไอ้แก่นี่มาด้วยมันมีแต่เป็ภาระ และตอนนี้อะไรกัน ทำไมเธอถึงให้ไอ้แก่นี้อยู่ในวงล้อมป้องกันของพวกเรา มันไม่ใช่ญาติพี่น้องของพวกเราสักหน่อย ปล่อยมือซะ!"
จางซิ่งแผดเสียงก้าว เขาเดินเร็วไปคว้ามือหลี่เค่อ จากนั้นโยนหลี่เค่อผู้ดูเหมือนชายชราออกจากกลุ่ม
ร่างหลี่เค่อเกลือกกลิ้งคลุกฝุ่นหลายตลบ หลี่เค่อไม่ส่งแรงต่อต้านแม้แต่น้อย
"จางซิ่งทำไมนายถึง!" น้ำเสียงเฉินรุ่ยฟางเต็มไปด้วยความไม่พอใจ แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้
จางซิ่งคือคนพิเศษ อย่างน้อยๆ เขาก็เป็ลูกหลานของตระกูลบรรดาศักดิ์ ซึ่งแม้จะเป็ตระกูลบรรดาศักดิ์ขั้นต่ำสุดก็ตาม ซึ่งตัวเฉินรุ่ยฟางรู้ดีว่าเธอจะไปมีเื่กับคนแบบนี้ด้วยไม่ได้
"หยุดโง่ได้แล้วนางโง่ นี่ฉันกำลังช่วยเธออยู่นะ!!!"